คุณกำลังประสบปัญหาตู้เสื้อผ้าไม่เพียงพอกับปริมาณเสื้อผ้าใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ยกมือด่วน !
อาจฟังดูเหมือนโฆษณาขายสินค้าตามหน้าจอโทรทัศน์ แต่นี่คือเรื่องจริงที่สาว ๆ หรือแม้แต่หนุ่ม ๆ บางคนกำลังเจออยู่ เพราะแฟชั่นนั้นวิ่งเร็วยิ่งกว่าจรวด แฟชั่นนิสต้าทั้งหลายจึงต้องซื้อไอแท่มแฟชั่นต่าง ๆ มาเก็บไว้ใส่ในโอกาสต่าง ๆ กันอยู่ตลอดเวลา พอซื้อเยอะ ๆ ก็มักเจอปัญหาไม่มีพื้นที่จัดเก็บที่เพียงพอ เราจึงอยากนำเสนอการใช้ตู้เสื้อผ้าแบบบิลท์อินที่สามารถแขวนหรือพับเก็บเสื้อผ้ารวมถึงไอแท่มต่าง ๆ ได้อย่างจุใจแม้อยู่ในห้องที่มีพื้นที่จำกัดก็ตาม
1. เลือกชนิดตู้ให้เหมาะกับพื้นที่
หลายคนที่ซื้อตู้สำเร็จรูปมาใช้ อาจเคยเจอกับปัญหาตู้มีขนาดเล็กหรือใหญ่เกินไป ทำให้บางครั้งมีที่ไม่พอสำหรับตั้งตู้ใบใหญ่หรือเหลือพื้นที่ว่างระหว่างตู้ใบเล็กกับมุมห้องมากเกินไป จนกลายเป็นมุมอับเข้าไปทำความสะอาดยากและไม่สามารถใช้ประโยชน์อื่นใดได้อีก เพื่อตัดปัญหานี้การเลือกใช้ตู้บิลท์อินจึงเป็นทางออกที่ดีวิธีหนึ่ง เพราะก่อนติดตั้งช่างจะเข้ามาวัดพื้นที่หน้างานให้ก่อน แล้วจึงค่อยออกแบบตู้ให้มีความเหมาะสม ไม่กินพื้นที่หรือเหลือพื้นที่ว่างไปอย่างเปล่าประโยชน์อีกต่อไป
ตู้เสื้อผ้าบิลท์อินแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ Reach-in Closet และ Walk-in Closet สำหรับ Reach-in Closet นั้นเหมาะกับห้องที่มีพื้นที่ไม่มากนัก ตู้แบบนี้จะมีลักษณะเป็น I-Shape ติดตั้งส่วนเก็บเสื้อผ้ายาวขนานไปกับผนัง ก่อนติดตั้งควรมีพื้นที่ด้านลึกไม่น้อยไปกว่า 60 – 100 เซนติเมตร
...
ตู้บิลท์อิน I-Shape ติดตั้งเป็นระนาบยาวไปกับผนังห้อง ช่วยประหยัดพื้นที่ได้มาก
แต่ถ้าใครมีห้องกว้างขวาง (พื้นที่ลึกประมาณ 120 เซนติเมตรขึ้นไป) ก็เหมาะกับ Walk-in Closet เพราะตู้บิลท์อินรูปแบบนี้มีลักษณะหลากหลาย ทั้งแบบ I-Shape, U-Shape และ L-Shape นอกจากจะต้องมีพื้นที่ด้านลึกมากกว่า 120 เซนติเมตรขึ้นไปแล้ว ยังต้องมีพื้นที่ด้านข้างยาวประมาณ 80 - 100 เซนติเมตร ด้วย จึงจะใช้งานได้สะดวก
สำหรับโครงสร้างของตู้เสื้อผ้าแบบบิลท์อินก็มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งไม้ เหล็ก สแตนเลส และอะลูมิเนียม
โครงไม้และเหล็กจะมีความแข็งแรงทนทานกว่าวัสดุประเภทอื่น ในขณะที่โครงสแตนเลสและอะลูมิเนียมจะมีน้ำหนักเบา จึงเหมาะกับการติดตั้งตู้แบบน็อคดาวน์ที่ติดตั้งง่ายสะดวกรวดเร็ว
ทั้งนี้คุณไม่จำเป็นต้องใช้โครงสร้างชนิดเดียวกันทั้งหมด แต่อาจเลือกวัสดุหลายแบบมาผสมผสานกัน เช่น ใช้โครงสร้างหลักเป็นเหล็กเพื่อให้รับน้ำหนักได้ดี ส่วนโครงสร้างย่อย ๆ อย่าง ช่องลิ้นชักต่าง ๆ ก็อาจทำจากอะลูมิเนียมหรือสแตนเลส หรืออาจผสมแผ่นไม้เพื่อใช้เป็นฐานวางกล่องในช่องต่าง ๆ ก็ได้
2. เตรียมพื้นที่ให้พร้อม
เริ่มจากควรวัดขนาดพื้นที่ไปให้ช่างประเมินดูก่อน โดยเช็คความลึกและความยาวของส่วนที่จะติดตั้งไปให้พร้อม ส่วนเรื่องความสูงนั้นไม่เป็นปัญหา โดยทั่วไปฝ้าเพดานจะมีความสูงอยู่ที่ 2.40 เมตร ซึ่งขนาดโครงสร้างและฟิตติ้ง (Fitting) ต่าง ๆ ของตู้บิลท์อินจะถูกออกแบบมาให้พอดีกับความสูงนั้นอยู่แล้ว แต่ทางที่ดีควรถ่ายภาพมุมนั้นไปให้ช่างดูด้วย ช่างจะได้มองเห็นภาพรวมทั้งหมดได้ง่ายขึ้น รวมถึงประเมินราคาเริ่มต้นให้คุณก่อนได้ด้วย
หากฝ้าเพดานสูงเกิน 2.40 เมตร คุณควรคิดเผื่อไว้ด้วยว่าจะทำอย่างไรกับช่องว่างระหว่างฝ้าเพดานกับ
โครงสร้างตู้ นั้นดี ส่วนใหญ่ช่างจะแนะนำให้ใช้แผ่นไม้ หรือ Particle Board มาปิดเอาไว้ แต่ถ้าคุณจะปล่อยว่างเอาไว้เก็บเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยได้ใช้อย่างเสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาวก็ทำได้เช่นกัน โดยควรมีระยะห่างจากเพดานอย่างน้อย 25 เซนติเมตร
room's tip
• การทำตู้บิลท์อินใช้เวลาอย่างน้อย 1½ - 2 เดือน ระหว่างนี้คุณควรหาที่เก็บเสื้อผ้าแบบชั่วคราวเตรียมไว้จะได้ไม่ฉุกละหุกขณะที่ช่างมาดำเนินการติดตั้งตู้ให้ เราแนะนำว่าคุณควรใช้โอกาสนี้จัดการคัดแยกประเภทเสื้อผ้า รวมถึงเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้แล้วออกจากตู้ เก็บแยกไว้เป็นกล่อง ๆ เวลาย้ายเข้าตู้บิลท์อินหลังใหม่จะได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น
3. การแบ่งพื้นที่จัดเก็บภายใน
เมื่อเลือกรูปแบบตู้เสื้อผ้าบิลท์อินได้แล้วก็มาถึงการแบ่งพื้นที่จัดเก็บภายในตู้กันบ้าง ออปชั่นต่าง ๆ ก็มีให้เลือกหลากหลายแล้วแต่วัตถุประสงค์ อาทิ ลิ้นชัก ที่แขวน ราวหมุน ตะกร้า ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับฟิตติ้งหรืออุปกรณ์ติดตั้งภายใน
...
ข้อแนะนำสำหรับการแบ่งพื้นที่ใช้งานคือ คุณควรแบ่งประเภทเสื้อผ้าและเครื่องใช้ต่าง ๆ ว่ามีอะไรบ้าง เช่น เสื้อ กางเกง-กระโปรง เดรส ชุดชั้นใน ถุงเท้า ผ้าพันคอ เนคไท ฯลฯ เพื่อให้ทราบว่าจะต้องเติมออปชั่นอะไรลงไปหรือจะเลือกฟิตติ้งแบบไหนดี เช่น สาว ๆ ที่มีชุดเดรสหลายตัวควรเผื่อพื้นที่ไว้สำหรับแขวนชุดเดรสด้วย ปลายชุดจะได้ไม่ยับ ส่วนหนุ่ม ๆ ที่สะสมเนคไทก็ควรเลือกฟิตติ้งที่เป็นราวแขวนโดยเฉพาะ
หลายคนกลัวที่จะใช้ไม้มาเป็นองค์ประกอบเพราะอาจทำให้ตู้ดูทึบ ขอแนะนำให้ดูตัวอย่างของตู้ใบนี้ที่เลือกใช้โครงไม้แบบโปร่ง แบ่งเป็นช่องเปิดโล่ง ส่วนที่แขวนก็ใช้ราวสแตนเลสเสริมเข้าไป
และสำหรับผู้ที่มีเสื้อยืดเยอะ ๆ หรือมีกางเกงขาสั้นที่ไม่สามารถใส่ไม่แขวนได้ ควรใช้ฟิตติ้งแบบลิ้นชัก เพราะเสื้อยืดจะเหมาะกับการม้วนเก็บมากกว่าใส่ไม้แขน ( เพราะไม้แขวนจะทำให้บริเวณไหล่ของเสื้อเป็นรอย ) หรือไม่เช่นนั้นก็ทำเป็นช่องว่างเอาไว้ เวลาม้วนเสื้อยืดเก็บก็จะสามารถมองเห็นได้ทันทีไม่ต้องเปิด-ปิดลิ้นชักไปมา ช่วยให้ใช้งานสะดวกขึ้นไปอีกแบบ
...
หากเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่มีการรับทำตู้เสื้อผ้าบิลท์อิน อุปกรณ์และฟิตติ้งเหล่านี้มักจะมาพร้อมกับโครงสร้างหลักแบบเป็นแพ็คเกจ สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็ว แต่ถ้าคุณจ้างผู้รับเหมาเองก็ควรเช็ควัสดุและฟิตติ้งต่าง ๆ เช่น ลิ้นชัก กล่อง และช่องว่างต่าง ๆ ว่ามีความแข็งแรงเพียงพอหรือไม่
room's tips
• ใครมีเครื่องประดับเยอะ ๆ เราแนะนำให้ใช้ Island ที่มีลักษณะเหมือนกล่องลิ้นชักขนาดใหญ่และมีล้อเลื่อน Island แบบนี้เรามักเห็นอยู่ในห้องครัวเพื่อใช้เก็บอุปกรณ์ช้อนส้อมหรือใช้ท็อปเป็นพื้นที่เตรียมอาหาร แต่เมื่อนำมาใช้เป็นตู้แบบบิลท์อิน ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่เคยเห็นก็ยังคงมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่อาจปรับเปลี่ยนหน้าท็อปใหม่ให้เป็นกระจกใสเพื่อให้สามารถมองเห็นสิ่งของที่อยู่ภายในได้ง่ายและหยิบใช้งานได้สะดวกขึ้น
• อาจใช้พื้นที่มุมห้องเป็นที่เก็บกระเป๋าต่าง ๆ โดยใช้แผ่นรองไม้ดัดโค้งให้เข้ามุม แบ่งเป็นช่องหรือชั้นใช้วางกระเป๋าก็สะดวกดี
• ควรทำตู้เก็บรองเท้าแยกออกมาต่างหาก (ตู้เก็บรองเท้าแบบบานกระจก นอกจากจะช่วยให้เราหารองเท้าได้ง่ายขึ้นแล้ว รองเท้าสวย ๆ บางคู่ก็กลายเป็นของโชว์และของสะสมของเจ้าของบ้านได้ด้วย หรือถ้าต้องการเก็บให้มิดชิดควรเลือกบานเปิดแบบกดกระเด้งเพราะจะดูเรียบเนียนไปกับผนัง
4. เช็คระยะ ขนาด และสัดส่วน (Human Dimension)
1. การติดตั้งราวแขวน ควรอยู่ที่ระยะ 1.70-1.80 เมตร ถ้าสูงกว่านี้จะหยิบเสื้อผ้าลำบาก
2. ควรเว้นช่องแบ่งสำหรับใส่เสื้อยืด กว้าง 45 เซนติเมตร สูงไม่เกิน 50 เซนติเมตร
3. ลิ้นชักเก็บของควรมีความลึก 25 – 30 เซนติเมตร หากลึกกว่านี้เวลาดึงเข้าออกจะชนกับลำตัวของคุณเอง หรือถ้าตื้นกว่านี้ก็จะมองไม่เห็นของที่อยู่ข้างใน
4. ความสูงของราวแขวนชุดเดรสคือ 1.80 เมตร ซึ่งเป็นความสูงที่เหมาะกับราวแขวนเสื้อเชิ้ตของหนุ่ม ๆ ด้วย ในขณะเดียวกันคุณผู้ชายก็อย่าลืมเผื่อความสูงสำหรับราวแขวนกางเกงไว้ที่ 75 เซนติเมตรด้วยละ
5. หากคุณมีเด็ก ๆ มาร่วมใช้ตู้ด้วยก็ควรติดตั้งลิ้นชักขนาดเตี้ยไว้หน่อย โดยให้อยู่สูง 15-20 เซนติเมตร กำลังดี
6. ราวแขวนเนคไทควรสูง 75 เซนติเมตร
...
5. หน้าบานตู้
มีให้เลือกหลากหลายแบบทั้งบานเปิด-ปิด บานเลื่อน และบานเฟี้ยม ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกันไป อาทิ หากเป็นบานเปิด-ปิดหรือบานเฟี้ยม เวลาใช้งานก็จะกินพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกตู้ ในขณะที่บานเลื่อนแม้จะประหยัดพื้นที่แลดูเรียบร้อย แต่ก็มักพบปัญหาบานประตูตกราง แต่ไม่ว่าจะเลือกบานแบบไหนก็ควรเช็คเรื่องความแข็งแรงทนทาน ด้วยการลองเปิด-ปิด หรือเลื่อนไปมาก่อนตัดสินใจติดตั้ง
ที่น่าสนใจและควรใส่ใจไม่แพ้กันก็คือวัสดุที่นำมาใช้ทำหน้าบานต่าง ๆ เช่น ไม้ กระจกเงา กระจกฝ้า ไฮกลอส ซึ่งคุณสามารถผสมผสานวัสดุหลาย ๆ ชนิดเข้าด้วยกันได้ เช่น หน้าบานครึ่งบนกรุกระจกฝ้า ส่วนครึ่งล่างเป็นไม้
หากใครมีพื้นที่จำกัด นอกจากจะทำเป็นแบบ Reach-in Closet แล้ว การเลือกหน้าบานที่เป็นกระจกใสหรือกระจกเงาก็ช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้นได้เหมือนกัน หรือไม่เช่นนั้นก็ลองใช้การติดตั้งราวแล้วแขวนผ้าแทนการใช้หน้าบานก็ให้ลุคอบอุ่นไปอีกแบบ
room's tips
• หากตู้ของคุณมีขนาดใหญ่และมีหน้าบานกว้างมากกว่า 80 เซนติเมตร อย่าลืมเช็คเรื่องฟิตติ้งและบานพับให้รอบคอบ เพื่อให้รองรับน้ำหนักของหน้าบานได้พอดี เวลาเปิด-ปิดบานตู้ก็จะได้ไม่ตกราง
• ตู้บิลท์อินแบบ U-Shape ไม่จำเป็นต้องมีหน้าบาน แต่ควรทำประตูเปิด-ปิดกั้นเป็นห้องไปเลยจะดีกว่า วิธีนี้ช่วยประหยัดงบประมาณและใช้งานสะดวก
• เลือกและลองบานตู้แล้วอย่าลืมเรื่องมือจับ เพราะเป็นส่วนสำคัญของการใช้งานเช่นเดียวกัน มือจับควรมีขนาดใหญ่และจับได้ถนัดมือ หรือถ้าคุณเลือกบานตู้เป็นไม้จะให้ช่างเซาะร่องหรือติดส่วนขอบให้หนาขึ้นแทนมือจับก็สะดวกดี
มือจับโลหะแบบกดลง เหมาะกับหน้าบานแบบเปิด-ปิด (ขอขอบคุณบ้านคุณสร้างบุญ-คุณฐิติพร แสงมณี)
6. ตั้งงบประมาณ
โดยปกติแล้วการทำตู้เสื้อผ้าบิลท์อินจะมีราคาอยู่ที่ 10,000 – 20,000 บาท สำหรับพื้นที่แบบตัวไอ (I) ที่มีความยาวไม่เกิน 2.40 เมตร (เป็นราคาเฉลี่ยที่ยังไม่รวมฟิตติ้งพิเศษและหน้าบาน) โดยราคาอาจขยับขึ้นลงตามพื้นที่และฟิตติ้งที่จะติดตั้งเพิ่ม หากใครต้องการคุมค่าใช้จ่ายให้นึกภาพตู้คร่าว ๆ แล้ววาดออกมาก่อนนำไปปรึกษาผู้รับเหมา แต่ถ้าใครมีงบก้อนใหญ่และต้องการความรวดเร็วก็สามารถไปปรึกษากับทีมมัณฑนากรของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ก่อนได้ เพื่อให้เขาช่วยแนะนำรายละเอียดต่าง ๆ ก่อนติดตั้งตู้บิลท์อิน
7. ระบบไฟและระบบระบายอากาศ
บางคนลืมไปว่าตู้เสื้อผ้าบิลท์อินจริง ๆ แล้วก็คือห้องอีกห้องที่เพิ่มขึ้นมาภายในห้องเดิมของเรา เมื่อทำแล้วจึงกลายเป็นห้องอับทึบและมืด เพื่อแก้ปัญหานี้ปัจจุบันเขามีฟิตติ้งที่ออกแบบมาพร้อมกับระบบไฟฟ้าสามารถเปิด-ปิดบานตู้ได้แบบเป็นล็อก ๆ ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น
ส่วนเรื่องระบบระบายอากาศ คุณสามารถติดตั้งพัดลมเพดานเพื่อช่วยระบายความร้อน หรือจะใช้เป็นพัดลมระบายอากาศติดผนังช่วยก็ได้เหมือนกัน
แนะนำแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และฟิตติ้งที่น่าสนใจ
• S.B. Furniture โดดเด่นด้วยการออกแบบจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ สามารถโทรไปปรึกษาฟรีได้ที่ โทร. 0-2640-5000
• Kitchenette นอกจากจะโดดเด่นเรื่องชุดครัวบิลท์อินแล้วที่นี่ยังรับทำตู้เสื้อผ้าบิลท์อินด้วย ฟิตติ้งและหน้าบานก็มีให้เลือกเยอะ เหมาะกับการตกแต่งแทบทุกสไตล์ โทร. 0-2711-6991 - 5
• HOME Decorative Product แบรนด์ย่อยของ Modernform มีฟิตติ้งสำหรับงานบิลท์อินให้เลือกหลากหลาย โทร. 0-2391-4051-2
• HAFELE แบรนด์ฟิตติ้งจากยุโรป ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรงทนทาน ทั้งยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ อยู่เสมอ โทร. 0-2741-7171
• HomePro ศูนย์รวมอุปกรณ์และฟิตติ้งต่าง ๆ มีให้เลือกหลากหลายราคาและรูปแบบ เหมาะกับการติดตั้งอุปกรณ์เสริมภายหลัง เมื่อเริ่มมีข้าวของเพิ่มมากขึ้น โทร. 0-2831-6000
ขอขอบคุณ Room ฉบับเดือนตุลาคม
คอลัมน์ Smart Buy
www.roommag.com