เมื่อพ่อแม่สนับสนุนให้ลูกไปศัลยกรรมเพื่อความสวยงาม มีหรือที่พวกเขาจะไม่อยาก ก็สมัยนี้ใครๆ ก็อยากหน้าตาสวยไม่มีที่ติกันทั้งนั้น สถานที่ศัลยกรรมขึ้นชื่ออย่างประเทศเกาหลี เลยได้รับความนิยมจนเป็นเรื่องน่าหวาดเสียวสำหรับสังคมไทย...

กระแสการศัลยกรรมในสังคมไทย ปัจจุบันนี้คงต้องยอมรับว่าค่อนข้างเปิดกว้าง และทำกันแพร่หลายมากขึ้น ทั้งในวงการบันเทิง และบุคคลทั่วไป ซึ่งตอนนี้ลามไปถึงเด็กในวัยเรียนตั้งแต่อายุ 15-16 ปี ก็คิดอยากจะทำศัลยกรรมเพื่อสเริมความงามกันแล้ว และที่น่าเป็นห่วงไปกว่านั้น ครอบครัวก็ยังส่งเสริมในเรื่องนี้อย่างมาก ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากให้ลูกสามารถเข้ากับคนในสังคม และมีหน้าที่การงานที่ดีเมื่อเรียนจบ



ความสวยงาม จะกลายเป็นฐานของการใช้ชีวิตให้สมบูรณ์ได้จริงหรือไม่ วันนี้เลยได้คำแนะนำจาก จิตแพทย์เด็กแห่งสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ พญ.โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ และ คุณณวัฒน์  อิสรไกรศีล หนึ่งในพิธีกรรายการทูไนท์โชว์ ช่วงอเมซิ่งต่างแดน มาออกความเห็นเกี่ยวกับกระแสศัลยกรรมของเด็กไทยตอนนี้

เริ่มที่คุณหมอจูน พญ. โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ นักจิตแพทย์เด็ก ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เป็นจุดอ่อนของสถาบันครอบครัว เพราะพ่อแม่ควรผลักดันลูกในด้านที่เป็นประโยชน์ มากกว่าการศัลยกรรม เพราะจะทำให้เด็กมองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง

“ในแง่ของจิตวิทยา การศัลยกรรมมันก็เป็นการเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งเด็กเขาให้ความสำคัญเรื่องรูปร่างหน้าตามากกว่าเรื่องการเรียน ความดีงาม ในด้านอื่นๆ ของตัวเอง ซึ่งพ่อแม่ก็จะชี้ให้เห็นถึงครอบครัวที่อาจไม่ถึงขั้นว่าล้มเหลวหรอก แต่ มันแสดงให้เห็นถึงความสามารถของพ่อแม่ในการดึงลูกให้พัฒนาในทางอื่นน้อยลง ซึ่งพวกเขาก็อาจมองข้ามจุดนี้ไป”

นอกจากนี้ยังเสริมถึงค่านิยมของดาราในวงการบันเทิง เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่มีหน้าตาสวยงาม ได้ทำงานที่มีค่าตอบแทนสูง ครอบครัวจึงอยากผลักดันมากขึ้น

“ต้องเข้าใจเลยว่าดาราหรือคนในอาชีพวงการบันเทิง เป็นอาชีพที่เด็กๆ หลายคนใฝ่ฝัน พ่อแม่บางคนก็อาจจะอยากให้ลูกเข้ามาทำงานตรงนี้ เพื่อเปลี่ยนฐานะให้ดีขึ้น ลูกก็ได้หน้าตาที่สวยขึ้นด้วย แต่แง่นี้ไม่อยากสนับสนุนนักเพราะ ทำให้เด็กมองไม่เห็นคุณค่าตัวเอง และคิดว่าเรื่องรูปลักษณ์ต้องมาเป็นอันดับแรก แทนที่จะคิดถึงเรื่องการศึกษา พัฒนาความสามารถของตนเอง

การฝังค่านิยมการศัลยกรรมในบ้านเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เพราะสมัยก่อนก็เพื่อการรักษา แต่ปัจจุบันจะเน้นที่ความสวยงามมากขึ้น ซึ่งคุณหมอจูนเลยฝากทิ้งท้ายไว้กับเรื่องนี้ว่า

...

“ในวงการศัลยกรรมตกแต่งบ้านเรา เน้นความจำเป็นมากกกว่าเพื่อความสวยงาม ยกเว้นคลินิกเอกชนที่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ที่เกาหลีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า และทำได้ง่ายกว่า เป็นเพราะค่านิยมที่คนไทยมองว่า ทำที่เกาหลีดีกว่าสวยกว่าด้วย ตรงนี้ก็เลยอยากจะฝากถึงเรื่องนี้ว่า อยากให้การศัลยกรรมเป็นเรื่องที่ควรใช้ในกรณีจำเป็น เช่นเด็กมีความผิดปกติเรื่องรูปลักษณ์ ซึ่งตรงนี้เห็นด้วยนะคะ เพราะช่วยลบปมด้อยให้เขาได้ แต่ถ้ายังอยากสนับสนุนเขาจริงๆ ก็ อยากให้สนับสนุนเรื่องคุณค่าตัวเองดีกว่า ของแบบนี้ไม่จำเป็นตองเรื่องหน้าตาเสมอไป ค่ะ”

ด้านกูรูอย่างคุณณวัฒน์  อิสรไกรศีล หนึ่งในพิธีกรรายการทูไนท์โชว์ ช่วงอเมซิ่งต่างแดน ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยไปถึงประเทศเกาหลี เพื่อดูขั้นตอนของการศัลยกรรมในห้องผ่าตัดจริงๆ มาแล้ว

“ที่ผมเห็น น่ากลัวสุดๆ ครับ มีดผ่าตัดคล้ายมีดโกน ที่แซะ ที่งัด คมหมด ผมรู้สึกหวาดเสียวนะ ผมว่าฉีดยา 20-30 เข็มยังไม่เท่านี้เลย ยิ่งการลดขนาดของใบหน้า ผมว่าอุจาดตาเกินไป ใช้ค้อนทุกขมับเพื่อให้ใบหน้าแคบลง แต่คนที่นอนให้ทำ เขาก็ไม่รู้สึกตัว เพราะสลบก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว”

มาที่เรื่องของค่านิยมที่คนไทยหันไปศัลยกรรมที่เกาหลีมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น และเด็กที่พ่อแม่สนับสนุนให้ทำ คุณณวัฒน์บอกกว่า สาเหตุนั้นน่าจะมาจากหลายปัจจัยของสังคม รวมถึงความคิดของผู้ปกครองที่เปลี่ยนไป

“ผมว่าเป็นที่กระแสเกาหลี 50% เลยนะ เห็นได้ชัดว่าทำแล้วเปลี่ยนแปลงได้เยอะ และหลังๆ มานี้ การยอมรับว่าศิลปินทั้งชายและหญิงที่อยู่แถวหน้าของวงการก็ผ่านการศัลยกรรมมาทั้งนั้น เลยทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น คนไทยเลยมองว่าทำแล้วได้หน้าแบบนี้ มากกว่านั้นบางคนสามารถออนไลน์ดูหน้าก่อนหลังการศัลยกรรมได้ ก็ยิ่งเกิดความเชื่อมั่นว่าน่าจะดีได้ เดี๋ยวนี้เด็กๆ บ้านเราก็หวังไว้ด้วยว่าหน้าตาก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นใบเบิกทางสู่วงการบันเทิง มันคือกระแสนิยม ราคาก็ไม่แพงมากด้วย ส่วนการที่อยากทำในเกาหลีกันก็เพราะว่าพอ ทำเสร็จแล้ว พอหายกลับมา ก็ไม่มีใครเห็นสภาพตอนผ่าตัดออกมา อีกทั้งมีคลินิกให้เลือกเป็นพันร้านเลยครับ และไม่กำหนดอายุอะไร หรือมีข้อห้าม แต่คุณต้องเซ็นเอกสารว่าสมัครใจจะทำเอง แต่ตรงนี้ ถ้าเกิดผิดพลาดหรือไม่พอใจส่วนที่ทำ ก็ฟ้องร้องไม่ได้นะครับ



ส่วนตัวผู้ปกครองต้องยอมรับว่า สมัยนี้เริ่มตามใจลูกมากเกินไป บางทีเห็นลูกเหมือนของเล่น รุ่นพ่อแม่อาจหน้าตาไม่ถูกใจ พอมีลูกเลยหวังว่าจะได้หน้าตาตามที่หวัง ตัวลูกอยากทำ พ่อแม่ก็อยากเติมเต็มความคาดหวังตัวเองด้วยว่า มีลูกหน้าตาดี โก้หรูดูสวย ซึ่งตรงนี้ผมว่าก็ไม่ถูกต้องหรอกครับ โดยเฉพาะที่ศัลยกรรมตั้งแต่เลข 1 นำหน้า 18-19 เดี๋ยวนี้ทำกันเยอะ เพราะเขาไม่มีกฎข้อห้ามบางอย่าง อายุ 15-16 ก็ทำได้แล้ว เด็กเกินไปนะที่จะทำ เพราะทุกอย่างมันมีอายุ และช่วงการเจริญเติบโตของร่างกายอีก”

เรื่องรูปร่างหน้าตาเลยกลายเป็นสิ่งแรกที่เด็กวัยเรียนให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องอื่นๆ และยิ่งพ่อแม่ส่งเสริมด้านนี้มากเกินไปเด็กอาจจะกลายเป็นคนที่ไม่ยอมรับตัวเอง ซึ่งคุณณวัฒน์ก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ และยังเสริมเพิ่มว่า

“การไม่ยอมรับตัวเองคงใช่ล่ะครับ และยิ่งพ่อแม่ไปส่งเสริมแบบนี้อีกก็ไปกันใหญ่ จริงอยู่ว่ามันก็สำคัญนะ แต่สนับสนุนผิดไปหน่อย ต่อไปเด็กก็จะไม่คิดขวนขวายอนาคตด้วยความสามารถแล้ว ไม่กลัวเรื่องการหาเงิน เพราะคิดว่าพ่อแม่สามารถหาให้ได้ ทำให้ไม่รู้สึว่าอยากให้ตัวเองดีกว่าคนอื่นมากกว่าหน้าตา  และเท่าที่เคยเห็นนะ ผมรู้สึกว่าคนที่ทำแล้วจะทำซ้ำๆ ครับ วันนี้ทำตรงนี้ อีกเดือนทำอีกที่นึง โทรมาถามข้อมูลผมเยอะมาก ปีหน้า ปลายปีทำอีกแล้ว พอทำได้ก็ทำไปเรื่อยๆ ความคิดก็ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเรียนให้จบตรีไปต่อโท กลายเป็นวันนี้ทำจมูก เดี๋ยวปลายปีไปทำคาง อีกวันตัดกราม เสริมหน้าผาก นี่คือจุดหมายที่เขาคาดหวังครับ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยนะ แต่ประเภทที่อาจจะทำนิดหน่อยเพื่อความสบายใจ ความเหมาะสมเพราะโตแล้ว เก็บเงินเอง ทำเอง และอยากมั่นใจขึ้น ก็โอเคเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้านักศึกษาทำ และทำแบบผิดๆ ทำเรื่อยๆ ผมว่าไม่ถูกต้องหรอก”

ท้ายสุดคุณณวัฒน์เลยฝากคำแนะนำถึงพ่อแม่ที่กำลังสนับสนุนเรื่องการศัลยกรรมให้กับลูกที่อายุยังน้อยว่า

...


“เรื่องนี้ทำได้ครับ ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่อยู่ในวัยเรียนผมบอกเลยว่าไม่ควร ถ้าจบแล้วหรือกำลังจะจบก็โอเค คนที่ทำตั้งแต่เด็ก พอร่างกายเริ่มโต มันก็มีผลอยู่แล้ว ทีนี้ก็ต้องทำเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น เสียเงิน และร่างกายเปล่าๆ ผมว่า อย่าเพิ่งปลูกฝังให้เขายึดเรื่องการศัลยกรรมเป็นหลักเลยว่าต้องมีดั้งจมูก มีคาง มีกรามเล็ก มันทำให้เขาไม่มุ่งมั่นทำในสิ่งที่ควรจะทำ แต่ถ้าดื้อมากๆ ก็น่าคุยกับเขาว่า ลดหุ่นก่อนไหม ดูแลสุขภาพร่างกายก่อนไหม รักษาผิวพรรณก่อนไหม นี่คือสิ่งนึงที่พ่อแม่ควรให้เหตุผล ไม่งั้นเขาจะจมไม่ลงกับการศัลยกรรมครับ"

เรื่องความพอใจเลยเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดค่านิยมการทำศัลยกรรมที่เร็วเกินไป ฟังข้อคิดดีๆ จากทั้งนักจิตแพทย์ และผู้ที่ไปเห็นการทำศัลยกรรมมากับตาแล้ว ก็หวังว่าคนที่คิดจะทำไตร่ตรองให้มากๆ นะ เพราะคุณเกิดมามีใบหน้าแค่หน้าเดียว...

loading...

...

15 – 16 ปี