เปิดตัวประธานสภาสตรีฯ คนใหม่ "คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล" มาพูดคุยกับ "ทีมข่าวสตรีไทยรัฐ" ถึงตำแหน่งอันทรงเกียรติ ยืนยัน ไม่อิงการเมือง ...    

ตำแหน่งประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ถือเป็นตำแหน่งทรงเกียรติ นอกจากจะต้องเป็นผู้หญิงเก่งที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างสูงแล้ว เก้าอี้ตัวนี้ยังสงวนไว้เฉพาะสำหรับสตรีที่อุทิศตนเองอย่างจริงใจและจริงจัง เพื่อส่งเสริมบทบาทและศักยภาพการทำงานของผู้หญิงไทยทั่วประเทศ...จะเก่งหรือเส้นใหญ่อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีจิตสำนึกอยากทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมด้วย

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันสตรีไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 1 สิงหาคมของทุกปี ทางทีมข่าวสตรีไทยรัฐถือโอกาสนี้เปิดตัวประธานสภาสตรีฯคนใหม่ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล วัย 56 ปี แบบเจาะลึกทุกแง่มุมในชีวิตเป็นครั้งแรก พร้อมพูดคุยถึงพันธกิจสำคัญที่จะต้องสานต่อให้สำเร็จลุล่วง

ตั้งแต่รับตำแหน่งประธานสภาสตรีฯ ชีวิต "คุณหญิงหลี" ยุ่งขึ้นมากไหมคะ


(หัวเราะ) ชีวิตก็ไม่ถึงกับเปลี่ยนอะไรมากมาย เพราะโดยปกติยุ่งมาก มีงานให้ทำตลอดเวลา ถ้ามีงานสังคมมากก็ทำงานสังคมมากหน่อย ถ้างานสังคมน้อยก็ทำงานอาชีพมากหน่อย เพราะรั้งตำแหน่งประธานและเอ็มดีใหญ่ บริษัทน้ำตาลตะวันออก จำกัด ช่วยบริหารธุรกิจของครอบครัวมานานแล้ว สมัยก่อนยิ่งยุ่งกว่านี้อีกหลายเท่าตัว เพราะต้องดูแลภาพรวมทั้งหมดและลงรายละเอียดบ้าง บริษัทในเครือของเรามีตั้งแต่ธนาคาร โรงแรม บริษัทร่วมทุน แต่ว่าอาจจะโดดเด่นหน่อยในเรื่องน้ำตาล เพราะว่า ไม่มีใครอยากทำ เราก็ต้องเข้ามาทำ ยังนึกขำๆว่าเราเนี่ยชอบไปทำอะไรในส่วนที่คนอื่นไม่ทำกัน คือไม่อยากทำกันแล้ว ก็จะคิดถึงเราตลอด (หัวเราะ) เหมือนอย่างสภาสตรีฯตอนนี้หรือเปล่าไม่รู้!!


ระหว่างธุรกิจทางบ้านกับงานสภาสตรีฯ แบ่งเวลาอย่างไรให้สมดุล

100 เปอร์เซ็นต์คงต้องทุ่มเทให้งานสภาสตรีฯ เพราะถือว่าเป็นสถาบันใหญ่ระดับชาติ ไม่ใช่งานระดับสมาคม จะเป็นระดับแม่ข่ายมากขึ้น การทำงานต้องใช้เวลาฟูลไทม์ ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาสตรีฯ จะบอกทุกคนเลยว่าช่วงนี้ไม่ต้องมาพูดเรื่องอื่น เพราะอยากทุ่มเทเวลาให้งานตรงนี้เต็มที่ ยังเป็นห่วงอยู่นิดเดียวคือ มีคนที่สมาคมน้ำตาลเลือกให้เป็นนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตน้ำตาล และชีวพลังงานไทย ซึ่งถ้าตอบรับคำเชิญก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ตรงนั้นให้ดีด้วย เพราะในรอบ 60 ปี ยังไม่เคยมีนายกฯเป็นผู้หญิง

มีข่าวลือว่า "คุณหญิงหลี" รอนั่งเก้าอี้ตัวนี้นานแล้ว แต่ต้องหลีกทางให้บางคน


แหม...อย่าพูดอย่างนั้นเลย!! คนถามว่า บางทีทำไมกลัวการเมือง กลัวนั่นกลัวนี่...พูดจริงๆนะ ไม่เคยกลัวเลย แต่จะดูความพร้อมของตัวเองมากกว่า ถ้าตัดสินใจทำแล้วเราสามารถทำได้อย่างที่ตั้งใจหรือเปล่า แล้วเวลานั้นเป็นจังหวะโอกาสที่เหมาะสมหรือยัง ถ้าเห็นว่าคนอื่นเหมาะสมกว่าก็ยินดีถอยให้คนอื่นทำไปก่อน จะรอจนกว่าโอกาสของเราจะมาถึง

ตำแหน่งนี้อิงกับการเมืองหรือเปล่า


จริงๆที่ผ่านมาไม่ควรอิงนะคะ!! เพราะประธานสภาสตรีฯต้องมาจากการเลือกตั้งอย่างใสสะอาด ไม่ถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมือง และต้องโหวตหย่อนบัตรลงคะแนนโดยองค์กรสมาชิกเกือบ 200 องค์กรทั่วประเทศ บางคนบอกว่าถูกบีบจากการเมืองหรือเปล่า ขอยืนยันตรงนี้ว่าใครก็บีบผู้หญิงคนนี้ไม่ได้!! ใครก็ทำอะไรไม่ได้ถ้า "คุณหญิงหลี" ตัดสินใจจะทำ ส่วนผลออกมายังไงก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ในฐานะประธานสภาสตรีฯคนใหม่ อยากให้มองที่สถาบันเป็นหลักมากกว่า มองประโยชน์ขององค์กรสูงที่สุด เพราะไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ทำงานเพื่อสังคมได้ และถ้ามีโอกาสทำงาน ก็ถือเป็นหน้าที่ต้องทำให้ดีที่สุด


ลงสมัครมากี่ครั้งกว่าจะสมหวังได้เป็นประธานสภาสตรีฯ

ก็เป็น 10 ครั้งนะคะ แต่โดยระบบของสภาสตรีฯค่อนข้างซับซ้อน การจะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องลงอำนวยการก่อน และอำนวยการเลือกประธานสภาสตรี แต่ตอนหลัง 3-4 วาระที่ผ่านมา ให้กรรมการเป็นคนสกรีนขั้นต้นเพื่อให้สมาชิกลงคะแนนเลือกอีกครั้งว่าจะเอาใคร แน่นอนว่าคนจะสมัครเป็นประธานสภาสตรีฯต้องเปิดตัวว่าอยากลงแคนดิเดต ซึ่งก็มีคนเชียร์มาตลอด แต่เราจะบอกเลยว่า เสียงดีไม่ได้แปลว่าคะแนนดีนะคะ เพราะว่าเสียงทั้งหลายไม่มีสิทธิ์ลงคะแนน คือคนทั่วไปคาดหวังว่าเราน่าจะเป็นประธานสภาสตรีฯเหมือนคุณแม่ แต่ถ้าถามจริงๆบอกเลยว่า ไม่เคยคิดว่าถึงเวลาหรือยัง คนอื่นมักสรุปให้ตลอด ก็เชียร์จนลำบากใจ ต้องขอบคุณในความรักความหวังดี

ในฐานะอดีตประธานสภาสตรีฯ "คุณแม่จรรย์สมร" แนะนำอะไรบ้าง

คุณแม่ไม่ได้แนะนำอะไรมาก เพียงแต่ให้พรว่า ขอให้ลูกตั้งใจทำงานและประสบความสำเร็จ ท่านเป็นนักปั้นตัวยง เหมือนนักปั้นดารา จะผลักดันลูกๆอย่างสุดฤทธิ์ จนบางครั้งเราก็รู้สึกว่า ถ้าทำได้ ไม่เดือดร้อน ก็ต้องพยายามเต็มที่เพื่อตอบแทนความหวังดีของท่าน พอโตๆขึ้นทำให้เชื่อว่า การทำอะไรให้ได้ดี ไม่ได้หมายความว่าต้องชอบอย่างเดียวถึงจะทำได้ดี แต่อยู่ที่ความตั้งใจมากกว่า คุณแม่เป็นแรงบันดาลใจให้ลูกๆอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

คุณหญิงเข้ามาทำงานภาคสังคมเต็มตัว ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ

เริ่มช่วยคุณแม่ทำงานสังคมตอนอายุแค่ 22 ปี เพิ่งเรียนจบปริญญาโท สาขาเอ็มบีเอ กลับมาจากอเมริกาตอนแรกคิดแค่ว่าอยากทำตามใจคุณแม่ เพราะถือเป็นความกตัญญูที่จะตอบแทนบุญคุณท่านได้ดีที่สุด พอทำไปทำมาชักจะสนุก ก็เลยทำมาตลอด รู้สึกว่าการทำงานแบบนี้ตั้งแต่สาวๆ ทำให้เราได้เปิดโลกทัศน์และได้ประสบการณ์การเรียนรู้สังคม ได้ฝึกความอดทน เมื่อเรากลับไปทำงานอาชีพทำธุรกิจที่บ้าน ก็ทำให้เป็นคนใจกว้างขึ้น มีความเข้าใจคนอื่นมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ถือเป็นโอกาสทำบุญด้วย รู้สึกว่าชีวิตเป็นประโยชน์ดี และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้เราได้รับความเอ็นดูจากผู้ใหญ่ในวงสังคมเรื่อยมา สำหรับสภาสตรีฯตอนนั้นคุณแม่ทำงานเป็นกองอำนวยการ ก็เลยดึงลูกสาวมาช่วยทำงานด้วย เพราะคุณพ่อสั่งห้ามไม่ให้ทำงานที่ไหน ไม่ว่าของตัวเองหรือข้างนอก ท่านหวังว่าเราจะใจอ่อนกลับไปเรียนด็อกเตอร์ ก็อธิบายไปว่าลูกอยู่เมืองนอกมา 7 ปีแล้ว คิดถึงบ้าน


แล้วคุณพ่อไม่โกรธหรือคะที่ลูกสาวคนโตขัดใจ

(ส่ายหน้า) ก็ถูกอย่างที่คุณพ่อพูดว่า ถ้าไม่ไปเรียนก็คงไม่เรียนอีกแล้ว แต่เป็นคนไม่ชอบอยู่เมืองนอก อยากกลับบ้านตลอดเวลา ตอนนั้นตัดสินใจว่า ยังไงก็ไม่ไปเรียนต่อไม่ว่าคุณพ่อจะขวางไว้ยังไง ฉะนั้นไม่ไปเรียนก็ไม่มีงาน ไม่รู้จะทำอะไร เพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยมี เลยเข้ามาช่วยคุณแม่ทำงานสังคม ซึ่งก็เป็นประโยชน์ดี แทนที่จะร่อนไปร่อนมาเสียเวลาเปล่าๆ ทำพวกเรื่องประสานงานต่างประเทศและช่วยงานจิปาถะ กระทั่งผ่านไป 2-3 ปี คุณพ่อเริ่มตัดใจได้ว่า ยังไงก็คงไม่ไปเรียนต่อแน่ๆ เลยชวนให้มาช่วยธุรกิจทางบ้าน

ได้ฝึกวิทยายุทธ์กับคุณพ่อใกล้ชิดสมกับที่ตั้งใจไหมคะ

ไม่มีเวลาสอนเท่าไหร่ ทั้งๆที่ตั้งใจอยากเรียนรู้ประสบการณ์ด้านธุรกิจกับคุณพ่อ เพราะท่านก็อายุมากแล้ว แม้ท่านจะไม่สอนแต่ให้เรียนทางลัด โดยให้เริ่มจากการนั่งตำแหน่งรองผู้จัดการเพื่อให้เรียนรู้งานจากผู้จัดการ แล้วก็กระโดดไปนั่งตำแหน่งกรรมการบริษัทเงินทุนของครอบครัว เพราะอยากให้เห็นภาพกว้างและเข้าใจลักษณะงาน ซึ่งการได้ฟังคนอื่นพูดในที่ประชุมบ่อยๆ ทำให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านบริหารได้มาก พอคุณพ่อส่งมาคุมบริษัทน้ำตาลตะวันออกเลยไม่มีปัญหา อาจด้วยบุคลิกของเรา ถึงจะเรียบร้อยแต่ก็ดุมากและเจ้าระเบียบ ทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์ คุณแม่ยังบอกว่า แปลกนะ เธอไปไหนใครก็กลัวเธอ

ที่บ้านปลูกฝังเรื่องการตอบแทนคืนสังคมไว้มากน้อยแค่ไหน

คุณพ่อจะสอนเสมอว่า ให้รู้จักที่จะให้โดยไม่หวังผลตอบแทน!! จำได้เลยว่าตอนเด็กๆ เราเคยถามคุณพ่อว่า ทำไมเพื่อนฝูงรอบข้างชอบเอาเปรียบจังเลย พวกเขาเห็นเราเป็นอะไร คุณพ่อเลยถามกลับมาคำหนึ่งว่า ลูกอยากเป็นผู้ให้หรือผู้รับ เป็นผู้ให้ไม่ดีกว่าหรือถ้าเราสามารถให้ได้ ก็เลยจำคำนี้มาตลอด ถ้าเรามีพร้อม ควรตอบแทนคืนสังคม พอคุณแม่รู้สึกอิ่มตัวจากการทำธุรกิจ คุณพ่อก็สนับสนุนให้เลิกทำงาน แล้วมาทำงานสังคมเต็มตัว ซึ่งปรากฏว่ายุ่งกว่าเดิมมาก จนคุณพ่อรู้สึกเสียใจที่ทำให้คุณแม่ต้องเหนื่อยกว่าเก่า


การที่นักธุรกิจเข้ามาทำงานสังคม ถือเป็นการสร้างภาพหรือเปล่า

ก็คงมีคนที่เข้ามาเพื่อสร้างภาพบ้าง แต่ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเพื่อช่วยสังคมเลย เราต้องช่วยกันสร้างภาพที่ดีๆให้กับสังคม สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนในสังคมได้เห็นถึงประโยชน์ ของการทำเพื่อคนอื่น ถามว่าตรงนี้ทำแล้วได้อะไร ก็ได้ความภูมิใจ ได้ความสุขใจว่าเราได้ทำตัวเป็นประโยชน์กับผู้อื่น ส่วนจะได้อะไรตอบแทนกลับมาถือเป็นของแถม แต่สิ่งที่ได้แน่ๆคือ ประ-สบการณ์และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

คนที่เข้ามาทำงานตรงนี้ มีความจริงใจสักกี่เปอร์เซ็นต์คะ


คงตอบแทนคนอื่นไม่ได้  แต่ในฐานะประธานสภาสตรีฯขอบอกว่า ไม่ รังเกียจนะ เพราะถือว่า คนเราลงมือทำอะไรสักอย่าง ก็ควรได้รับผลตอบแทนกลับไป เป็นสิ่งที่พวกเขาควรได้ ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ ได้ทำอะไรเลย เราควรศรัทธาในน้ำใจคนนะ ขอให้มีใจ และคนไทยเป็นคนที่มีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว เวลาทำอะไรต้องได้กันทุกฝ่าย เราไม่ใช่นักบวชจะให้ทุกคนมาเสียสละเพื่อคนหนึ่งคนใด เพียงแต่ว่าไม่อยากให้คนคาดหวังมากเกินไปแล้วต้องผิดหวังกับการทำงานเพื่อสังคม เพราะการทำงานเพื่อสังคมควรเป็นการทำงานเพื่อความสุข ความเสียสละ เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม จะมาคาดหวังเหมือนทำงานอาชีพหรือธุรกิจนั้นไม่ได้ เพราะผลตอบแทนไม่ใช่เรื่องของตัวเงิน มันเป็นเรื่องของความสุขใจ เหมือนการทำบุญอย่างหนึ่ง

สภาสตรีฯในยุคของ "คุณหญิงหลี" จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงให้เห็นบ้าง


อยากทำให้เกิดการรวมพลังมากขึ้น ทั้งรวมพลังของภาคส่วนและหน่วยงาน เพราะที่ผ่านมา สภาสตรีฯอาจทำงานในลักษณะเปิดให้องค์กรสมาชิกมีส่วนร่วมนิดหน่อย นอกจากนี้ก็อยากขยายความร่วมมือกับส่วนอื่นๆของสังคมมากขึ้น เพื่อประสานพลังให้มาทำงานเพื่อผู้หญิงไทยในทุกภาคส่วน สมัยก่อนอาจมีระดับบนทำกับระดับล่าง แต่ปัจจุบันไม่ใช่ ทุกระดับต้องทำงานร่วมกัน ฉะนั้นก็อยากให้สภาสตรีฯเป็นแม่ข่ายและพยายามดึงผู้นำของกลุ่มต่างๆเข้ามาประสานการทำงานให้มากขึ้น และให้องค์กรสมาชิกได้มีโอกาสทำงานให้สภาสตรีฯมากขึ้น เราเป็นแค่แม่ข่าย ไม่ได้มีหน้าที่จะทำงานเองนะคะ มีหน้าที่ผลักดันและสนับสนุนให้องค์กรสมาชิกทำงานได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็มีหน้าที่ประสานงานระหว่างภาครัฐกับองค์กรนานาประเทศ เพื่อยกระดับสถานภาพของผู้หญิงไทยให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ อยากให้สภาสตรีฯเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับ เป็นศักดิ์และเป็นศรีให้ผู้หญิงไทย อีกภารกิจที่อยากทำให้สำเร็จคือ ผลักดันให้สภาสตรีฯมีสถานที่ตั้งใหม่ที่สมภาคภูมิกว่านี้

เห็นด้วยไหมคะว่า สังคมไทยควรสนับสนุนบทบาทของผู้หญิง เพราะสตรีคือผู้สร้างทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสร้างอนาคตของชาติ.

ทีมข่าวหน้าสตรี

...