พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นั้นเป็นพิมพ์ทรงที่ช่างที่ออกแบบมีการใส่รายละเอียดอย่างมากมายในการออกแบบ เป็นการผสมผสาน ศิลปะไทยโบราณเข้ากับศิลปะของตะวันตกที่มีการเผยแพร่เข้ามายังประเทศไทยในขณะนั้นอย่างลงตัว มีการซ่อนรายละเอียดทางศิลปกรรมของงานประติมากรรมแบบนูนต่ำเอาไว้ในการออกแบบหลายอย่าง โดยในตอนนี้ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขอนำท่านผู้อ่าน ไปร่วมเปิดตำราตรียัมปวาย คลี่ปมลับของ “พื้นผนังคูหา” และ “พื้นที่ชายกรอบ” โดยอ้างอิงตำราปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง เล่มที่ 1 ดังต่อไปนี้...
ตรียัมปวาย บอกว่า “ภาคพื้นผนังคูหา” คือพื้นที่ภายในกรอบซุ้มฯ ระหว่างองค์พระปฏิมาและพระอาสนะ กับเส้นซุ้มประภามณฑล (ซุ้มผ่าหวาย) พื้นผนังค่อนข้างราบเรียบ แต่มิได้สม่ำเสมอดุจหน้ากลอง มีริ้วรอยธรรมชาติในลักษณะการยุบตัวของปูนปั้นเล็กๆ น้อยๆ แต่มิใช่ขรุขระเป็นผิวมะกรูดหรือริ้วลูกคลื่น อันเป็นลักษณะของปลอมบางชนิด ถ้าปรับให้เส้นสายอยู่ในระดับเดียวกับพระ จะสังเกตเห็นได้ว่า ผิวพื้นผนังเอียงน้อยๆจากขอบแนวเส้นซุมทุกด้าน เทเข้าหาองค์พระและพระอาสนะ แต่เป็นความลาดเอียงที่ใกล้เคียงแนวระดับที่สุด บริเวณขอบเส้นซุ้มด้านใน มีลักษณะกลืนหายเข้าหาพื้นผนังคูหา จะไม่เป็นลักษณะแข็งกระด้างดุจฐานกำแพงที่ตั้งอยู่บนพื้นคอนกรีต ซึ่งแบ่งแยกภาคพื้นผนังคูหากับเส้นซุ้มออกจากกันอย่างเด็ดขาด อันเป็นลักษณะของซุ้มที่ได้รับการเซาะแต่ให้ลึกชัด...
ส่วน “พื้นที่ชายกรอบ” นั้นหมายถึง บริเวณพื้นที่ระหว่างเส้นซุ้มกับกรอบ (ตรียัมปวาย น่าจะหมายถึงกรอบบังคับพิมพ์ แต่ในกรณีที่ถูกตัดออกไป จากการตัดชิด ก็อาจจะไม่ปรากฏในบางด้าน) ซึ่งโดยทั่วไปจะเหลือพื้นที่บริเวณมุมกรอบด้านบนทั้งสอง เพราะความโค้งของยอดซุ้มและการตัดกรอบด้านบน ซึ่งโดยมากจะไม่ตัดชิดยอดซุ้ม ตรงข้ามกับการตัดกรอบด้านข้างและด้านฐาน ซึ่งมักจะตัดชิดซุ้มทีเดียว ระดับของพื้นที่ผิวชายกรอบ จะต้องได้ระดับกับพื้นผนังคูหาหรือใกล้เคียงกัน ถ้าหากสูงกว่าจะหมายถึงพื้นผนังถูกเซาะแต่งให้พิมพ์ลึก รอยประสานระหว่างขอบเส้นซุ้มด้านนอกกับพื้นที่ชายกรอบต้องกลมกลืนกัน มิใช่ขาดห้วนเป็นตะเข็บทำนองเดียวกับขอบซุ้มด้านในกับพื้นผนังคูหา ดังกล่าวแล้ว
ตรียัมปวาย ยังได้จำแนกแบบของ “กรอบ” ว่ามี 2 แบบ คือ แบบธรรมดา มีลักษณะเป็นพื้นเกลี้ยงๆ และแบบกรอบกระจก โดยอย่างหลังนั้น “มีลักษณะเป็นกรอบสองชั้น โดยมีเส้นขีดทิวเล็กๆ นูนขึ้นมาตามชายกรอบ ขนานกับแนวกรอบด้านบนและด้านข้างทั้งสอง เส้นขีดทิวจะปรากฏบริเวณบนๆ ส่วนตอนล่างไม่มีโอกาสปรากฏ เพราะการตัดกรอบชิดขอบซุ้ม เส้นขีดทิวเรียวเล็กน้อยเรียกว่า “กรอบกระจก” ซึ่งจัดว่าเป็นแบบกรอบที่งดงามที่สุด และถ้าเป็นแบบพิมพ์กรอบกระจกแล้ว จะปรากฏว่าระดับพื้นผิวชายกรอบบริเวณมุมบนทั้งคู่นั้น จะอยู่ในระดับสูงกว่าพื้นผนังคูหาเล็กน้อย ความหนาของพิมพ์มีน้อยและด้านหลังมักจะเป็นรอยกาบหมากหรือรอยย่นตะไคร่น้ำอย่างจัด”
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตหยิบยกเอาข้อมูลของตรียัมปวายข้างต้น มาอธิบายขยายความร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการพิจารณาพระสมเด็จฯองค์ครู พิมพ์ทรงมาตรฐาน ที่ได้รับการยอมรับกันว่าเป็นพิมพ์ทรงมาตรฐานในปัจจุบันดังนี้...
กรณีของ ภาคพื้นผนังคูหา หรือพื้นผนังด้านในเส้นซุ้ม ที่โดยรวมมีลักษณะราบเรียบ (ลักษณะเช่นเดียวกับ “พื้นที่ชายกรอบ” ที่อยู่ด้านนอกเส้นซุ้ม) แต่ไม่ใช่เรียบแน่นมากเหมือนผิวกระจก หรือหน้ากลองดังที่ตรียัมปวายเปรียบเปรย (เมื่อเริ่มสร้างอาจใกล้เคียงผิวกระจก แต่เมื่อเวลาผ่านไปจึงมีการเปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกว่าเกิด “ริ้วรอยแห่งการเวลา”) และไม่ตะปุ่มตะป่ำเป็นคลื่นเป็นลอน (ไม่นับรวมที่สึกหรอจากการใช้งานหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม) จุดนี้เป็นจุดสังเกตสำคัญที่ดูได้ไม่ยาก ใช้ในการดูพระสมเด็จวัดระฆังฯทุกพิมพ์ทรง ไม่ใช่แค่พิมพ์ทรงใหญ่เพียงอย่างเดียว สามารถเทียบเคียงกับองค์ครู และเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นผิวบริเวณอื่นขององค์พระสมเด็จวัดระฆังฯ คือบริเวณด้านหลังและด้านข้าง จะเห็นว่าพื้นผิวบริเวณนี้จะแน่นตัวที่สุด “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า ที่พื้นผิวมีลักษณะราบเรียบแบบนี้นั้น เกิดจากวิธีการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯ ที่เป็นการนำเอาเนื้อมวลสารปูนปั้น ที่มีการปั้นไว้เป็นก้อนขนาดพอดีสำหรับกดพระได้หนึ่งองค์ มากดลงบนแม่พิมพ์หินสบู่ (อาจมีการเติมเนื้อได้ถ้าต้องการความหนาเพิ่ม) มีลักษณะเป็นแผ่นเรียบขนาดใหญ่พอสมควร ที่มีการแกะพิมพ์พระมากกว่าหนึ่งบล็อกอยู่บนแผ่นเดียวกัน อนุมานจากการพบหลักฐานแม่พิมพ์หินสบู่ที่ใช้ในการสร้างเครื่องทรงพระพุทธรูปทรงเครื่อง ในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่มีการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต โดยน่าจะเป็นการใช้นิ้วมือกดเนื้อให้เข้าไปในหลุมแม่พิมพ์ จากนั้นจึงใช้แผ่นไม้ หรือวัสดุลักษณะใกล้เคียงกดด้านหลังแล้วเคาะย้ำอีกที หลักฐานเชิงประจักษ์อย่างหนึ่งที่สนับสนุนแนวคิดนี้ก็คือการที่หลังพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่ มีแบบที่เป็น “หลังบั้ง” ที่ปรากฏริ้วรอยคล้ายขอบไม้กระดาน 2 ถึง 3 รอย (นิรนาม แห่งนิตยสาร “พรีเชียส” บอกว่ามี 4 แบบ คือ “หลังเรียบ” “หลังสังขยา” “หลังกาบหมาก” และ “หลังบั้ง”) ในทางกลับกัน ถ้าเป็นการนำแม่พิมพ์กดลงบนเนื้อพระ นอกจากผิวบริเวณด้านหน้าองค์พระจะไม่แน่นแล้ว ปัญหาคือ แม่พิมพ์ที่กดพระนั้นเป็นแม่พิมพ์แบบไหน ถ้าเป็นแม่พิมพ์หินสบู่ที่มีขนาดใหญ่ จะยกมากดพระคงไม่สะดวก หรือถ้ามีความพยายามมากจนมีการตัดแม่พิมพ์หินสบู่ให้มีขนาดเล็กลงพอดีหนึ่งบล็อกแม่พิมพ์ แต่จะใช้วิธีกดแม่พิมพ์ลงบนเนื้อพระที่วางอยู่เบื้องล่างทำไม ในเมื่อถ้านำเนื้อพระมากดลงแม่พิมพ์จะทำได้สะดวกกว่ามาก ทั้งในขั้นตอนของการเตรียมเนื้อพระหรือขั้นตอนการกดพระ และยังเหมาะกับงานที่ต้องใช้ความประณีตในการสร้างเช่น พระสมเด็จวัดระฆังฯอีกด้วย
การนำแม่พิมพ์กดลงบนเนื้อพระนั้นน่าจะเป็นวิธีการสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ซึ่งแม่พิมพ์น่าจะทำจากไม้ สามารถตัดแม่พิมพ์ออกมาได้เป็นหนึ่งบล็อกแม่พิมพ์ต่อพระหนึ่งพิมพ์ การกดแม่พิมพ์ลงบนเนื้อพระทำให้สร้างพระจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็วเหมาะกับงานที่ไม่ต้องการความประณีตนักเช่นการสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม และยังทิ้งตำหนิสำคัญให้เห็นอีกด้วยคือ “ขอบปลิ้น” ซึ่งเกิดจากวิธีการกดพระแบบนี้โดยเฉพาะ ซึ่งไม่มีปรากฏในพระสมเด็จวัดระฆังฯ
สำหรับ “พื้นที่ชายกรอบ” ที่อยู่ระหว่างซุ้มผ่าหวายจนถึงเส้นบังคับพิมพ์ ตรียัมปวาย บอกว่า “ระดับของพื้นที่ผิวชายกรอบ จะต้องได้ระดับกับพื้นผนังคูหาหรือใกล้เคียงกัน ถ้าหากสูงกว่าจะหมายถึงพื้นผนังถูกเซาะแต่งให้พิมพ์ลึก” และได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้าเป็นแบบพิมพ์กรอบกระจกแล้ว จะปรากฏว่าระดับพื้นผิวชายกรอบบริเวณมุมบนทั้งคู่นั้น จะอยู่ในระดับสูงกว่าพื้นผนังคูหาเล็กน้อย” อย่างไรก็ตามเมื่อดูจากพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ องค์ครู ส่วนมากในปัจจุบันแล้ว พอจะอนุมานได้ว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ น่าจะมีกรอบกระจกทั้งหมด องค์ที่ไม่มีกรอบกระจกนั้นน่าจะเกิดจากการตัดชิดเส้นซุ้มองค์พระจนตัดเอาเส้นกรอบกระจกออกไป หรืออาจจะเกิดการสึกกร่อนจนมองไม่เห็น
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตอนุมานเพิ่มเติมว่า เดิมทีนั้น พื้นผิวชายกรอบ พื้นผนังคูหา และพื้นผิวนอกกรอบกระจก (พื้นผิวรอบนอกสุดขององค์พระ ปรากฏให้เห็นในองค์ที่ตัดขอบห่างจากเส้นกรอบกระจก เช่น องค์ครูที่มีฉายาว่า “องค์ปีกกว้าง”) เป็นพื้นผิวระนาบเดียวกัน คือเป็นพื้นผิวเดิมของแผ่นหินสบู่ ซึ่งเป็นผิวระนาบที่อยู่สูงที่สุดเมื่อตอนเริ่มแกะแม่พิมพ์ (ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เคยนำเสนอว่า เป็นไปตามวิธีการแกะ ของช่างแกะในกลุ่มช่างสิบหมู่) ช่างได้เริ่มแกะโดยตีเส้นร่างกรอบกระจกหรือกรอบบังคับพิมพ์ก่อน เป็นเส้นกรอบสี่เหลี่ยม แล้วจึงมีการปาดผิวบริเวณในกรอบสี่เหลี่ยมนี้ โดยบริเวณขอบกรอบจะมีการขูดร่องเป็นเส้นนูนของกรอบบังคับพิมพ์หรือเส้นกรอบกระจกอีกด้วย จากนั้นจึงเริ่มแกะรายละเอียดด้านในกรอบกระจก โดยตีเส้นร่างเส้นซุ้มผ่าหวาย แล้วจึงขูดจงอยปากนกจากขอบมุมล่างสุดของเส้นซุ้มด้านขวามือองค์พระ ตวัดขึ้นมายังบริเวณที่จะเป็นมุมขอบล่างขวามือองค์พระของฐานชั้นล่างสุด แล้วจึงเริ่มแกะฐาน และแกะต่อเนื่องจากฐานด้านล่างขึ้นไปด้านบน แล้วแกะองค์พระจากพระเพลาจนขึ้นไปถึงปลายพระเกศ จากนั้นจึงแกะเส้นซุ้มผ่าหวาย (จะสังเกตเห็นว่าช่างจะแกะเส้นซุ้มผ่าหวายด้านซ้ายมือองค์พระ ทับเส้นกรอบบังคับพิมพ์เลยออกไปเล็กน้อย ซึ่งศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เคยอธิบายว่าเป็นไปตามหลักของ ทัศนียภาพ) หลังจากนั้นจึงมีการปาดแต่งผิวด้านในเส้นซุ้มหรือพื้นผนังคูหาอีกครั้งหนึ่ง ในบางองค์ โดยจะเป็นการปาดผิวแม่พิมพ์ ค่อยๆเพิ่มความลึกจากด้านล่างขึ้นไปด้านบน เพื่อเพิ่มมิติให้องค์พระมีความงดงามขึ้น ทำให้เห็นว่าบริเวณด้านบนของ “ผนังคูหา” นั้นจะต่ำกว่าบริเวณ “พื้นที่ชายกรอบ” ที่อยู่ด้านนอกเส้นซุ้มเล็กน้อย และยังมีการปาดเทเข้าหาองค์พระอีกด้วย ดังที่ตรียัมปวายได้ตั้งข้อสังเกตไว้
บทส่งท้าย
องค์พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นั้นมีลักษณะเฉพาะที่เกิดจากการออกแบบพิมพ์ทรงที่เป็นการผสมผสานของศิลปกรรมแบบไทยโบราณเข้ากับศิลปกรรมตะวันตกอย่างลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของ “พื้นผนังคูหา” และ “พื้นที่ชายกรอบ” ที่มีรายละเอียดบางอย่างเป็นเหมือนกับความลับในพิมพ์ทรงด้วยเช่นกัน การทำความเข้าใจในเรื่องราวเหล่านี้น่าจะช่วยให้สามารถเข้าใจถึงเบื้องหลังในการออกแบบพิมพ์ทรงของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงนี้ และยังช่วยทำให้เข้าถึงพระสมเด็จฯแท้ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตได้เช่นกัน
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียง แนวทางพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ของ นิรนาม แห่งนิตยสาร “พรีเชียส” ที่มีการยอมรับกันในวงการพระเครื่องมาเป็นเวลายาวนาน โดยได้สรุป ตำหนิสำคัญ 11 ประการ ของทุกพิมพ์ย่อย และตำหนิเพิ่มเติม 4 ประการ สำหรับพิมพ์ที่ 2 พิมพ์อกวี ดังต่อไปนี้
ตำหนิที่ 1 กรอบนอกองค์พระสี่ด้าน เป็นเส้นนูน เฉพาะเส้นกรอบด้านซ้ายองค์พระ แล่นลงมาถึงระหว่างข้อศอกองค์พระ แล้วจมหายไปกับเส้นซุ้ม
ตำหนิที่ 2 กรอบแม่พิมพ์ด้านขวา (องค์พระ) เป็นเส้นนูนแล่นลงมาตลอด ชิดกับเส้นซุ้มด้านล่างสุด
ตำหนิที่ 3 เส้นซุ้มเรือนแก้ว เป็นเส้นค่อนข้างใหญ่นูน คล้ายเส้นหวายผ่าซีก ด้านในเส้นซุ้มเป็นเส้นตั้งจากพื้น พื้นองค์พระนอกเส้นซุ้มจะเทลาดเอียงเล็กน้อย
ตำหนิที่ 4 พระพักตร์ เป็นเหมือนผลมะตูม
ตำหนิที่ 5 มีหูทั้งสองข้าง แต่บางองค์ติดไม่ชัด
ตำหนิที่ 6 ตรงส่วนโค้งลำแขนติดหัวไหล่ หัวไหล่ขวาจะมีเนื้อหนากว่าหัวไหล่ซ้าย
ตำหนิที่ 7 หัวเข่าซ้ายองค์พระ นูนสูงกว่าหัวฐานชั้นแรก
ตำหนิที่ 8 หัวเข่าขวาจะนูนต่ำกว่าหัวฐานชั้นแรก
ตำหนิที่ 9 องค์พระจะหันตะแคงไปทางด้านขวามือองค์พระเล็กน้อย และฐานชั้นที่ 1 2 3 จะหันไปทางซ้ายมือองค์พระ สลับกันกับการตะแคงขององค์พระ
ตำหนิที่ 10 พื้นผนังระหว่างฐานทั้งสามชั้น พื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 1 กับฐานชั้นที่ 2 สูงเสมอกับพื้น ส่วนพื้นผนังระหว่างพระเพลากับฐานชั้นที่ 1 และพื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 2 กับฐานชั้นที่ 3 จะสูงกว่าพื้นผนังองค์พระ
ตำหนิที่ 11 พื้นนอกซุ้มจะสูงกว่าพื้นในซุ้มเล็กน้อย จนดูแทบไม่เห็น ต้องตะแคงพระดูจึงพอเห็นเป็นเส้น
ตำหนิเพิ่มเติมสำหรับพิมพ์ที่ 2 พิมพ์อกวี
ตำหนิที่ 12 ระหว่างพระเพลา (ขาตัก) กับวงแขน จะมีเนื้อนูนแสดงเป็นพระเพลา อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากหัวเข่าวิ่งขึ้นไปชนวงแขนจะชัดเจนมาก (ลำพระองค์จะเป็นรูปตัววี)
ตำหนิที่ 13 วงแขนทั้งสองข้างจะกางออกมามากกว่าพิมพ์ที่ 1 (ใกล้เคียงกับพิมพ์ที่ 3 และพิมพ์ที่ 4)
ตำหนิที่ 14 พระเกศจะยาวกว่าพิมพ์ที่ 1 (ใกล้เคียงกับพิมพ์ที่ 3)
ตำหนิที่ 15 ฐานชั้นบนสุดจะยาวกว่าพิมพ์ที่ 1
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ที่ 2 หรือ พิมพ์อกวี (นิรนาม แบ่งออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย พิมพ์ที่ 1 พิมพ์พระประธาน และพิมพ์ที่ 3 พิมพ์อกกระบอก มีค่อนข้างน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพิมพ์ที่ 2 ส่วนพิมพ์ที่ 4 พิมพ์เกศทะลุซุ้ม มีพอสมควร แต่ไม่มากเท่าพิมพ์ที่ 2) ที่มีความงดงามมาก สภาพสมบูรณ์มาก เนื้อหนึกนุ่ม มีวรรณะขาวเหลือง ตัดขอบใกล้เส้นกรอบบังคับพิมพ์ เส้นกรอบด้านบนมักห่างจากเส้นซุ้มเล็กน้อย ด้านซ้ายองค์พระมักตัดชิดติดเส้นซุ้ม มีองค์ประกอบพระสมเด็จฯแท้ ทั้ง 3 อย่างปรากฏให้เห็น คือเม็ดพระธาตุ รอยหนอนด้น และรอยรูพรุนเข็ม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา องค์พระเอียงตะแคงทำมุมไปทางซ้ายมือองค์พระเล็กน้อยยาวไปถึงปลายพระเกศ พื้นผนังคูหา (พื้นผนังด้านในเส้นซุ้ม) มีลักษณะโดยรวมราบเรียบแต่ก็มีริ้วรอยความเก่าปรากฏให้เห็น ขอบด้านในเส้นซุ้มมีลักษณะตั้งฉากกับพื้นผนัง แสดงถึงความเก่า ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ มีรอยยุบย่นแยก รอยริ้วระแหงให้เห็น ปรากฏรอยปูไต่ (รอยปริกะเทาะตามขอบ) ปรากฏคราบคล้ายน้ำมันตังอิ้วให้เห็น เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์