ท้าวเวสสุวรรณเข้มขลัง ศรัทธาที่วัดสามัคคีธรรม

ข่าว

    ท้าวเวสสุวรรณเข้มขลัง ศรัทธาที่วัดสามัคคีธรรม

    รัก-ยม

      10 ต.ค. 2564 05:23 น.

      เมื่อกล่าวถึง “พระเก่งกลางกรุง” พระที่เราจะนึกถึง คือ “หลวงพ่อหล่ำ” วัดสามัคคีธรรม เขตวังทองหลาง กทม. ท่านเป็นพระเถราจารย์ที่มีญาติโยมศรัทธาให้ความเคารพนับถือ

      ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ อีกทั้งท่านยังได้ร่ำเรียนสัพพวิชาต่างๆ จากคณาจารย์หลายๆท่าน

      ตามประวัติบันทึกไว้ “หลวงพ่อหล่ำ” ท่านชอบศึกษาคาถาอาคมมาตั้งแต่ยังไม่ได้บวช เมื่อบวชแล้วได้เรียนวิชาหลวงพ่อเผย วัดบางหญ้า แพรก ซึ่งหลวงพ่อเผยเอง ท่านก็ได้ศึกษามาจากครูบาอาจารย์หลายท่าน หลวงพ่อหล่ำเป็นศิษย์ที่หลวงพ่อเผยไว้วางใจให้ทำหน้าที่สงเคราะห์ชาวบ้านแทนท่าน

      หลวงพ่อหล่ำเป็นพระที่ชอบธุดงค์ ท่านธุดงค์ตั้งแต่พรรษาแรกและออกธุดงค์มาตลอด และมาหยุดธุดงค์เมื่อมาสร้างวัดสามัคคีธรรม น่าสนใจว่า...ในชีวิตของหลวงพ่อหล่ำ ท่านสร้างวัดมาแล้วหลายวัด...

      “วัดสามัคคีธรรม” เป็นวัดสุดท้ายที่ท่านสร้าง

      ในเรื่องของการรับลูกศิษย์ หลวงพ่อหล่ำ ไม่ค่อยได้รับลูกศิษย์ง่ายๆ ต้องอยู่กับท่านจนท่านมั่นใจ ท่านจึงจะถ่ายทอดวิชาให้ ท่านมีลูกศิษย์เป็นพระที่ติดตามธุดงค์ไปกับท่าน 2 องค์ คือ พระครูพิพิธพัฒนพิธาน (พระอาจารย์นา) วัดบางปิ้งสมุทรปราการ มรณภาพเมื่อปี 2537

      และ พระครูสมุทรสารคุณ (พระอาจารย์เปลว) วัดแหลม สมุทรปราการ มรณภาพเมื่อปี 2546 ศิษย์ของหลวงพ่อหล่ำทั้งสองท่านได้มรณภาพไปก่อนหลวงพ่อหล่ำ (ครูท่านแรง) จนมาถึงปี 2546 ได้มี พระมหาวิบูลย์ ได้มาขออยู่จำพรรษา และได้ช่วยงานด้านทำวัตถุมงคลอยู่หลายปี

      หลวงพ่อหล่ำได้เฝ้าดูมาโดยตลอด จนเมื่อพระมหาวิบูลย์เข้าไปขอเรียนวิชากับท่าน ซึ่งท่านได้เตรียมสิ่งต่างๆไว้แล้ว โดยมีครูบาอาจารย์ท่านมาสื่อให้ได้รู้ ท่านจึงได้รับไว้เป็นศิษย์

      คนสุดท้าย เป็นที่รู้กันในหมู่ลูกศิษย์ว่าผู้ที่จะสืบสายวิชานี้จะต้องอยู่ครองผ้าเหลืองไปตลอดชีวิต ตามรอยครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา

      หลวงพ่อหล่ำได้สอนวิชาให้พระมหาวิบูลย์ ตั้งแต่เริ่มแรกคืออักขระเลขยันต์ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงการทำตะกรุด ผ้ายันต์ เชือกคาดเอว ฯลฯ บทคาถาต่างๆ

      นับรวมไปถึงการ “ฝึกจิต” เพื่อ “ปลุกเสก” ...กล่าวกันว่าในการประสิทธิ์ประสาทวิชานั้น

      จะต้องประสิทธิ์ประสาทให้ครบสามปี โดยทำในวันไหว้ครู

      N N N

      เมื่อจะกล่าวถึงเครื่องรางที่ลูกศิษย์สายบู๊ ต้องมี คือ “เชือกคาดเอว” ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอด

      วิชาของหลวงพ่อหล่ำ ในตอนแรกนั้นพระมหาวิบูลย์เห็นหลวงพ่อหล่ำถักเชือกคาด จึงได้เอ่ยปากอยากช่วย...

      โดยจะให้หลวงพ่อจารแล้วนำมาถักอย่างเดียว

      แต่หลวงพ่อท่านกล่าวว่า...จะมาเอาแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ ถ้ารับไปแล้วก็ต้องทำให้ได้ทั้งหมด ต่อไปเมื่อท่านไม่อยู่แล้ว จะได้ทำเป็นทุกขั้นตอน ในการสอนท่านจะจับมือสอนถักพร้อมทั้งสอนการกำกับไปพร้อมกัน ในการลงคาถาและยันต์ที่ลงไปในไส้เชือกแต่ละเส้นนั้น ไม่ได้ลงให้จบภายในวันเดียว

      บางบทบางยันต์ จะลงวันอังคารบ้าง วันเสาร์บ้าง วันจันทร์บ้าง ฯลฯ ใช้เวลาหลายเดือนจึงแล้วเสร็จ

      “หลวงพ่อหล่ำ” ท่านจะเป็นห่วงเป็นใยและเปรยๆกับศิษย์ใกล้ชิดอยู่เสมอว่า เป็นห่วงลูกศิษย์คนนี้ กลัวจะอายุไม่ยืนเหมือนกับพระอาจารย์นา และพระอาจารย์เปลว แต่เชื่อว่าครูบาอาจารย์ท่านเลือกแล้ว จนเมื่อเวลาผ่านไป 16 ปี จนหลวงพ่อหล่ำได้มรณภาพลง เป็นการผ่านบททดสอบความอาถรรพณ์ของวิชาสายนี้...

      ที่ว่า อาจารย์ต้องมาส่งลูกศิษย์...อันหมายถึง หลวงพ่อหล่ำต้องไปงานศพของศิษย์ทั้งสอง คือพระอาจารย์นา และพระอาจารย์เปลว...การถ่าย ทอดวิชาให้พระมหาวิบูลย์ ท่านไม่ได้ให้เรียนไปตาม ลำดับ ท่านจะเลือกให้เรียนบางวิชาก่อน เพราะไม่อยากให้เป็นเหมือนกับ

      อาจารย์นาและอาจารย์เปลว โดยให้เรียนวิชาเชือกเป็นวิชาแรก เพื่อทดสอบความเพียรและดูบารมีว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในระหว่างเรียนหรือไม่

      ต่อจากนั้น...ให้เรียนคาถามหาปัททหมื่นหลวง เพื่อเอาไว้ปลุกเสกเชือก

      ...ต่อมาให้เรียนวิชาทำตะกรุด วิชาการลงน้ำมัน อาบน้ำมนต์ ฯลฯ ส่วนวิชาทางเมตตามหานิยมมหาเสน่ห์ จะให้เรียนหลังสุด เพราะเห็นว่าเป็นพระหนุ่ม กลัวจะคุมวิชาไม่อยู่ ที่ผ่านมายังไม่ติดขัดสิ่งใด

      จนเมื่อได้มาสร้างตุ๊กแก ปรากฏว่าอยู่ดีๆ ก็นอนไม่ได้ มีอาการปวดหลัง นอนเอียงซ้ายเอียงขวาไม่ได้ต้องยืนหรือนั่ง เป็นอยู่สามวัน จนเมื่อถึงงานไหว้ครู...ในพิธีไหว้ครู ครูบาอาจารย์

      ท่านมาบอกว่า ต้องธรณีสาร ท่านได้บอกวิธีแก้ แล้วให้ไปทำตาม หลังจากนั้นจึงหายดี

      N N N

      “วิชาตุ๊กแก” นี้ สิ่งที่เป็นพันธสัญญากันจากครูบาอาจารย์สู่ศิษย์คือ ในขณะที่ครูบาอาจารย์ยังอยู่ จะไม่สร้าง ต่อเมื่อท่านจากไปแล้ว จึงจะนำวิชานี้มาใช้ได้ และให้เป็นไปเพื่อสงเคราะห์ญาติโยม

      อีกวิชาหนึ่งที่ยังไม่เคยเห็นคณาจารย์ที่ไหนสร้าง คือวิชาการสร้างแม่นางตุ๊กตากายสิทธิ์ โดยสร้างเป็นลักษณะนางเทพธิดา ประนมมือร่ายเวท เรียกเงินเรียกทอง เรียกโชคเรียกลาภ ซึ่งหลวงพ่อหล่ำได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากหลวงพ่อเผย

      “วัดสามัคคีธรรม” ยังมีเรื่องราวเล่าขานเกี่ยวกับ “ท้าวเวสสุวรรณ” ซึ่งได้ชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ โดย เฉพาะบริเวณหน้าโบสถ์ ที่ท้าวเวสสุวรรณประดิษฐานอยู่นั้น เล่าลือกันว่า...เป็นประตูไปสู่อีกมิติหนึ่ง ซึ่งหลายๆคนไม่เคยรู้ จะรู้เฉพาะศิษย์ใกล้ชิด หลวงพ่อท่านจะกำชับอยู่เสมอ ไม่ให้เที่ยวไปบอกใครต่อใคร

      ท้าวเวสสุวรรณที่หลวงพ่อหล่ำได้สร้างขึ้นนั้น มีประสบการณ์มากมายจนโด่งดังและมีคนมาสักการะไม่เคยขาด โดยเฉพาะเมื่อปี 2550 ได้นิมนต์พระเดช พระคุณพระอาจารย์จีนธรรมานุกร เย็นเกา ผู้ช่วยเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายซ้ายจีนนิกาย เจ้าอาวาสวัดโพธิทัตตาราม ร่วมเป็นประธานประกอบพิธีหล่อท้าวเวสสุวรรณ...

      ทำให้ได้ความเข้มขลังทั้งศาสตร์จีนและศาสตร์ไทย จนทำให้ผู้คนต่างมาเช่าหาบูชาและหมดไปในเวลาไม่นาน ทางวัดจึงต้องจัดสร้างท้าวเวสสุวรรณมาโดยตลอด ซึ่งในแต่ละครั้งจะมีพิธีสวดภาณยักษ์ร่วมด้วย โดยหลวงพ่อหล่ำจะเป็นผู้นั่งปรกอธิษฐานจิตร่วมด้วย

      “ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.

      รัก-ยม

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ท้าวเวสสุวรรณวัดสามัคคีธรรมหลวงพ่อหล่ำพระครูสมุทรสารคุณวิชาตุ๊กแกรัก-ยมเหนือฟ้าใต้บาดาล

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 เวลา 01:29 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์