“ดิษยา สรไกรกิติกูล” ไทยดีไซเนอร์ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ข่าว

    “ดิษยา สรไกรกิติกูล” ไทยดีไซเนอร์ไม่แพ้ชาติใดในโลก

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    2 ก.ค. 2560 05:01 น.

    เป็นหนึ่งในไทยดีไซเนอร์ยุคบุกเบิกที่สร้างชื่อเสียงให้เมืองไทยเลื่องลือไปทั่วโลกตั้งแต่ทศวรรษที่แล้ว สำหรับ “ออม-ดิษยา สรไกรกิติกูล ผ่านไป 12 ปีเต็ม ผู้ก่อตั้งแบรนด์ DISAYA และ Boudoir by Disaya เปิดใจพูดคุยกับทีมข่าวสตรีไทยรัฐ ถึงแพสชั่นการทำแฟชั่นที่ไม่เคยจางหาย และความมุ่งมั่นในการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมเผยเคล็ดลับความสำเร็จในการปลุกปั้นแบรนด์ไทยให้ครองความนิยมตลอดกาล โดยมียอดขายหลักร้อยล้านเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือ

    “ตอนเด็กๆ ออมฝันไว้ว่าอยากเป็นนักตกแต่งภายใน เพราะคุณพ่อเป็นวิศวกรสร้างตึก แต่เมื่อได้ไปเรียนที่เชลซี คอลเลจ ออฟ อาร์ต แอนด์ ดีไซน์ เพื่อเตรียมตัวก่อนเข้ามหาวิทยาลัยจริง ออมค้นพบว่าตัวเองไม่ชอบอินทิเรียจริงๆ แต่กลับไปหลงรักการทำแฟชั่น ตอนนั้นทั้งคุณพ่อคุณแม่ไม่สนับสนุนเลย เพราะเท่ากับว่าออมต้องทิ้งทุกอย่างหมด ทั้งๆที่เก็บคะแนนวิชาอินทิเรียครบพร้อมเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว แต่ออมยืนยันว่าชอบแฟชั่นจริงๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องแต่งตัว ออมได้ลองทำแพทเทิร์นเพื่อประกอบเป็นเสื้อผ้า รู้สึกว่าสนุกมาก พอรู้ว่าจะเปลี่ยนใจทีหลัง ออมต้องเร่งทำพอร์ตแฟชั่นเพื่อสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเซ็นทรัล เซนต์ มาร์ตินส์ ปรากฏว่าสอบเข้าได้ ได้เรียนสมใจ” ดีไซเนอร์คนเก่งย้อนรำลึกความหลังสมัยยังเอ๊าะๆ

    ได้ยินมาว่าสมัยเรียนเซนต์ มาร์ตินส์ คุณออมโด่งดังมาก และเป็นขวัญใจสื่อเมืองผู้ดี

    (ยิ้ม) สื่อที่อังกฤษตั้งฉายาให้ออมว่า “เท็ดดี้แบร์เกิร์ล” เขียนเปรียบเทียบว่าเราเหมือน “จุนยะ วาตานาเบะ” ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวญี่ปุ่น สื่ออังกฤษชื่นชมออมจากผลงานแฟชั่นโชว์ตอนจบปริญญาตรีที่ทำในคอนเซปต์ “Imaginary Friends” ออมนึกถึงเด็กขี้เหงาที่มีเพื่อนเป็นตุ๊กตา เลยเอาโครงของตุ๊กตามาเล่นกับเสื้อผ้า ทำตุ๊กตาที่กลับออกมาเป็นเสื้อผ้าได้ และเสื้อผ้าที่กลับเข้าไปเป็นตุ๊กตา ในแฟชั่นโชว์ออมให้นางแบบเดินถือตุ๊กตาออกมา แล้วดร็อปตุ๊กตาให้เรา เราก็จะพลิกเป็นเสื้อผ้าเป็นแจ็กเกตและโค้ต ใส่กลับไปให้นางแบบเดิน พอชุดฟินาเล่จะเป็นนางแบบเดินออกมาในชุดตุ๊กตาหมีตัวเท่าคน เราก็ช่วยกันแกะตุ๊กตาหมีพลิกออกมาเป็นชุดเดรสพองๆให้นางแบบใส่เดินกลับไปเป็นอีกคน สื่ออังกฤษชอบไอเดียมาก เอาไปลงข่าวให้หลายฉบับเลย

    ความเซอร์เรียลและแฟนตาซีแบบนั้นหายไปไหน เมื่อมาทำแบรนด์ของตัวเองในเมืองไทย

    ตอนเรียนปริญญาตรี ออมยังมีอิสระอยากทำอะไรก็ทำได้ เลยกล้าเล่นกับไอเดียล้วนๆ แม้กระทั่งวิทยานิพนธ์ของออมก็เขียนเรื่องเพอร์ฟอร์มแมนซ์อาร์ตกับแฟชั่น ยุคนั้นแฟชั่นโชว์เป็นแนวดรามาติก เป็นยุคที่อเล็กซานเดอร์ แมคควีน และจอห์น กัลเลียโน กำลังเฟื่องฟู แต่พอมาเรียนปริญญาโท เหมือนเราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น เราจะทำยังไงให้อยู่ในตลาดแฟชั่นได้ ทำธุรกิจได้จริงๆแต่ยังไม่เสียความเป็นตัวตนของเรา ระหว่างนั้น ออมก็เริ่มฟอร์มทีมแล้ว ช่วงนั้นชุดชั้นในแฟชั่นกำลังฮิตมากในยุโรป ออมอยากลองทำดู คิดว่าเป็นของชิ้นเล็กๆน่าจะใช้เวลาตอนปิดเทอมทำได้ ปรากฏว่าดีเทลเยอะมาก ใช้จักรเป็น 10 ชนิด ต้องเริ่มศึกษาทุกอย่างใหม่หมด ชุดชั้นในของออมจะไม่ใช่แค่ชุดชั้นในผ้ายืดสีเนื้อสีขาวธรรมดา แต่จะมีการเล่นกับเนื้อผ้ามากขึ้น ออมเอาผ้าเฉลียงของผ้าซาติน และผ้าชีฟองเนื้อบางเบา มาตัดเย็บชุดชั้นใน การตัดเย็บก็ยากขึ้นมาก ไม่สามารถใช้โรงงานตัดเย็บชุดชั้นในปกติได้ ทำให้ต้องเปิดโรงงานเล็กๆของตัวเอง เริ่มจากจักรตัวเดียวนั่งเย็บกันที่บ้าน จนปัจจุบันมีพนักงาน 100 กว่าคน

    ชุดชั้นในของออม ได้รับเสียงตอบรับดีไหมในเมืองไทย

    ออมได้ไปเปิดตัวแบรนด์ “บูดัวร์” ในงานแอลแฟชั่นวีก ทำแฟชั่นโชว์ชุดชั้นในครั้งแรกบนแคตวอล์กของแอล ออมให้นางแบบใส่หัวมาสคอตเดินออกมาพร้อมชุดชั้นใน ทำให้โชว์สนุก ได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี พอออมเรียนจบปริญญาโทก็กลับมาทำเสื้อผ้าเปิดแบรนด์ดิษยา เมื่อปี 2005 ส่วนชุดชั้นในทำอยู่จนถึงปัจจุบัน ใช้ชื่อว่า “บูดัวร์ บาย ดิษยา”

    ต้องต่อสู้เยอะไหมกว่าคนจะยอมรับไทยดีไซเนอร์

    เหนื่อยมากค่ะ แต่สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ก็กลายเป็นว่าถ้าเราตั้งใจจริงมันก็เป็นไปได้ จริงๆแล้วออมไม่ใช่คนที่ฉันจะต้องได้อันนี้ๆแล้วตั้งเป้าล่วงหน้าเยอะๆ แต่ออมเป็นประเภทฉันจะทำเต็มที่ในส่วนที่เราทำได้มากกว่า ออมกลัวว่าความท้อจะทำให้เราทำงานออกมาได้ไม่ดี กับตัวเองแค่ออมรู้สึกว่าเราทำเต็มที่ของเรามากที่สุด แต่ความเต็มที่กลายเป็นว่าเราทำได้มากขึ้นในทุกๆวันด้วย จากที่เราคิดว่าเราทำได้เท่านี้ ก็กลายเป็นว่าเราทำได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ มากกว่าที่เราคิดไว้ซะอีก หันไปมองอีกทีก็มาไกลกว่าที่คิดมาก

    อะไรคืออุปสรรคใหญ่ทำให้ท้อแท้ถอดใจ

    เรื่องโปรดักชั่นเราต้องเริ่มจากศูนย์จริงๆ ออมไปเรียนแฟชั่นมาก็จริง แต่พอถึงเวลาผลิตจริงก็ต้องเรียนรู้ทุกอย่างใหม่หมด โจทย์ของออมคือทำยังไงให้เราแตกต่างและมีเอกลักษณ์ ดิษยาเป็นแบรนด์แรกๆในเมืองไทยที่พรินต์ลายผ้า ลายลูกไม้ ทำกระดุม และของตกแต่ง เป็นของเราเอง

    ที่จริงแล้วดิษยาโด่งดังในต่างประเทศ ก่อนจะมาฮิตฮอตในเมืองไทยใช่ไหม

    ออมเริ่มเอาเสื้อผ้าของดิษยาไปวางขายในต่างประเทศตั้งแต่ช่วงแรกๆ ซีซั่นแรกที่ส่งออกก็ประสบความสำเร็จเลย ดิษยาได้เข้าไปวางขายในบูติกแฟชั่นดัง 100 จุดขาย รวมถึงห้างแฮร์รอดส์ และฮาร์วีย์ นิโคลส์ สร้างรายได้หลายสิบล้านบาท ลูกค้าพวกนี้เห็นผลงานของเราจากการออกงานแฟร์ใหญ่ๆในยุโรป ก็ต้องถือว่าดิษยาประสบความสำเร็จในต่างประเทศก่อนเมืองไทย มีคนดังๆหลายคนที่ใส่เสื้อผ้าของดิษยา รวมถึง “เอมี่ ไวน์เฮาส์” นักร้องชื่อดังของอังกฤษ เขาใส่ชุดดิษยาถ่ายปก “Back to Black” ซึ่งดังมาก พอเอมี่เสียชีวิต ออมก็ติดต่อไปทางคุณพ่อเขา และสถาบันประมูลชื่อดังของอังกฤษ “เคลลี่ เทเลอร์” ให้นำชุดนี้ออกประมูลและนำรายได้ทั้งหมดเข้ามูลนิธิของเอมี่ ไวน์เฮาส์ โดยแฟชั่นมิวเซียมที่ชิลีประมูลไปในราคาเกือบ 3 ล้านบาท

    อยู่ในวงการแฟชั่นมานาน เจอวิกฤติใหญ่ๆ บ้างไหม แล้วผ่านมาได้อย่างไร

    ช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์หนักที่สุด กลายเป็นว่าช็อปดังๆพวกมัลติแบรนด์ทั้งหลายที่เป็นลูกค้าเราไล่ปิดตัวกันไปหมด ทำให้เก็บเงินไม่ได้เลยแทบล้มทั้งยืน จากเดิมที่เราเน้นส่งออก 80% ก็ต้องหันกลับมาโฟกัสตลาดเมืองไทยแทน ปรากฏว่า วิกฤติครั้งนั้นกลายเป็นโอกาส ทำให้ยอดพุ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว จนปัจจุบันแบรนด์ดิษยาทำรายได้หลักร้อยล้านแล้ว เมื่อหันมาเน้นตลาดไทย ออมต้องปรับเปลี่ยนแพทเทิร์นใหม่ให้เข้ากับหุ่นคนไทย ต้องหันมาดูว่าเราสตรองอะไร คนไทยชอบอะไร ก็เริ่มทำคอลเลกชั่นที่เด็กลงเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ส่วนที่เป็นคอลเลกชั่นพิเศษเน้นคุณภาพก็ยังมีอยู่สำหรับลูกค้าดิษยาแท้ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความเนี้ยบและตะเข็บ ขนาดดีไซเนอร์ด้วยกันยังถามว่าจำเป็นต้องเย็บดีขนาดนี้เลยเหรอ (หัวเราะ)

    ทำยังไงให้ไอเดียไม่ตัน และหาแรงบันดาลใจใหม่ๆได้ตลอดเวลา

    ออมเป็นคนเดิน ทางเยอะมาก ได้เห็นอะไรใหม่ๆตลอดเวลา ทำให้ได้แรงบันดาลใจไม่รู้จบ เวลาเจออะไรก็จะสเกตช์เก็บไว้ในสมุด บางคอลเลกชั่นอาจจะเริ่มจากธีมที่อยากทำ บางคอลเลกชั่นสะดุดตากับบางเทคนิค หรือบางคอลเลกชั่นอยากโชว์ลายพรินต์ ก็จินตนาการไปเรื่อยๆ ทีมเราจะคุยกันทุกซีซั่นว่าผู้หญิงดิษยาเป็นยังไง ตอนนี้ผู้หญิงดิษยาไปเที่ยวที่ไหน แต่งตัวยังไง รสนิยมเป็นแบบไหน ชอบฟังเพลงอะไร ชอบดื่มอะไร ชอบศิลปะแบบไหน ออมอยากทำเสื้อผ้าที่คนใส่แล้วสวยและมั่นใจที่สุด เลยต้องมีการอัพเดตกับทีมงานทุก 6 เดือน ว่าอะไรคือดิษยาคัลเจอร์

    แล้วผู้หญิงของดิษยามีบุคลิกนิสัยใจคอเป็นยังไง

    ผู้หญิงของดิษยาเป็นสาวช่างฝัน ขี้เล่น และยังก์แอทฮาร์ท ออมชอบเล่นกับอะไรที่แฟนตาซี แต่ละธีมของดิษยาจึงมีความแฟนตาซีช่างฝัน ออมชอบเล่นกับดีเทลเสื้อผ้า บางชิ้นผลิตน้อยมากเพราะเป็นงานฝีมือจริงๆ แบรนด์ดิษยาทำชุดตั้งแต่เดย์ทูไนท์ ไปจนถึงชุดสเปเชียลมากๆทำไม่กี่ชุด

    อะไรเป็นดีเอ็นเอที่ไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้

    ประโยชน์ใช้สอยได้จริง และความโก้หรูมีระดับ คือดีเอ็นเอของดิษยา ดีเทลต้องเนี้ยบกริบ ไม่ว่าจะเป็นดีเทลของตะเข็บ ดีเทลของผ้าที่เลือกมาใช้ ดีเทลของการตัดเย็บ หรือดีเทลการออกแบบ

    วันนี้ยังสนุกกับแฟชั่นอยู่ไหม

    ยังไม่หายสนุกเลยค่ะ คงไปทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว (ยิ้มกว้าง) ตอนนี้ออมกำลังสนุกกับการบุกตลาดจีนและญี่ปุ่น เราไปบุกตลาดจีนได้ 4-5 ซีซั่นแล้ว ส่วนที่ญี่ปุ่นเพิ่งเริ่มไปเป็นซีซั่นที่ 3 และปีนี้ภูมิใจมากที่เราได้เข้า 3 ห้างใหญ่ระดับพรีเมียมของญี่ปุ่นคือ อิเซตัน ชินจูกุ, ฮันคิว โอซากา และมิตซูโกชิ กินซา เป็น 3 ห้างที่เข้ายากมาก เพราะญี่ปุ่นเน้นคุณภาพ อันนี้ช่วยตอกย้ำว่า การที่เราพิถีพิถันมากกับแบรนด์ดิษยามันไม่สูญเปล่า.

    อ่านเพิ่มเติม...

    วิดีโอแนะนำ

    วันเด็กก็หวานได้! ส่องแคปชั่นคู่รักดาราสวีททะลุโซเชียล
    02:08

    วันเด็กก็หวานได้! ส่องแคปชั่นคู่รักดาราสวีททะลุโซเชียล

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ทีมข่าวหน้าสตรีดิษยา สรไกรกิติกูลออม ดิษยาดีไซเนอร์ออกแบบเสื้อผ้า

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    วันเสาร์ที่ 15 มกราคม 2565 เวลา 23:29 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์