เนสท์เล่ (Nestlé) จับกระแสเทรนด์รักสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ชื่อ Harvest Gourmet ซึ่งเป็นอาหารที่ผลิตจากพืช
เครือวัลย์ วรุณไพจิตร ผู้อำนวยการบริหารหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหาร และ เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล ประจำภูมิภาคอินโดไชน่า เปิดเผยว่า ในประเทศไทยเวลานี้ เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง โดยเฉพาะเรื่องของการรับประทานอาหารที่ผลิตจากพืช หรือ Plant-based Food
เครือวัลย์ กล่าวต่อไปว่า ด้วยพฤติกรรมการบริโภคใหม่ที่เกิดขึ้น จึงทำให้เนสท์เล่ ตัดสินใจเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อแบรนด์ Harvest Gourmet ในประเทศไทย ทั้งนี้ อาหารจากพืชที่ผลิตภายใต้แบรนด์ดังกล่าว จะมีวัตถุดิบหลักเป็นพืชตระกูลถั่ว ผลไม้ เห็ด ผัก และธัญพืช ที่ไม่ผ่านการใส่วัตถุกันเสีย แต่จะแต่งสีธรรมชาติด้วยบีทรูทหรือแครอต เพื่อให้เนื้อดูมีสีแดง และยืนยันว่า ทุกคำที่ตักเข้าปากจะมีรสสัมผัสใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์
ในส่วนผลิตภัณฑ์จาก Harvest Gourmet ในเวลานี้ มีให้เลือกหลายประเภท เช่น เนื้อรมควัน, ไก่ย่างรมควัน, เนื้อแฮมเบอร์เกอร์, เนื้อบด และมีตบอล เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์จาก Harvest Gourmet ยังไม่มีการวางจำหน่ายในร้านค้าปลีก แต่จะวางจำหน่ายเป็นเมนูพิเศษของร้านอาหารที่เป็นพันธมิตรกับเนสท์เล่ ซึ่งยังไม่เปิดเผยว่ามีร้านใดบ้าง โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการมีนาคมนี้
...
ทางด้าน ทาธฤษ กุณาศล ผู้จัดการฝ่ายบริการการเกษตร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวถึงข้อดีของการรับประทานอาหารที่ผลิตจากพืชว่า การบริโภคในลักษณะนี้ จะช่วยส่งเสริมความอย่างยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เนื่องจากอาหารที่ผลิตจากพืชจะปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก๊าซคาร์บอน และมีเทน น้อยกว่าการทำฟาร์มปศุสัตว์ เพราะโดยปกติแล้ว สัตว์จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ เมื่อหายใจ แต่พืชจะทำหน้าที่ตรงกันข้ามด้วยการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และปล่อยออกซิเจนออกมาจากกระบวนการสังเคราะห์แสง
ทาธฤษ ยกตัวอย่างว่า การผลิตเนื้อวัว 1 กิโลกรัม ต้องใช้ทรัพยากรน้ำตลอดกระบวนการผลิตมากถึง 15,000 ลิตร แต่อาหารที่ผลิตจากพืช เช่น ถั่วเหลืองจำนวน 1 กิโลกรัม ใช้ทรัพยากรน้ำเพียง 1,800 ลิตรเท่านั้น ทำให้การรับประทานอาหารจากพืชก็จะช่วยให้เราใช้ทรัพยากรธรรมชาติลดลง และลดการสร้างก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลกอีกด้วย