เครื่องแต่งกายสามารถบ่งบอกสถานภาพของผู้คนมาแต่ไหนแต่ไร และหากย้อนไปในสมัยอดีต การนุ่งห่มในราชสำนัก ก็ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือแสดงออกเพื่อบ่งบอกถึงยศถาบรรดาศักดิ์ การจะตามรอยประวัติศาสตร์ชาติไทยย่อมจะสมบูรณ์แบบไม่ได้ ถ้าขาดเรื่องราวของ “ผ้าไทย” ตัวละครสำคัญที่ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่ยังเป็นเครื่องแสดงถึงบทบาททางสังคมอย่างมีนัย ขณะเดียวกัน ศิลปะบนผืนผ้า ลวดลายวิจิตรที่ปรากฏทั้งที่เกิดจากการทอ และการเขียนสีลงไปบนผ้า ก็ยังบอกเล่าถึงเรื่องราวในชุมชน สังคม และวัฒนธรรมพื้นถิ่น ที่เป็นรากเหง้าของความเป็นไทยในแต่ละภูมิภาค
...
ท่ามกลางกระแสโลกยุคใหม่ที่คลั่งไคล้เทคโนโลยีและความก้าวล้ำทันสมัย นิตยสารลิปส์ ภายใต้การนำของ “ศักดิ์ชัย กาย” ขอเป็นโต้โผในการรื้อฟื้นเสน่ห์ของผ้าไทยขึ้นมาอีกครั้ง โดยเชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าของเมืองไทย มาบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของผ้าไทย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ พร้อมนำเสนอความสวยงามร่วมสมัยเหนือกาลเวลาของผ้าไทยผ่านเซตแฟชั่นยิ่งใหญ่อลังการ ที่เหล่าคนดังจากหลากหลายวงการพร้อมใจกันสร้างสรรค์สไตล์การนุ่งผ้าไทยอย่างมีเอกลักษณ์ในแบบฉบับของตัวเอง
ในฐานะนักโบราณคดีไทย ที่ศึกษาผ้าไทยจนเชี่ยวชาญทะลุปรุโปร่ง “อ.เผ่าทอง ทองเจือ” บอกเล่าถึงตำนานความเป็นมาของผ้าไทยอย่างละเอียดลึกซึ้งว่า ประเทศไทยของเราเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญ เรารับอารยธรรมการใช้ผ้ามาจากอินเดีย โดยเริ่มต้นจากผ้ายกที่มีหลักฐานการใช้ในประเทศไทยมานับพันปี นอกจากนี้ เรายังมีผ้ามัดหมี่จากเขมร หรือผ้าสมปักปูมในคลังศุภลักษณ์ ซึ่งเป็นคลังผ้าหลวง เพื่อพระราชทานเป็นผ้าหวัดรายปีให้แก่เสนาบดี ลดหลั่นตามฐานันดรศักดิ์ ขณะเดียวกันก็ส่งดีไซน์ลายมัดหมี่ไปให้เขมรผลิตเป็นผ้าปูมไทย เพื่อสอดคล้องกับรสนิยม และลดหลั่นชั้นยศของเรา เพราะระบบอาวุโสเป็นสิ่งสำคัญของเมืองไทยในอดีต และเป็นสิ่งจำเป็นในการอยู่ร่วมกันในสังคมของประเทศเรา ใครอยู่ในสถานะอะไรก็จะยอมรับและใช้ผ้าที่มีลวดลายตามลำดับฐานะนั้น นี่คือความสวยงามของสังคมไทยที่กำหนดออกมาด้วยผ้า
สำหรับแบบแผนการใช้ผ้าไทยในยุคอดีต “อ.เผ่าทอง” แจกแจงว่า ในอดีตผ้าเป็นหนึ่งในสินค้าประเภทผูกขาดของรัฐบาล ที่เสนาบดีจะเลือกซื้อจากเรือสำเภาอินเดีย เพื่อมาเป็นของหลวงเสียก่อน แล้วจึงให้พ่อค้าวาณิชขายปลีกส่วนที่เหลือได้ ซึ่งผ้าแต่ละชนิดจะจำแนกผู้ใช้ที่แตกต่างกัน โดย “ผ้ายก” จำกัดใช้ในราชสำนัก และพระบรมวงศานุวงศ์ ส่วน “ผ้าปูม” ใช้กับเสนาบดี ในขณะที่สังคมไทยยังไม่มีผ้าสำหรับระบบอาวุโสอื่นๆ เช่น ข้าราชการ จึงเป็นเหตุให้มีการสั่งผ้าเขียนลายและพิมพ์ลายจากอินเดีย เพราะราคาย่อมเยากว่าผ้าทั้งสองชนิด “ผ้าเขียนลายและพิมพ์ลาย” ถือเป็นผ้าที่ราชสำนักไทยนิยมใช้ตั้งแต่สมัยอยุธยา ขยายลงมาถึงเสนาบดี และประชาชนทั่วไป กรรมวิธีการผลิตมีอยู่ 3 แบบคือ การเขียนเทียนแล้วก็ย้อมสี การพิมพ์ด้วยเทียนแล้วย้อมสี และการเขียนสีลงไปบนผืนผ้าโดยตรง เริ่มแรกผ้าเขียนลายของอินเดียจะส่งไปขายแต่เฉพาะตลาดอินโดนีเซีย เพราะไม่เป็นที่นิยมในตลาดสยามประเทศ เนื่อง จากลวดลายไม่ถูกจริตชาวสยาม เพราะเป็นลายดอกเหมือนกันทั้งผืนแบบผ้าม้วน ขณะที่วัฒนธรรมในบ้านเราใส่ผ้าผืนต้องมีแพตเทิร์นเป็นกรอบเป็นผืนจบเหมือนการทอผ้าขาวม้า เราจึงกำหนดลายของเราเองขึ้น แล้วไปสั่งทำออกมาเป็นชิ้น มีการออกแบบลายต่างๆลงไปบนผ้าลาย เพื่อรองรับค่านิยมของระบบอาวุโส และตอบโจทย์เรื่องประโยชน์ใช้สอย โดยการส่งลายไปให้อินเดียผลิตนั้น น่าจะมีการเขียนสีและลายลงบนกระดาษ โดยกำหนดขนาดความกว้างความยาวของลวดลาย แล้วส่งเสนาบดีไปควบคุมการผลิต ภายหลังยังมีการใช้เทคนิคการเขียนทองเพื่อกำหนดฐานันดรศักดิ์ชั้นสูง เช่น พระมหากษัตริย์ ลายผ้าที่นำมาเขียนทองมักเป็นลายเทพพนม ลายสัตว์หิมพานต์ ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ และลายพันธุ์พฤกษา ขณะที่ระดับเสนาบดีอาจใช้ผ้าลายเดียวกัน แต่ต้องปราศจากการเขียนทอง
...
เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยบริโภคผ้าคึกคักขึ้น มีการสั่งผ้าเข้ามาเป็นระบบแบบแผน โดย พระราชทานผ้าเพื่อแสดงฐานะและตำแหน่งของผู้สวมใส่ คือ “ผ้าลาย” สำหรับเสนาบดีทั่วไป และ “ผ้าปูมเขมร” สำหรับเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ ในช่วงเวลานี้เองได้เกิดผ้าอีกประเภทคือ “ผ้าลายนอกอย่าง”
...
“สมัยนั้นมีการพระราชทานผ้าหวัดรายปี และกำหนด การนุ่งผ้าหวัดรายปีด้วย คือเวลามีราชพิธีต่างๆ ซึ่งหากเข้าพิธีเหล่านี้แล้วนุ่งผ้าเลอะ ผ้าเก่า ผ้าหมอง จะมีการลงโทษโบยตี อธิบายให้เห็นภาพก็คือ สมัยก่อนทุกคนหมอบเฝ้ากับพื้น เวลาเข้าไปเฝ้าก็มีกระโถนเชี่ยนหมากอยู่ข้างๆตัวคนละใบ พอกินหมากแล้วถุย น้ำหมากกระเด็นกระดอน ก็จะเลอะผ้านุ่งของคนโน้นคนนี้ น้ำหมากมีปูนขาว พอติดก็จะซักไม่ออก ดังนั้นเสนาบดีที่ได้รับผ้าหลวงต้องหาผ้านุ่งผืนอื่นเพื่อนุ่งเข้าเฝ้าประจำวัน อินเดียก็เลยทำผ้าลายของเขาเองออกมา ซึ่งคนไทยเรียกว่าผ้าลายนอกอย่าง หรือผ้าลายแขก ที่อยู่ในแพตเทิร์นของผ้าที่คนไทยใช้ แล้วส่งเข้ามาขายในประเทศไทย”
...
“แต่เดิมเราใช้ผ้ายก ผ้าปูม แล้วก็ผ้าลายควบคู่กันมา พอปลายรัชกาลที่ 4 เขมรตกไปเป็นของฝรั่งเศส ซึ่งเขมรเป็นแหล่งผลิตผ้าปูมสำคัญ ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 จึงทรงหันไปสั่งผ้าไหมเนื้อหนาจากจีน หรือที่เรียกว่า “ผ้าม่วง” มาเป็นเครื่องแบบข้าราชการ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยผ้าม่วงนิยมใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนผ้าลายเป็นผ้าที่ใช้ในพระราชพิธีต่างๆ ต่อมาในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 6 เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงระบบและระเบียบแบบแผนในราชสำนักอย่างมาก เสนาบดีชั้นผู้ใหญ่หันมานิยมใส่ผ้าม่วงแล้วคาดครุยทับ จึงทำให้ผ้าลายค่อยๆเลือนหายไปจากราชสำนักโดยปริยาย ยิ่งมาในช่วงหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ระบบการทอผ้าของประเทศ ต่างๆเกิดขึ้นเยอะมาก ทำให้ผ้าจากตะวันตกราคาถูกกว่าผ้าอินเดีย ประกอบกับเมืองไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแต่งกายให้ทันสมัยแบบตะวันตก จึงแทบไม่มีการนุ่งผ้าไทยและโจงกระเบนในรัชกาลที่ 6”
แม้ประเพณีการใช้ผ้าของไทย จะค่อยๆเสื่อมความนิยมจนเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ในฐานะคนรุ่นใหม่ พวกเราต้องช่วยกันรื้อฟื้นจารีตประเพณีการแต่งกายแบบไทยๆขึ้นมาอีกครั้ง เพื่ออนุรักษ์และเก็บรักษาวัฒนธรรมอันดีงาม ไว้เป็นมรดกแห่งชาติ สืบสานให้ลูกหลานไทยได้เรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของชาติผ่านมุมมองอันลึกซึ้งของผืนผ้าไทย.
ทีมข่าวหน้าสตรี