ในระยะเวลากว่า 2 ปี ที่ผ่านมา ชื่อของ ‘Shabu De Bear’ เข้าไปอยู่ในใจของ ‘นักชิม นักกิน’ มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยคุณภาพและความอร่อยที่ไม่เคยลดลงตามการเติบโตทางธุรกิจ สังเกตได้จากการขยายสาขาที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ยิ่งในวันที่ก้าวเดินไปข้างหน้าในรูปแบบแฟรนไชส์ Shabu De Bear ก็ยิ่งได้ค้นพบเพื่อนร่วมอุดมการณ์ในการสร้างสรรค์ธุรกิจอาหารด้วย ‘แพชชั่น’ (Passion) เดียวกัน จนประสบความสำเร็จในหลายแง่มุม ‘คุณฉัตรทิพย์ แม้นหมาย’ ผู้บริหารและผู้ริเริ่ม Shabu De Bear กล่าวว่าไม่ว่าจะอย่างไรปลายทางของการทำธุรกิจอาหารยังคงหมายถึงความสุขของคนกินไม่เปลี่ยนแปลง
ความสุขของคนกินเป็นสิ่งสำคัญ
Shabu De Bear ถือเป็นร้านอาหารอีกร้านหนึ่งที่มีทิศทางการเติบโตในเชิงธุรกิจที่น่าสนใจ ปัจจุบันมีทั้งหมด 13 สาขา ทั้งสาขาในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ ทั้งการขยายธุรกิจของแบรนด์และการเข้ามาร่วมธุรกิจในฐานะแฟรนไชส์ ซึ่งดำเนินงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันจนสามารถครองใจคนรักชาบูได้ไม่ยาก คุณฉัตรทิพย์ กล่าวว่าสิ่งที่ Shabu De Bear ยึดมั่นเสมอมายังคงเป็นมาตรฐานความสุขจากการกินที่ส่งมอบให้ผู้คน
“สิ่งที่ทำให้คนรู้จัก Shabu De Bear คือ ความหลากหลายของอาหาร โดยเฉพาะส่วนของชาบู ผมเชื่อว่าสิ่งที่เรามีคือสิ่งที่พิเศษมาก ยกตัวอย่างเนื้อวากิวคาตะโรสุ #เนื้อใหญ่กว่าหน้า ที่สไลด์บางๆ แต่สามารถทำเป็นชิ้นใหญ่เท่าหน้าคนได้ คนส่วนใหญ่จดจำได้จนกลายเป็นสิ่งที่หลายคนพูดถึง รวมถึงเนื้ออีกหลายชนิดที่เรานำมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาบูของ Shabu De Bear แตกต่างและโดดเด่นขึ้น อย่างที่ทราบดีคือ Shabu De Bear เองก็ยังมีไลน์ซูชิ ซึ่งมีหลากหลายเมนูรวมกันใน 50 กว่าเมนู โดยเมนูทั้งหมดของเราตอบโจทย์ลูกค้าในแทบทุกเซ็กเมนต์ (Segment) ใน 3 ราคา คือ 399 บาท 599 บาท และ 799 บาท ซึ่งเราวางแผนที่จะมีทางเลือกที่มากขึ้นกว่านั้นอีก ผมเชื่อว่ามีกลุ่มลูกค้าที่พร้อมจะจ่ายเพื่อให้ได้ของที่ดีที่สุด เพราะโมเมนต์ (Moment) ของการรับประทานอาหารคือช่วงเวลาของการให้รางวัลชีวิต คนที่ทำงานมาหนักๆ เหนื่อยๆ ทุกคนก็อยากกินอะไรดีๆ ที่พิเศษสำหรับตัวเอง และถ้าสังเกตเราจะเห็นได้เลยว่า โมเมนต์ (Moment) ของการรับประทานอาหารที่พิเศษก็เกิดขึ้นในหลายรูปแบบ ทั้งกินกับเพื่อน กินกับครอบครัว กินกับคนรัก กินเพื่อการเฉลิมฉลองต่างๆ เพราะฉะนั้นการกินจึงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของผู้คน คนจึงมักเลือกสิ่งดีๆ ที่มีคุณภาพสำหรับตัวเอง”
เรียนรู้เพื่อเติบโตไปด้วยกัน
การทำความเข้าใจลูกค้าไปพร้อมๆ กับการขับเคลื่อนธุรกิจให้ค่อยๆ เติบโต ทำให้ Shabu De Bear เข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น และพบว่ากลุ่ม ‘นักกิน’ ในแต่ละพื้นที่ แต่ละสาขา ก็มีความแตกต่างกันไป เช่น บางสาขาเป็นย่านนิสิตนักศึกษา บางย่านเป็นกลุ่มครอบครัว หรือคนวัยทำงาน ความเฉพาะกลุ่มของลูกค้าก็ทำให้ผู้ให้บริการมองเห็นความต่าง และสามารถกำนัลความต้องการในบางเรื่องได้ตรงจุด แต่ไม่ว่าจะอย่างไรความต้องการร่วมก็ยังคงเป็นคุณภาพและความอร่อยเสมอ ส่วนการเติบโตของสาขาในหัวเมืองใหญ่ คุณฉัตรทิพย์ เล่าว่าเคล็ดลับความสำเร็จมักเริ่มต้นจากการที่คนทำธุรกิจเข้าใจในพื้นที่ของตัวเอง รวมถึงสิ่งสำคัญที่สุด คือ แพชชั่น (Passion) ในการทำธุรกิจอาหาร
“จากการเก็บข้อมูลของเรา พบว่าลูกค้าของเราจะมีช่วงอายุอยู่ที่ 25-35 ปี โดยคาแรกเตอร์ส่วนใหญ่ก็จะขึ้นอยู่กับโลเคชั่น ซึ่งเป็นที่ตั้งของสาขาด้วย อย่างสาขาแอมพาร์ค หรือสาขาหาดใหญ่ ซึ่งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษา จริงๆ การเข้าใจพื้นที่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ อย่างสาขาของ Shabu De Bear ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ เราก็เชื่อมั่นว่าคนที่ทำธุรกิจจะรู้จักและเข้าใจพื้นที่นั้นๆ มากกว่าเราแน่นอน สาขาล่าสุด คือ สาขากระบี่ สาขานี้ก็เป็นตัวอย่างของสาขาที่เป็นแฟรนไชส์ที่มีความเข้าใจในพื้นที่ของตัวเองอย่างมาก นอกเหนือไปจากสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่นับเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจอาหารให้ประสบความสำเร็จ นั่นคือ แพชชั่น (Passion)”
นั่นเป็นเหตุผลให้ Shabu De Bear เริ่มต้นจากการให้ความสำคัญในการคัดเลือกผู้ที่จะเข้าร่วมธุรกิจในฐานะแฟรนไชส์ด้วยเสมอ การมองเห็นจุดมุ่งหมายเดียวกัน มีแนวคิดใกล้เคียงกัน และมีแรงปรารถนาเดียวกัน นับเป็นแนวทางสำคัญของการจับมือร่วมกันเติบโต
“จริงๆ เราเปิดโอกาสให้กับทุกคนที่สนใจอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาก่อน หรือเป็นพนักงานประจำที่อยากทำธุรกิจควบคู่ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องมีคือ แพชชั่น (Passion) ทั้งแพชชั่น (Passion) ในเรื่องอาหาร และแพชชั่น (Passion) ความต้องการในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ผมเชื่อว่าสองสิ่งนี้สำคัญมาก เพราะถ้าคุณมีสิ่งนี้ไม่ว่าจะอย่างไรคุณก็จะสู้ไปกับมัน การทำธุรกิจทุกประเภท ไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจอาหาร จะมีช่วงที่ยากลำบาก รวมถึงมี ‘Life Circle’ ของมันอยู่เสมอ อย่างการทำธุรกิจอาหารเองก็มีอุปสรรครออยู่มากมาย เช่นว่าคุณจะไม่สามารถขายดีได้ทุกวัน วันที่ขายไม่ดี คุณรับมือกับมันอย่างไร เหล่านี้เป็นเพียงอุปสรรคหนึ่งที่คนทำธุรกิจอาหารต้องเจอ แต่ถ้าคุณเริ่มต้นมาจากแพชชั่น (Passion) ที่ว่า คุณก็ยังพร้อมที่จะสู้และไปต่อ ซึ่งผมว่าสิ่งนี้ล่ะคือสิ่งสำคัญ”
การก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 พร้อมกับการเดินหน้าของ Shabu De Bear ทั้ง 13 สาขา ถือเป็นเครื่องยืนยันอย่างหนึ่งของการก้าวไปพร้อมกับผู้ร่วมอุดมการณ์ที่ขับเคลื่อนไปด้วยแพชชั่น (Passion) เดียวกัน แน่นอนว่าหนทางยังอีกยาวไกล และไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ เช่นที่ในอนาคตอันใกล้นี้ Shabu De Bear เตรียมให้บริการสาขาใหม่ เป็นสาขาใหญ่ที่พิเศษขึ้นในหลายรูปแบบ ณ เมกะบางนา ซึ่งถือเป็นแฟล็กชิฟและย่างก้าวครั้งสำคัญของ Shabu De Bear ในการให้บริการความอร่อยและคุณภาพที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ส่วนในแง่ของการขับเคลื่อนธุรกิจอาหารด้วยความมุ่งมั่น และหัวใจ คุณฉัตรทิพย์ ในฐานะผู้ขับเคลื่อนยังก้าวต่อไปอีกขั้น เพื่อกำนัลความอร่อยและความสุขจากการกินในอีกรูปแบบหนึ่งผ่านอาหารอีกหนึ่งเมนูที่หลายคนชื่นชอบอย่างซูชิ ภายใต้แบรนด์ Nijo Sushi Delivery ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์ ‘Food Delivery’ อยู่ที่ไหนของมุมเมืองก็มีซูชิอร่อยๆ ในราคาที่เอื้อมถึงส่งตรงถึงมือ ลองทำความรู้จักกับ Nijo Sushi Delivery เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/nijosushidelivery
ส่วน Shabu De Bear สามารถติดตามรายละเอียดได้ผ่านอินบ็อกซ์ของร้าน https://www.facebook.com/shabudebearthailand หรือโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่ 081 687 8877 อนาคตยังจะเปิดตัวแอปพลิเคชันที่จะทำให้แฟนคลับได้ใกล้ชิด ติดตามโปรโมชั่น สะสมแต้ม และร่วมสนุกกันได้มากขึ้นอีกด้วย