ต้นตระกูลดึกดำบรรพ์ของมนุษย์นั้นแน่นอนว่าคงตระเวนย่ำพสุธาด้วยตีนเปล่า จะเริ่มรู้จักสวมใส่รองเท้าตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้แน่ชัด แต่จากหลักฐานเก่าแก่ที่สุดนั้นก็คือรองเท้าแตะที่พบอยู่ในถ้ำฟอร์ตร็อค (Fort Rock Cave) ในรัฐโอเรกอนของสหรัฐฯ ประมาณว่าถูกใช้ในสมัย 7,000 ถึง 8,000 ปีก่อนคริสตกาลโน่น เอาวัสดุธรรมชาติง่ายๆคือเปลือกไม้มาทำ

พัฒนาขึ้นมาอีกหน่อยเป็นรองเท้าหนังวัวมีเชือกหนังร้อยรัดไว้ทั้งส่วนหน้าและหลัง พบอยู่ในถ้ำอเรนิ-1 (Areni–1 Cave) ของอาร์เมเนีย คาดว่าใช้สวมเดินเมื่อ 3,500 ปีก่อนคริสตกาล (ก็เกือบๆ 5,600 ปีมาแล้ว)

รองเท้าแตะที่พบในถ้ำฟอร์ตร็อค.
รองเท้าแตะที่พบในถ้ำฟอร์ตร็อค.

สองร้อยปีต่อมาคือเมื่อ 3,300 ปีก่อน ค.ศ. รองเท้าพัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง คือ พื้นทำด้วยหนังหมีสีน้ำตาล ตัวรองเท้าเป็นหนังกวางและใช้เส้นเปลือกไม้รัดรึงให้กระชับรองเท้า สวมใส่อยู่ที่เท้าของมัมมี่โอตซี่ (Ötzi the Iceman) ซึ่งพบอยู่บนลานหิมะบนเทือกเขาแอลป์ จัดเป็นมัมมี่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป

...

หุ่นจำลองของมัมมี่โอตซี่.
หุ่นจำลองของมัมมี่โอตซี่.

อย่างไรก็ตาม คาดกันว่ามนุษย์โบราณได้ใช้รองเท้ากันมานานก่อนหน้ารองเท้าที่พบดังกล่าว ด้วยว่าวัสดุที่ใช้นั้นไม่คงทนและย่อยสลายไปจึงไม่เหลือหลักฐานให้เห็น ทั้งนี้เนื่องจากได้มีการศึกษาสภาพกระดูกเท้าของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ และพบว่ากระดูกหัวแม่เท้าของบรรพบุรุษเรานั้นมีขนาดเล็กลงตามลำดับตั้งแต่ช่วง 40,000 ถึง 26,000 ปีก่อนโน้น นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า สาเหตุเกิดจากการสวมใส่รองเท้า กระดูกจึงไม่เติบโตเพราะถูกบีบรัด หัวแม่เท้าจึงสั้นลงและบางลง ซึ่งรองเท้ารุ่นเก๋า กึ๊กส์เหล่านี้มักมีลักษณะเป็นแบบห่อหุ้มหรือ “ถุง” เพื่อป้องกันการเตะก้อนหินหรือตอไม้ กับช่วยกันความหนาวเยือกอีกด้วย จะพบเห็นรองเท้าแบบนี้ทั่วไปในย่านที่มีอากาศหนาวเย็น

ชาวอินเดียนแดงสวมรองเท้าม็อกเคซิน.
ชาวอินเดียนแดงสวมรองเท้าม็อกเคซิน.

ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของอเมริกาเหนือ หรืออินเดียนแดงนั้น เกือบทุกเผ่าจะสวมรองเท้าคล้ายกันที่เรียกว่าม็อกเคซิน (moccasin) เป็นรองเท้ากระชับรัดแน่น ทำด้วยหนังวัวไบซอน (bison) ที่นุ่มและเบา ทำให้การเดินหรือวิ่งคล่องตัวมาก บางคู่มีการเอาลูกปัดมาติดประดับประดาไว้ด้วย แต่ม็อกเคซินนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกันน้ำ ดังนั้นในช่วงเวลาที่พื้นดินชื้นแฉะ ตลอดจนในฤดูร้อน ชนอินเดียนแดงจึงนิยมใช้ตีนเปล่ามากกว่า

แม้แต่ชนชาติที่มีอารยธรรมสูงในอดีตก็ไม่ชอบสวมใส่รองเท้าเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นชาวอียิปต์ ฮินดู หรือกรีก เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น นักกีฬาที่เข้าแข่งขันโอลิมปิกในครั้งกระโน้นก็ล้วนแต่ตีนเปล่า แม้จนกระทั่งบรรดาเทพเจ้าทั้งหลายของกรีกและโรมันก็ไม่ทรงโปรดสวมรองเท้า กองทัพอันเกรียงไกรของจอมจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์มหาราช ก็เอาชนะศึกในดินแดนต่างๆด้วยทหารเท้าเปล่าทั้งสิ้น

รองเท้าของชาวโรมัน.
รองเท้าของชาวโรมัน.

อาจจะมีแต่โรมันที่แม้เมื่อพิชิตกรีกได้และรับเอาประเพณีวัฒนธรรมของกรีกมาหลายอย่าง แต่ทว่าไม่เดินตามธรรมเนียมเครื่องนุ่งห่มของกรีก ชนชั้นสูงของโรมันจะมีแบบฉบับของเสื้อผ้าอาภรณ์ที่แสดงถึงความมีอำนาจ และรองเท้าก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวิถีชีวิตที่มีอารยธรรมสูงส่ง ทหารโรมันจะสวมใส่รองเท้าที่เรียกว่า “ชิราล (chiral)” คือมีข้างซ้ายกับขวาโดยเฉพาะ ในขณะที่คนทั่วไปสวมใส่รองเท้าแตะที่ข้างซ้ายกับขวาไม่ต่างกัน ใส่ได้เลย ไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นซ้ายหรือขวา นอกจากนี้ โรมันยังมีกฎเกณฑ์เรื่องสีของรองเท้า สีแดงนั้นจะสวมใส่ได้เฉพาะจักรพรรดิพระองค์เดียวเท่านั้น สีดำกับขาวเป็นสีรองเท้าสำหรับสมาชิกสภาซีเนต ส่วนคนรวยจะใช้รองเท้าสีอ่อนๆ อ้าว อย่างนี้แล้วชาวบ้านกับคนจนจะเหลือสีอะไรสำหรับสวมใส่ อ๋อ ก็เดินตีนเปล่าไม่มีอะไรสวมใส่อยู่แล้วนี่ หรือจะมีบ้างก็เป็นรองเท้าแตะแบบเรียบง่ายที่สุดนั่นแหละ

...

สตรีชาวตุรกีสวมรองเท้าพื้นหนา.
สตรีชาวตุรกีสวมรองเท้าพื้นหนา.

พอล่วงเข้ายุคกลาง (Middle Ages) รองเท้าเริ่มเป็นที่นิยมสวมมากขึ้น มีการทำด้วยวิธีกลับด้าน (turnshoe) คือเอาหนังวัวมาประกอบขึ้นเป็นรูปรองเท้า จากนั้นก็พลิกเอาด้านในกลับขึ้นด้านนอก เพื่อซ่อนตะเข็บที่เย็บติดกับพื้นที่เป็นหนังวัวเช่นกัน ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยรักษาอายุรองเท้าให้ยาวนานขึ้นแล้ว ยังป้องกันความชื้นได้ดีอีกด้วย กระทั่งราว ค.ศ.1500 เมื่อพื้นรองเท้าเริ่มเปลี่ยนเป็นใช้วัสดุที่แข็งขึ้น หนังรองเท้าด้านบนก็เย็บติดพื้นโดยตรง ไม่มีการกลับด้านอีกต่อไป

รองเท้าแตะพื้นหนา.
รองเท้าแตะพื้นหนา.

...

รองเท้าอีกแบบหนึ่งในยุคกลางนี้ คือ รองเท้าพื้นหนา (patten) ซึ่งนิยมสวมใส่กันในยุโรปยาวนานจนถึงต้นยุคศตวรรษที่ 20 นั่นเลยสวมกันทั้งผู้หญิงผู้ชาย การยกพื้นให้สูงขึ้นก็เพื่อให้พ้นจากโคลนเลนบนถนนรวมทั้งอุจจาระทั้งคนและสัตว์ที่เกลื่อนกลาด โดยพื้นรองเท้าอาจทำด้วยไม้หรือแผ่นหนังหลายชั้นประกบกัน แล้วมีแถบสายรัดซึ่งทำด้วยหนังหรือผ้าเพื่อให้กระชับกับหลังเท้า

แฟชั่นรองเท้าแบบคราโกว์.
แฟชั่นรองเท้าแบบคราโกว์.

รองเท้ายุคกลางที่ดูหรูหราเป็นแฟชั่นมากขึ้นเรียกว่า คราโกว์ (Crakow) อันเป็นชื่อเมืองหลวงของโปแลนด์ขณะนั้น ด้วยว่าเป็นเมืองต้นกำเนิดของรองเท้านี้ สิ่งที่น่าตื่นตาของคราโกว์ก็คือความยาวของปลายรองเท้าที่ยื่นออกไปแหลมเปี๊ยบ จนบางคู่นั้นผู้สวมใส่ต้องใช้สายเชือกหรือโซ่เล็กๆโยงรั้งปลายรองเท้าไว้กับสนับเข่าที่เพิ่มเข้ามาสำหรับใช้กับรองเท้านี้โดยเฉพาะ ถึงมีบันทึกของหลวงพ่อองค์หนึ่งที่จารึกถึงพิธีอภิเษกสมรสระหว่างกษัตริย์ริชาร์ดที่ 2 แห่งอังกฤษกับแอนน์แห่งโบฮีเมีย ในปี ค.ศ.1382 ข้อความว่า “พระราชินีเสด็จมาพร้อมกับรองเท้าคราโกว์จากโบฮีเมีย มันมีความยาวถึงครึ่งหลา จึงจำเป็นที่จะต้องโยงมันไว้กับสนับแข้งด้วยโซ่เงินเสียก่อนจึงจะสามารถย่างพระบาทได้”

...

ด้วยความยาวที่เว่อร์เกินเหตุ กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 5 แห่งฝรั่งเศสจึงทรงมีพระบัญชาในปี ค.ศ.1368 ห้ามการผลิตและสวมใส่รองเท้าคราโกว์ในกรุงปารีสโดยเด็ดขาด ส่วนที่อังกฤษก็มีกวีท่านหนึ่งนิพนธ์บ่นว่าผู้คนไม่สามารถคุกเข่าสวดมนต์ได้เนื่องจากรองเท้ายาวเกินไป กระทั่งปี 1463 กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 4 จึงทรงมีพระโองการ “ห้ามขุนนางและข้าราชบริพาร สวมใส่รองเท้าคราโกว์ที่มีปลายยาวเกินสองนิ้ว”

รองเท้าส้นสูงโชไปน์ที่มีความสูงจนน่าตกใจ.
รองเท้าส้นสูงโชไปน์ที่มีความสูงจนน่าตกใจ.

คราโกว์ว่าเว่อร์แล้วยังมีที่เว่อร์หนักขึ้นไปอีก คือรองเท้าส้นสูงโชไปน์ (Chopines) สำหรับสุภาพสตรีที่ฮิตมากในช่วงปี ค.ศ.1400-1700 โดยเฉพาะที่เมืองเวนิสแห่งอิตาลี รองเท้านี้พัฒนามาจากรองเท้าพื้นหนา (patten) จุดประสงค์หลักคือเพื่อให้สูงพ้นสิ่งปฏิกูลบนถนน แต่กลายเป็นแฟชั่นที่แสดงถึงความสูงส่งในวงสังคมของผู้สวมใส่ ยิ่งส้นรองเท้าสูงเท่าไหร่ยิ่งหมายถึงฐานะสังคมสูงเท่านั้น บางคู่ส้นสูงถึง 50 ซม.! จริงๆแล้วมีกฎหมายเมืองเวนิสที่ห้ามใส่ส้นสูงเกิน 3 นิ้ว แต่เมื่ออยากจะสูงซะอย่าง กฎหมายจึงถูกเมินอย่างไม่ไยดี

สาวสเปนกับแฟชั่นรองเท้าโชไปน์.
สาวสเปนกับแฟชั่นรองเท้าโชไปน์.

แม้แต่เชคสเปียร์จอมกวีก็ยังเคยเสียดสีไว้ในบทละครเรื่อง “แฮมเล็ต (Hamlet)” ตอนหนึ่ง โดยเอ่ยถึงหนุ่มหนึ่งซึ่งสวมใส่รองเท้านี้มาในงานว่า “เขาดูใกล้สวรรค์ยิ่งขึ้น ด้วยความสูงของส้นรองเท้าโชไปน์ที่สวมใส่”

ก็เป็นเกร็ดเรื่องแฟชั่นรองเท้าในอดีต ที่แฟชั่นปัจจุบันนี้เทียบไม่ติด.

โดย : อุดร จารุรัตน์
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน