พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงใหญ่ ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่ถือกันว่าเป็น “มหาจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง” ด้วยคุณค่านิยมและมูลค่าเช่าหาที่สูงที่สุดในบรรดาพระเครื่องทั้งหมดที่มีอยู่และพิมพ์ทรงนี้ยังมีลักษณะทางพิมพ์ทรงหลายอย่างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือเรียกว่ามีตำหนิพิมพ์ทรงที่ไม่เหมือนกับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงอื่น เป็นเหมือนปริศนาของพิมพ์ทรง การทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของตำหนิพิมพ์ทรงเหล่านี้ จากที่เมื่อก่อนนี้จะอาศัยการจดจำเพียงอย่างเดียวนั้น น่าจะช่วยให้สามารถพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯของท่านเจ้าประคุณโต อย่างเป็นเหตุเป็นผล และยังช่วยให้เรียนรู้เรื่องตำหนิพิมพ์ทรงต่างๆได้รวดเร็วขึ้นอีกด้วย โดยในตอนนี้ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตนำท่านผู้อ่านไปร่วมไขปมปริศนาเรื่อง “พระเศียรและพระเกศ” ในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ว่าทำไมถึงไม่เหมือนพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงอื่น

หนังสือปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง เล่มที่ 1 ของตรียัมปวาย ได้แบ่งพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงประธาน (ความหมาย เดียวกับคำว่า พิมพ์ทรงใหญ่ ที่นิยมเรียกกันในปัจจุบัน) ออกเป็น 6 พิมพ์ย่อย ตามลักษณะเด่นคือ พิมพ์เขื่อง พิมพ์โปร่ง พิมพ์ชะลูด พิมพ์ป้อม พิมพ์สันทัด พิมพ์ย่อม (สำหรับอีกแบบ 2 แบบที่มีระบุในตำราด้วย คือพิมพ์เลือน และพิมพ์เขื่องเส้นด้ายนั้น ตรียัมปวายบอกว่ามีเฉพาะของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม) ตรียัมปวายยังได้แบ่งลักษณะของพระศิระ (พระเศียร - ศีรษะ) และวงพระพักตร์ ออกเป็น 4 แบบ คือ แบบผลมะตูม แบบรูปไข่ แบบเสี้ยม แบบป้อม ส่วนพระเกตุ (พระเกศ - ส่วนที่อยู่เหนือสุดของพระเศียร สื่อถึงการตรัสรู้) นั้นได้แบ่งออกเป็น 3 แบบตามรูปลักษณะคือ แบบปลี แบบเรียว แบบทะลุซุ้ม “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตสรุปความมานำเสนอ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาพระสมเด็จวัดระฆังฯ ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ดังต่อไปนี้...

  • แบบผลมะตูม เป็นลักษณะวาดวงมน ทรงผลมะตูมอย่างได้สัดส่วน สัณฐานค่อนข้างเขื่องเล็กน้อย จัดเป็นแบบที่งดงามและเด่นชัดที่สุด องค์ที่คมชัดจริงๆ จะปรากฏร่องรอยของพระเนตร (วงขอบนัยน์ตา) เบื้องซ้าย เป็นตุ่มกลมขนาดปลายเมล็ดงา มีร่องโดยรอบ อยู่ต่ำกว่าพระเนตรขวา และอยู่เฉียงไปทางซ้ายมาก เบื้องขวา เป็นทรงข้าวหลามตัดลบมุม และไม่แสดงดวงพระเนตรให้เป็นตุ่มสัณฐาน แบบผลมะตูมนี้มีปรากฏน้อยมาก พบเจอในพิมพ์ย่อยพิมพ์เขื่อง ตรียัมปวายบอกด้วยว่า ในองค์ที่ชัดเจนจริงๆ จะปรากฏพระเนตร พระนาสิก และพระโอษฐ์เลือนๆ พิมพ์เขื่องนี้ ส่วนมากพระเกตุเป็นแบบปลี 
  • แบบรูปไข่ คล้ายแบบผลมะตูม แต่พระหนุ (คาง) เรียวสอบเล็กน้อย ส่วนโค้งนูนจัด ลักษณะอาจต่างกันบ้างเล็กๆน้อยๆ เช่นเรียวหรือป้อมไปบ้าง เป็นแบบที่งดงามมากรองจากแบบผลมะตูม มักพบเจอในพิมพ์ย่อยพิมพ์ย่อม และพิมพ์โปร่ง พระเกตุในพิมพ์ย่อมนั้นส่วนมากเป็นแบบปลีและแบบเรียว ส่วนในพิมพ์โปร่งส่วนมากพระเกตุเป็นแบบเรียวและแบบทะลุซุ้ม
  • แบบเสี้ยม ทรงข้าวหลามตัดป้อมลบมุม แนวขอบพระศิระสอบมนขึ้นเบื้องบน รับกับโคนพระเกตุ พระหนุ (คาง) เสี้ยมมน พระปราง (แก้ม) กางเป็นมุมมนๆ ออกทางข้าง พระพักตร์แบบนี้มักจะกอปรด้วยพระเกตุแบบปลี และเป็นแบบพระพักตร์ที่มีปรากฏมากที่สุดของพิมพ์ทรงนี้ มีปรากฏมากในพิมพ์ย่อยพิมพ์สันทัด และยังพบเจอในพิมพ์โปร่ง และพิมพ์ชะลูด โดยเฉพาะในพิมพ์ชะลูดนี้ ตรียัมปวายบอกว่านูนสูงคล้ายตั๊กแตน พิมพ์ชะลูดมีพระเกตุเป็นแบบปลี ส่วนในพิมพ์สันทัด มีพบพระเกตุทุกแบบ
  • แบบป้อม ทรงป้อมๆ เกือบกลม ส่วนโค้งนูนเด่นชัด แต่ช่วงค่อนข้างสั้น มักพบเจอในพิมพ์ย่อยพิมพ์เขื่อง และพิมพ์ป้อม พิมพ์ป้อมนี้พระเกตุมีทั้งแบบทะลุซุ้มและแบบเรียว

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า การออกแบบองค์พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ นั้นช่างได้ใช้หลักของทัศนียภาพหรือมุมมองแบบมีมิติตามที่ตาเห็นจริงผสมผสานกับการวางสมดุลของน้ำหนักในงานประติมากรรมนูนต่ำ ทุกเส้นสายสัดส่วนของมิติพิมพ์ทรงที่มีปรากฏบนพื้นผิวของสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก จะเป็นไปตามหลักการนี้ และยังมีข้อสังเกตด้วยว่า...

“การออกแบบพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ น่าจะมีการเพิ่มรายละเอียดลงไปบนองค์พระอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระประธานที่เป็นแม่แบบในการออกแบบนั้นจะมีลักษณะเอนหลังเล็กน้อย ซึ่งลักษณะเช่นนี้นั้นมีการพบเจอในองค์พระพุทธรูป หรือพระประธานในพระอุโบสถบางองค์ด้วยเช่นกัน การที่องค์พระที่เป็นแม่แบบเอนหลังเล็กน้อยนั้น ทำให้องค์พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ตั้งแต่บั้นพระองค์ขึ้นไปจนถึงปลายพระเกศนั้น มีลักษณะทำมุมเอียงไปทางซ้ายมือองค์พระเล็กน้อยเช่นกัน (นอกจากจะตะแคงไปทางขวามือเล็กน้อย ดังที่ครูอาจารย์ในอดีตหลายท่านได้ออกมาตั้งข้อสังเกต)... เมื่อตะแคงมององค์พระจากด้านขวามือองค์พระ พระจะกลับเข้าสู่สมดุล (และเข้าใกล้สมมาตร จากเดิมที่ถ้ามองตรงๆจากด้านหน้าองค์พระ จะไม่สมมาตร แต่มีความสมดุลของน้ำหนักอยู่ระดับหนึ่ง) ในทุกสัดส่วน เข้าใจว่า การที่ต้นพระพาหาซ้ายองค์พระมีการยุบตัวลงไปนั้นก็เพื่อให้องค์พระมีความสมดุลเมื่อมองจากมุมมองนี้ด้วยเช่นกัน...”

เมื่อนำหลักการเหล่านี้ มาพิจารณาถึงเรื่องของ “พระเกศ” โดยอ้างอิงถึงข้อมูลของตรียัมปวาย รวมถึงข้อมูลที่ได้จากการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่องค์ครูหลายองค์ ทำให้เห็นร่องรอยของพยานหลักฐานบางอย่างที่สนับสนุนหลักการนี้ด้วยเช่นกัน ตรียัมปวาย บอกว่าพระเกศแบบเรียวและแบบทะลุซุ้มฯนั้น ส่วนมากมักจะเอียงไปทางซ้าย ซึ่งสอดคล้องกับที่สังเกตเห็นในพระสมเด็จฯองค์ครูเป็นจำนวนมาก และสอดคล้องกับหลักการของ ทัศนียภาพ ตรียัมปวาย บอกด้วยว่า แบบปลีนั้น ปลายจะเป็นคดกฤชเล็กน้อย ส่วนแบบเรียว ส่วนกลางหรือส่วนปลาย มักเป็นคดกฤช ส่วนแบบทะลุซุ้มฯ ส่วนปลาย เยื้องกลับมาทางขวา “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตนำเสนอด้วยความเคารพครูอาจารย์ ว่า ในเรื่องของคดกฤช (การคดหรือหยักเป็นคลื่นคล้ายลักษณะของใบมีดโบราณหรือกริช) เมื่อพิจารณาจากพระสมเด็จฯองค์ครูหลายๆองค์แล้ว ขออนุญาตให้น้ำหนักไปในทางที่น่าจะเกิดจากความบังเอิญที่ช่างได้แกะเส้นสายในบางบล็อกแม่พิมพ์ออกมาเป็นเช่นนั้น จากที่ควรจะเป็นแนวตรง หรือบางจุดอาจเกิดจากขณะที่มีการถอดพระออกจากแม่พิมพ์ ทำให้เกิดการดึงรั้งเส้นพระเกศในบางจุด เช่นตอนปลายที่ติดกับเส้นซุ้มฯ ทำให้เกิดการคดงอ มากกว่าที่ช่างตั้งใจจะแกะให้เป็นลักษณะของคดกริช แต่ก็เป็นไปได้ที่บางองค์นั้นช่างอาจจะตั้งใจแกะให้เป็นแบบนั้นก็ได้

ในส่วนของพระศิระ (พระเศียร) นั้น เมื่อพิจารณา ถึงพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงใหญ่องค์ครูแล้ว จะพบร่องรอยที่มีนัยสำคัญเช่นกัน ก็คือ “องค์ครูหลายๆองค์นั้น จะมีพระเศียรตะแคงไปทางซ้ายองค์พระ ทำมุมเดียวกับลำพระองค์ด้วยเช่นกัน คือมักจะสังเกตเห็นปลายพระหนุ (คาง) เบี่ยงไปทางขวามือองค์พระเล็กน้อย ในขณะที่บริเวณใจกลางพระเศียรด้านบน (กลางกระหม่อม) จะเยื้องศูนย์ไปทางซ้ายมือองค์พระ และที่กลางกระหม่อมนี้เอง ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นพระเกศที่จะพุ่งขึ้นไปด้านบน โดยมีลักษณะเอียงทำมุมไปทางซ้ายมือองค์พระเล็กน้อยเช่นกัน” พูดแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือถ้าตีเส้นสมมติจาก กึ่งกลางพระอุทร (ท้อง) เป็นเส้นขึ้นไปผ่านลำพระศอที่มักนูนเล็กน้อย ผ่านกึ่งกลางพระพักตร์ จนขึ้นไปถึงปลายพระเกศ เส้นๆนี้จะเข้าใกล้เส้นตรงมาก ซึ่งหมายถึงทั้งหมดจะตะแคงทำมุมเดียวกัน สอดคล้องกับหลักการของทัศนียภาพที่อธิบายมาข้างต้น ส่วนการที่ช่างแกะพระศิระออกมาเป็น 4 แบบดังที่ ตรียัมปวาย ได้แยกแยะออกมาให้เห็นเพื่อให้ง่ายในการทำความเข้าใจนั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตแสดงความเห็นว่า อาจจะเกิดจากการที่ช่างตั้งใจแกะให้เป็นลักษณะเช่นนั้น หรืออาจจะเกิดจากการปาดปลายเหล็กแหลมหรือสิ่วที่แตกต่างกันไปในแต่ละบล็อกแม่พิมพ์ก็ได้จากเดิมที่ต้องการแกะเป็นโครงพระพักตร์ธรรมดา ครูอาจารย์บางท่าน ได้ให้ข้อสังเกตด้วยว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นั้น นอกจากลำพระองค์ที่ตะแคงทางขวามือองค์พระแล้ว องค์ครูหลายๆองค์นั้น พระศิระรวมถึงพระพักตร์ก็มีลักษณะตะแคงไปทางขวามือองค์พระด้วยเช่นกัน ทำให้บริเวณพระพักตร์ด้านขวาองค์พระจะมีลักษณะลาดลงเข้าหาพื้นผนังองค์พระ เป็นที่มาของพระกรรณด้านขวาองค์พระที่มักมองไม่เห็นเนื่องจากจมลงไปในพื้นผนัง ดังที่ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอ

บทส่งท้าย

พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ นั้นเป็นพิมพ์ทรงที่เป็นเอกลักษณ์ มีลักษณะทางพิมพ์ทรงหรือเรียกว่าตำหนิพิมพ์ทรงหลายอย่างที่ไม่เหมือนกับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงอื่น เช่นในเรื่องของ “พระเศียรและพระเกศ” เป็นเหมือนปมปริศนาสำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจถึงที่มาที่ไป การทำความเข้าใจในเชิงลึกถึงหลักการที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบพิมพ์ทรง เช่นเรื่องของ “ทัศนียภาพ” ที่ผสมผสานกับ “ประติมากรรมแบบนูนต่ำ” นั้น น่าจะช่วยทำให้สามารถพิจารณาพิมพ์ทรงของพระสมเด็จวัดระฆังฯของท่านเจ้าประคุณโตได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล และยังน่าจะทำให้สามารถจดจำตำหนิพิมพ์ทรงต่างๆได้รวดเร็วขึ้น แทนที่จะท่องจำแบบเก่า ช่วยให้เข้าถึงพระสมเด็จฯแท้ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตได้จริง

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียง แนวทางพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ของ นิรนาม ที่มีการยอมรับกันในวงการพระเครื่องมาเป็นเวลายาวนาน โดยได้สรุป ตำหนิสำคัญ 11 ประการ ของทุกพิมพ์ย่อย และตำหนิเพิ่มเติม 3 ประการ สำหรับพิมพ์ที่ 3 พิมพ์อกกระบอก (นิรนามแบ่งออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย คือ พิมพ์พระประธาน พิมพ์อกวี พิมพ์อกกระบอก และพิมพ์เกศทะลุซุ้ม) ดังต่อไปนี้

ตำหนิที่ 1 กรอบนอกองค์พระสี่ด้าน เป็นเส้นนูน เฉพาะเส้นกรอบด้านซ้ายองค์พระ แล่นลงมาถึงระหว่างข้อศอกองค์พระ แล้วจมหายไปกับเส้นซุ้ม

ตำหนิที่ 2 กรอบแม่พิมพ์ด้านขวา (องค์พระ) เป็นเส้นนูนแล่นลงมาตลอด ชิดกับเส้นซุ้มด้านล่างสุด

ตำหนิที่ 3 เส้นซุ้มเรือนแก้ว เป็นเส้นค่อนข้างใหญ่นูน คล้ายเส้นหวายผ่าซีก ด้านในเส้นซุ้มเป็นเส้นตั้งจากพื้น พื้นองค์พระนอกเส้นซุ้มจะเทลาดเอียงเล็กน้อย

ตำหนิที่ 4 พระพักตร์ เป็นเหมือนผลมะตูม

ตำหนิที่ 5 มีหูทั้งสองข้าง แต่บางองค์ติดไม่ชัด

ตำหนิที่ 6 ตรงส่วนโค้งลำแขนติดหัวไหล่ หัวไหล่ขวาจะมีเนื้อหนากว่าหัวไหล่ซ้าย

ตำหนิที่ 7 หัวเข่าซ้ายองค์พระ นูนสูงกว่าหัวฐานชั้นแรก

ตำหนิที่ 8 หัวเข่าขวาจะนูนต่ำกว่าหัวฐานชั้นแรก

ตำหนิที่ 9 องค์พระจะหันตะแคงไปทางด้านขวามือองค์พระเล็กน้อย และฐานชั้นที่ 1 2 3 จะหันไปทางซ้ายมือองค์พระ สลับกันกับการตะแคงขององค์พระ

ตำหนิที่ 10 พื้นผนังระหว่างฐานทั้งสามชั้น พื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 1 กับฐานชั้นที่ 2 สูงเสมอกับพื้น ส่วนพื้นผนังระหว่างพระเพลากับฐานชั้นที่ 1 และพื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 2 กับฐานชั้นที่ 3 จะสูงกว่าพื้นผนังองค์พระ

ตำหนิที่ 11 พื้นนอกซุ้มจะสูงกว่าพื้นในซุ้มเล็กน้อย จนดูแทบไม่เห็น ต้องตะแคงพระดูจึงพอเห็นเป็นเส้น

ตำหนิเพิ่มเติมสำหรับ สำหรับพิมพ์ที่ 3 พิมพ์อกกระบอก

ตำหนิที่ 12 ลำพระองค์จะเป็นรูปทรงกระบอก (ไม่เป็นรูปตัว วี เหมือนพิมพ์อื่น)

ตำหนิที่ 13 หัวฐานชั้นที่ 2 (ฐานสิงห์) จะเป็นเส้นนูนบางกว่าทุกพิมพ์

ตำหนิที่ 14 เส้นลำองค์พระ เส้นวงแขน ตลอดจนเส้นฐาน จะบางและคมชัดกว่าทุกพิมพ์

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ที่ 3 หรือ พิมพ์อกกระบอก (นิรนาม แบ่งออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย พิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 3 มีค่อนข้างน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพิมพ์ที่ 2 ส่วนพิมพ์ที่ 4 มีพอสมควร แต่ไม่มากเท่าพิมพ์ที่ 2) ที่มีความงดงามสมบูรณ์มาก กดพิมพ์ได้คมชัดลึก เนื้อหนึกนุ่ม ไม่ปรากฏรอยแตกลายงา (การแตกลายงามักพบเจอในพระเนื้อหนึกแกร่งที่มีการลงรัก) มีวรรณะขาวอมน้ำตาล ตัดขอบห่างเส้นกรอบบังคับพิมพ์เล็กน้อย มีองค์ประกอบพระสมเด็จฯแท้ ทั้ง 3 อย่างปรากฏให้เห็น คือเม็ดพระธาตุ รอยหนอนด้น และรอยรูพรุนเข็ม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา ลำพระองค์เป็นรูปทรงกระบอกด้านล่างผายออกด้านข้างเล็กน้อย ซอกแขนทั้งสองข้างลึกชัด จะเห็นว่าจากลำพระองค์ ขึ้นไปที่พระศอ พระเศียร จนถึงปลายพระเกศ จะเอียงทำมุมเป็นแนวเดียวกันไปทางซ้ายมือองค์พระเล็กน้อย เป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์ทรงใหญ่ ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบผสมผสานกับแบบสังขยาและกาบหมาก  มีรอยยุบย่นแยก รอยริ้วระแหงให้เห็น ปรากฏรอยปูไต่ (รอยปริกะเทาะตามขอบ) ทั้งสี่ด้าน ปรากฏคราบคล้ายน้ำมันตังอิ๊วให้เห็นทั้งด้านหลังและด้านหน้า เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ 

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม