ถึงศาสนาจะมีบางมุมที่มัวหมองเพราะมารผจญ ด้วยว่านักบวชบางท่านแอบมั่วสุมสุรา กาเมกัญชายาเสพติด...แต่คนไทยยังยึดมั่น “บูชาบุญ” และ “ถวายทาน” เป็นมงคลชีวิตที่ปฏิบัติมายาวนานนับแต่รุ่นสู่รุ่นจนวันนี้...เฉกเช่นการหมั่นทำบุญตักบาตรในชีวิตประจำวัน หรือถวายปัจจัยไทยทาน

นับรวมไปถึงการ “ทอดผ้าป่า” ช่วงใดก็ได้ตามเลื่อมใสศรัทธา แต่ส่วนใหญ่จะทำกันก่อนออกพรรษาหรือจบพรรษา และเมื่อเสร็จสิ้นฤดูกฐินแล้ว

“ผ้าป่า” ในยุคต้นพุทธกาลนั้นหมายถึง “ผ้าไตรจีวร” ที่พระนักบวชไปเก็บเศษผ้าชาวบ้านทิ้งจากกอง “หยากเยื่อ” คือขยะ หรือผ้าห่อศพจากป่าอันเป็นที่มาของ “ผ้าป่า” ปัจจุบันเรียก “ผ้าบังสุกุล” แปลว่า “ผ้าเปื้อนฝุ่น” มาซักทำความสะอาดแล้วตัดเย็บเป็นสบงจีวรสังฆาฏิ

มีเรื่องเล่าในพุทธตำนาน...พระอนุรุทธเถระท่านใช้จีวรจนเก่ามาก ถึงเวลาต้องหาผ้าจากกองหยากเยื่อมาใช้แทน เทพธิดาชาลินีเห็นด้วยตาทิพย์จึงคิดเอาบุญนำผ้าทิพย์ไปวางไว้ในกองขยะให้พระอนุรุทธเถระท่านเก็บไปทำจีวร...

...

นี่จึงเป็นความเชื่อถึงการนำผ้าไปวางไว้ในกองขยะ หรือตามต้นไม้ทำทีเป็นผ้าทิ้งแล้วให้ภิกษุหยิบไปใช้

หมอชีวกโกมารแพทย์ประจำพุทธองค์ มองภารกิจนี้ย่อมยุ่งยากแก่พระสงฆ์ที่ต้องตัดเย็บอยู่ดี จึงทูลขอให้พระภิกษุสามารถรับผ้าจากคฤหบดีได้ ภิกษุเลยมีโอกาสรับผ้าได้ 2 แบบคือบังสุกุลหรือมีคนมาถวาย...จากนั้นใครจะ “ทอดผ้าป่า” ก็สามารถใช้วิธีคฤหบดีจีวรได้นั่นเอง

กระนั้น...ต้องเป็น “มหาสังฆทาน” คือทานถวายโดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเท่านั้น

พิธีทอดผ้าป่า...ได้ถือเป็นวัฒนธรรมบูชาของเหล่าพุทธศาสนิกชนไปทั่วทุกภูมิภาค กระจายไปสู่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชนหมู่บ้าน...แต่มีอยู่แหล่งหนึ่งซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบทอดกันมานาน ทว่า...แตกต่างเกินท้องถิ่นใดๆจะเสมอเหมือน

นั่นคือ...“ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้ำ” ของชาวชุมชน ตำบลปากน้ำประแส อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ซึ่งนับเป็นชุมชนเก่าแก่กว่าศตวรรษมีมาแต่สมัยอยุธยาเรื่อยมากระทั่งรัตนโกสินทร์

O O O O

ชุมชนแห่งนี้เริ่มตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ริมฝั่งซ้ายแม่น้ำประแสก่อนไหลลงสู่อ่าวไทย มีต้นน้ำจากเขาช่องลม อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี เดิมชื่อ “แม่น้ำแกลง” อาชีพหลักคนถิ่นนี้คือออกเรือทำประมงทะเลบริเวณอ่าวไทยยังชีพมาแต่ไหนแต่ไร จนเป็นเหตุให้คนเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตอยู่กับลำเรือมากกว่าบ้านเรือนอาศัยริมน้ำ

นี่เป็นเหตุผลสำคัญ...ที่ทำให้พวกเขาต่างพึ่งพาชีวิตให้อยู่รอด ด้วยการสะสมบุญกรรมไว้เป็นต้นทุนดำเนินชีวิตตนเองและครอบครัวเป็นที่ตั้ง เขาหมั่นทำบุญให้ทานมิต่างบุคคลทั่วไปริมฝั่งเหนือแผ่นดิน พร้อมถวายตัวเป็น “พุทธมามกะ” นับถือพระพุทธศาสนาประกาศตนมี “พระพุทธเจ้า” คือศาสดาแห่งตน

ความคิดริเริ่มนั้นเกิดขึ้นเมื่อยามเย็นก่อนย่ำคืนเพ็ญ เดือน 12 มีการออกแบบตกแต่งเรือสร้างสีสันขึ้นกลางท้องน้ำแม่น้ำประแส กับจัดสร้างกองผ้าป่าขึ้นกลางลำเรือ จากนั้นอาราธนาพระขึ้นไปบนเรือลำดังกล่าวเพื่อพิจารณาผ้าป่า โดยมีคำกล่าวด้วยความหมาย...“ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อยถวายผ้าบังสุกุลจีวรกับทั้งบริวารเหล่านี้ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับผ้าไว้เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ” เป็นเสร็จพิธี

...

หลังจบกิจสงฆ์ช่วงพลบค่ำ...ก็ถึงงานรื่นเริงภาคชาวเรือและชาวบ้านเป็นการลอยกระทงลงแม่น้ำประแส แถมพกด้วยการแข่งขันเรือพายอย่างสนุกสนาน...ประเพณีนี้บรรพบุรุษชาวประมงแห่งลุ่มน้ำประแสเป็นผู้จุดประกาย แล้วถ่ายทอดผ่านรุ่นสู่รุ่นมากว่าร้อยปี จะมีชะงักลงบ้างเมื่อคราวสงครามเอเชียบูรพาปี 2484-2487 ที่หัวเมืองฝั่งตะวันออกพลอยเกิดผลกระทบ...แต่ก็ได้รับการฟื้นฟูกระทั่งทุกวันนี้

O O O O

สมชาย ศิริเจริญ พ่อเฒ่าวัย 76 ปีลูกน้ำเค็มชาวปากน้ำประแส คนที่นั่นเรียก “น้าน้อง” เริ่มใช้ชีวิตกับเรือประมงตั้งแต่หนุ่มฉกรรจ์วัย 26-27 ปี ใหม่ๆออกทะเลตระเวนหาปลาบริเวณอ่าวไทยสั่งสมประสบการณ์อยู่นานหลายปีจนมีความชำนาญคุ้นเคยกับทะเลดีพอแล้ว ก็เริ่มออกทะเลสากลไปถึงอินโดนีเซีย ที่นั่น...กุ้งหอยปูปลาชุมมาก ไปครั้งหนึ่งได้สินค้าคุ้มแต่ก็ต้องใช้เวลาหลายวัน ต่อจากนั้นไปไกลถึงทะเลซาอุดีอาระเบียมีปลาทูชุกได้ทีหนึ่งเป็นตัน บางเที่ยวออกวางอวนไกลถึงทะเลลิเบีย ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

...

น้าน้องบอก...เพราะชีวิตผูกพันกับเรือพอวันเพ็ญเดือนสิบสองก็ต้องกลับฝั่ง ตามปฏิทินนัดหมายประจำปีชาวเรือปากน้ำประแส ที่จะสืบสานประเพณีทอดผ้าป่ากลางลำน้ำ

“แต่ก่อนจะจัดกองผ้าป่าบนเรือเพราะสมัยนั้นใช้เรือใหญ่ บางลำมีการนิมนต์พระมาฉันเพลเช้า แล้วรับผ้าป่าเวลาเย็น ถือว่าเป็นมงคลช่วยหนุนการทำประมงโชคดีมีชัย กลับไปก็จะทำสังฆทานและรดน้ำมนต์ ให้แคล้วคลาดเหตุร้ายจะกล้ำกรายระหว่างเดินทาง...ทุกปีที่ออกเรือหลังการถวายผ้าป่า เวลาค่ำมืดดึกดื่นชาวเรือจะเห็นหญิงสาวแต่งชุดไทยนั่งอยู่หัวเรือพักใหญ่ เป็นความเชื่อว่า...แม่ย่านางแสดงการรับรู้ถึงผลบุญที่ชาวเรือเพิ่งกระทำกันมา จึงปรากฏกายให้เห็นและคอยคุ้มครองความปลอดภัย”

น้าน้อง เล่าให้ฟังอีกว่า พออายุมากขึ้นก็ผันตัวเองมาเป็นกัปตันเรือนำเที่ยวหลายปีก่อนเลิกรา แต่ก็ร่วมงานผ้าป่าประจำทุกปี ที่ต่อๆมาการจัดผ้าเปลี่ยนเป็นผูกติดไว้กับต้นไม้ริมฝั่งน้ำ เพื่อสะดวกแก่พระที่จะมารับ นอกจากนั้นเปิดโอกาสให้ชาวบ้านจัดกองผ้าป่าไว้หน้าบ้าน และพระจับเบอร์ได้บ้านไหนก็ไปรับผ้าบ้านนั้น

...

ส่วนประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้ำบริเวณปากอ่าวเสร็จแล้วลอยกระทงกับแข่งขันเรือพายสนุกสนานประจำปีก็ยังคงมีอยู่...น่าสนใจว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานระยอง ได้ส่งเสริมให้เป็นอีเวนต์ท่องเที่ยวคู่กับวิถีชุมชนปากน้ำประแส ภายใต้บริบท “อันซีน ระยอง” กระตุ้นตลาดท่องเที่ยว...

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ช่วงปีที่ผ่านมามีคนมาเที่ยวเมืองนี้ 2.75 ล้านคน ทิ้งเงินไว้ให้ 9,680 ล้านบาท สะท้อน “ศรัทธา” นำมาซึ่งความเชื่อที่บังเกิดบทอัศจรรย์เป็นมิติรับรู้ได้ที่ไม่ควร “ลบหลู่”

“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.

รัก-ยม