ผ้าทอลายสมปักปูมคว้ารางวัลที่หนึ่ง.
เพื่อสนองพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในการอนุรักษ์ผ้าไหมมัดหมี่ไทยให้คงอยู่เป็นมรดกของชาติ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงได้จับมือกับกรมหม่อนไหม คัดสรรสุดยอดผ้าไหมมัดหมี่จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จำนวน 452 ผืน ให้เหลือหัวกะทิเพียง 100 ผืน สำหรับนำไปบันทึกเป็นหนังสือประวัติศาสตร์สุดยอดผ้าไหมมัดหมี่ไทย
นอกจากการคัดสรรสุดยอดผ้าไหมมัดหมี่ 100 ผืน ที่ใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานหลายวัน โอกาสนี้ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้การนำของอธิบดี ปัจฉิมา ธนสันติ ยังได้เชื้อเชิญเหล่าผู้เชี่ยวชาญของวงการผ้าไหมเมืองไทย นำโดย “ประทีป มีศิลป์” รองอธิบดีกรมหม่อนไหม, อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ, อาจารย์แบน แสงโสม, อาจารย์ สมพงษ์ ทิมแจ่มใส, อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย และมีชัย แต้สุจริยา แห่งบ้านคำปุน มาร่วมกันตัดสินเลือกเฟ้น 3 สุดยอดผ้าไหมมัดหมี่ เพื่อชิงโล่รางวัลเกียรติยศ โดยหลักเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือกก็คือ ต้องเป็นผ้าไหมมัดหมี่ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าผ้าไหมที่มีตราสัญลักษณ์นกยูงสีทอง, สีเงิน และสีน้ำเงิน เพื่อรับประกันคุณภาพ, มีความชัดเจนของลวดลาย, มีฝีมือการทอที่สม่ำเสมอและมีความแน่นของผืนผ้า ขณะที่วิธีการย้อมต้องได้มาตรฐานและมีความคงทนของสี
...
หลังจากปิดห้องประชุมต่อเนื่องยาวนานถึง 6 ชั่วโมง เพื่อระดมสมองกันอย่างจริงจัง ในที่สุดเหล่าคณะกรรมการก็เห็นพ้องยกตำแหน่งสุดยอดผ้าไหมมัดหมี่อันดับหนึ่งให้กับ “สุรโชติ ตามเจริญ” ช่างทอผ้าจากจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงฝีมือความเป็นเลิศจากการทอลายผ้าสมปักปูม ด้วยไหมสาวลงกระบุง ใช้สีย้อมธรรมชาติ โดยใช้เวลานานร่วมเดือนกว่าจะสร้างสรรค์เป็นผืนผ้านุ่งขุนนางโบราณ ที่วิจิตรงดงามหาชมได้ยากในยุคปัจจุบัน ขณะที่รางวัลอันดับสองยกให้ช่างทอผ้าจากขอนแก่น “ประนอม ทองประ-ศาสน์” ซึ่งเอาชนะใจกรรมการด้วยฝีมือการทอลวดลายประตูไม้แกะสลัก 3 ตะกอ เป็นลวดลายประยุกต์จากอิทธิพลของต่างชาติที่โดดเด่นสะดุดตา สำหรับรางวัลที่สาม คณะกรรมมีมติเลือกผลงานสร้างสรรค์ของ “จำนงค์ อินทร์สะคู”
ช่างทอจากจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งใช้เวลา 20 วัน ทุ่มเทสร้างสรรค์ผ้าลายขนมปังสีฟ้าแจ่มจรัส เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ โดยใช้เส้นไหมสาวเข้าอัก ซึ่งสาวและย้อมเองกับมือทุกขั้นตอน ผสมผสานกับการเลือกใช้สีสันแนวร่วมสมัย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการผ้าไหมไทย “อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ” ฝากข้อคิดเตือนใจว่า ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ผ้าไหมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ อันเป็นผลมาจากความวิปริต แปรปรวนของอากาศทั่วโลก ประเดี๋ยวแล้งประเดี๋ยวน้ำท่วม ทำให้หม่อนออกผิดฤดู ดักแด้ก็ตายหมด ไม่สามารถผลิตเส้นไหมได้ ส่งผลให้เส้นไหมขาดตลาด เมื่อ 15 ปีก่อนเส้นไหมราคากิโลละ 800 บาท แต่เฉพาะปีที่แล้วปีเดียว ราคาพุ่งขึ้นเป็น 2,500 บาท ในชีวิตไม่เคยนึกว่าเส้นไหมจะขาดตลาด และแพงขนาดนี้ ต้นทุนแพงขึ้นเป็น 3 เท่าตัว ผู้ผลิตผ้าไหมก็ต้องตายลูกเดียว ทุกวันนี้ ความนิยมที่จะใช้ผ้าไหมยังลดน้อยลงอย่างน่าตกใจ บีบคั้นให้ช่างทอผ้าต้องหนีไปทำอาชีพอื่น เพื่อความอยู่รอดของปากท้อง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเรียกร้องให้กรมหม่อนไหม ซึ่งรับผิดชอบดูแลเรื่องนี้โดยตรง ทุ่มเททำงานให้หนักกว่าเดิม เพื่อไม่ให้เกษตรกรไทยละทิ้งการทอผ้า พร้อมกันนี้อยากเสนอแนะให้ตั้งวิทยาลัยหม่อนไหมแห่งชาติ ทำหลักสูตรเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาหม่อนไหมแห่งชาติ ให้ความรู้เรื่องผ้าไหมไทยทุกแง่มุม ตั้งแต่เรื่องการเลี้ยงดักแด้, การสาวไหม, การทอ, การย้อมไหม และการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ก่อนที่ผ้าไหมไทยจะสูญหายไปจากประเทศชาติอย่างน่าเสียดาย.
...