พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงใหญ่ นั้นถือว่าเป็นพระสมเด็จฯที่มีการแสดงออกถึงการพัฒนาทางพิมพ์ทรงมากที่สุด มีความโดดเด่นงดงามและทรงคุณค่ามากที่สุด สะท้อนให้เห็นจากมูลค่าเช่าหาเปลี่ยนมือที่สูงที่สุดในบรรดาพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ยังมีเอกลักษณ์หลายอย่างที่ไม่สามารถพบเห็นในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงอื่นด้วยเช่นกัน ครูอาจารย์หลายท่านในอดีต ได้สรุปตำหนิพิมพ์ทรงของพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ออกมาหลายอย่าง  เพื่อให้ช่วยในการทำความเข้าใจถึงลักษณะของพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ โดยในตอนนี้ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขอนำท่านผู้อ่านไปร่วมถอดรหัส ตำหนิลับในฐานพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ที่จะช่วยทำให้สามารถเข้าถึงพระสมเด็จฯแท้ได้จริง

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นั้น เป็นการออกแบบพิมพ์ทรงโดยช่างทองหลวง โดยนำองค์ความรู้ของศิลปกรรมไทยโบราณมาผสมผสานเข้ากับทฤษฎีศิลปกรรมตะวันตก ที่มีการเผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะในเรื่องของงานประติมากรรมนูนต่ำแบบ “ทัศนียภาพ” หรือแบบมีมิติตามที่ตาคนเห็นจริง เปรียบเสมือนกับมุมมองของช่างแกะแม่พิมพ์ที่นั่งอยู่ด้านหน้าเยื้องไปทางซ้ายมือพระประธานในพระอุโบสถ ทำให้องค์พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นั้น มีลักษณะเหมือนกับการนั่งเอียงตะแคงไปทางขวามือองค์พระ และนอกจากองค์พระแล้ว องค์ประกอบทั้งหมดของพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ล้วนแล้วแต่มาจากมาจากมุมมองแบบเดียวกัน ทำให้เส้นสายที่ปรากฏเป็นลักษณะที่ไม่สมมาตร เช่น เส้นซุ้มผ่าหวาย ที่พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงอื่นจะมีลักษณะเป็นเส้นซุ้มที่มีความสมมาตร แต่พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นี้ เส้นซุ้มจะไม่สมมาตร คือบริเวณเส้นโค้งด้านขวามือองค์พระจะมีลักษณะสอบเข้า เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่แนวระดับใต้พระอังสา (หัวไหล่) ขึ้นไป เป็นตำหนิสำคัญที่ครูอาจารย์ในอดีต ได้กำหนดไว้ให้เป็นจุดสังเกตที่สำคัญอีกจุดหนึ่ง “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตนำเสนอว่า สาเหตุที่ทำให้ช่างแกะเส้นสายของซุ้มผ่าหวายให้เป็นลักษณะนี้ ก็เนื่องมาเป็นมุมมองแบบ “ทัศนียภาพ” พิสูจน์แบบง่ายๆ ก็คือให้ลองวาดรูปเส้นซุ้มผ่าหวายแบบที่มีความสมมาตรลงบนกระดาษ แล้วให้ตะแคงมองจากด้านซ้ายมือเส้นซุ้มประมาณ 15-30 องศา จากแนวระนาบ เป็นมุมมองเดียวกับที่ช่างนั่งมององค์พระประธานในโบสถ์ ก็จะมองเห็นเส้นซุ้มผ่าหวายลักษณะเดียวกับที่มองเห็นในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่เมื่อมองจากด้านหน้าตรงๆ ลักษณะเช่นนี้ ช่างยังใช้เป็นแนวทางในการแกะแม่พิมพ์ในทุกเส้นสายสัดส่วนที่ปรากฏอยู่บนสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก และมีการผสมผสานกับหลักการของประติมากรรมแบบนูนต่ำ โดยออกแบบให้มีการเติมเนื้อพระให้นูนสูงขึ้นในบางตำแหน่งหรือลดเนื้อพระให้ลดต่ำลงในบางตำแหน่ง เพื่อให้องค์พระดูมีมิติสูงต่ำไม่แบนราบ มีความสวยงาม ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน ก็คือการแกะพระอาสนะหรือฐานพระทั้ง 3 ชั้น ที่มีการซ่อนตำหนิลับเอาไว้หลายอย่างเช่นกัน ดังข้อมูลที่จะนำเสนอต่อไปนี้ 

ตรียัมปวาย ได้พูดถึงพระอาสนะ หรือฐาน 3 ชั้น ของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ไว้ในหนังสือปริอรรถาธิบาย เล่มที่ 1 ไว้ดังนี้...

“...ฐานชั้นบน ทำหน้าที่เป็นหน้ากระดานตัวบน บัวหงาย และท้องไม้ แสดงความนูนหนาชัดกว่าฐานชั้นกลาง แต่ก็มีช่วงกว้างน้อยกว่า บางแบบจะอยู่ชิดขอบพระเพลามาก และบางองค์จะอยู่ห่างลงมา มุมหัวฐานทั้งสองด้านมักจะวาดมน มีบ้างเป็นส่วนน้อย ที่แสดงร่องรอยการตัดมุมสอบ เข้าหาพระเพลาทั้งสองด้าน เพื่อโน้มเข้าสู่ทรงกรวยและส่วนมากมุมหัวฐานมักจะรางเลือนหรือสึกหรอ 

ฐานชั้นกลาง คือฐานสิงห์ เป็นชั้นที่งดงามที่สุด ความหนาและส่วนนูนหนามีน้อยกว่าชั้นอื่น มักค่อนข้างรางเลือนไม่คมชัดนัก มุมหัวฐานทั้งสองมีลักษณะเป็นกาบเท้าสิงห์ ขมวดขาลงมาจดฐานชั้นล่าง ยกมุมแทนตัวกระจังแหลมขึ้นเบื้องบนเล็กน้อย เช่นเดียวกับหัวฐานชั้นบนแบบที่ยกมุมดังกล่าว แต่คมชัดกว่ามาก มีส่วนหนานูนเป็นแง่สันกว่าตอนกลาง แต่มิใช่ลักษณะเป็นเหลี่ยมมุมโปนขึ้นมามาก เช่นของปลอมหรือของพระเกจิอาจารย์รุ่นหลังบางชนิด ตอนส่วนกลางเป็นแนวสักอกไก่หรือคมขวาน ที่คมเล็กน้อย และแสดงลักษณะการลาดลงหรือปาดกลืนหายลงมาจดฐานชั้นล่างอย่างงดงาม ซึ่งเรียกว่า “คมขวาน-ฐานสิงห์”

ฐานชั้นล่าง คือหน้ากระดานตัวล่าง แสดงส่วนนูนหนาและกว้างกว่าทุกชั้น ลักษณะเป็นท่อนเรียบผิวหน้าค่อนข้างเรียบเสมอกัน ไม่แสดงเส้นลวดกันลาย (เส้นนูนตามขอบบนของฐานอาจเกิดจากการขูดปลายเหล็กแหลมเป็นร่อง หรืออาจมองว่าเป็นขอบเดิมแต่เนื้อตรงกลางยุบตัวลง – อย่างไรก็ตามในปัจจุบันพบพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงใหญ่องค์ครูหลายองค์ที่มีร่องรอยของเส้นลวดกันลายนี้เช่นกัน) หัวฐานซ้ายตัดเฉียงสอบเข้าหาแนวฐานชั้นกลาง เพื่อรักษาทรงกรวยมากกว่าหัวฐานชั้นขวา คือหัวฐานขวาตัดเป็นแนวฉาก หรือบางองค์อาจตัดมุมบนหัวฐานอีกครึ่งหนึ่งด้วย ขอบบนและขอบล่างไม่ทอดระดับดุจแนวบรรทัดทีเดียว แต่มีลีลาอ่อนโน้มน้อยๆ ตามธรรมชาติของวัตถุปูนปั้น หรือเดิมเป็นของเหลว...”

ข้อมูลข้างต้นนี้ มีหลายอย่างที่น่าสนใจและควรนำมาขบคิดต่อ อย่างแรกเลย ก็คือการที่ ตรียัมปวาย พูดถึงร่องรอยการตัดมุมสอบของฐานชั้นบนเพื่อโน้มเข้าสู่ทรงกรวย ที่พบเป็นส่วนน้อยนั้น เท่าที่เห็น พระลักษณะนี้มีรูปปรากฏอยู่หลายองค์ในหนังสือ “สามสมเด็จ” ของอาจารย์ประชุม กาญจนวัฒน์ (ในปัจจุบันนั้นพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงใหญ่องค์ครูที่มีมูลค่าสูงมากนั้นมักจะมีมุมหัวฐานที่วาดมน) อย่างที่สองนั้น สำหรับฐานชั้นกลางที่เป็นฐานสิงห์ จะเห็นได้ว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯทุกพิมพ์ทรงนั้นจะมีร่องรอยของฐานสิงห์ปรากฏให้เห็น ส่วนในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมนั้น เกือบจะทั้งหมดจะไม่ปรากฏฐานสิงห์ และสำหรับในบางพิมพ์ทรงที่ก้ำกึ่งว่าอยู่วัดไหนกันแน่นั้น ถ้าไม่พบร่องรอยของฐานสิงห์เลย ก็ควรจะจัดให้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม อย่างที่สาม ที่ตรียัมปวาย พูดถึงฐานชั้นล่างว่า “หัวฐานซ้าย สอบเข้าหาแนวฐานชั้นกลาง หัวฐานชั้นขวาตัดเป็นแนวฉาก หรือบางองค์อาจตัดมุมบนหัวฐานอีกครึ่งหนึ่งด้วย” เป็นร่องรอยที่แสดงถึงการแกะที่เป็นแบบ “ทัศนียภาพ” ด้วยเช่นกัน  โดยเฉพาะหัวฐานด้านซ้าย (ขวามือองค์พระ) ที่สอบเอียงขึ้นด้านบน ส่วนหัวฐานด้านขวา (ซ้ายมือองค์พระ) ถ้าสังเกตดีๆ ในพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงใหญ่องค์ครูหลายองค์นั้น จะไม่ได้ตั้งฉาก แต่จะสอบขึ้นด้านบนเล็กน้อยเช่นกันแต่ไม่มากเท่าหัวฐานด้านซ้าย สำหรับอย่างสุดท้าย ตรียัมปวาย ยังได้พูดถึงฐานพระและองค์พระโดยรวมด้วยว่า มีลักษณะเป็น “ทรงกรวย” ซึ่งน่าสนใจว่า หมายถึงอะไร

พระสมเด็จฯ “ทรงกรวย” นั้นหมายถึง เมื่อตีเส้นจากมุมฐานทั้งสองขึ้นไปเจอกันที่ยอดพระเศียรก็จะเป็นแบบสามเหลี่ยมที่สมมาตร ฐานองค์พระทั้ง 3 ชั้น ตลอดจนองค์พระจะประทับอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมทรงกรวยนี้พอดี เป็นลักษณะของพระประธาน โดยทั่วไป (พิมพ์ทรงเกศบัวตูม และพิมพ์ทรงเจดีย์ จะใกล้เคียงทรงกรวยเช่นกัน) แต่เมื่อพิจารณาถึงพระสมเด็จพิมพ์ทรงใหญ่แล้ว จะมีความแตกต่าง หรืออาจเรียกว่าเป็นทรงกรวยแบบครึ่งเดียว ครูอาจารย์หลายท่านบอกว่า ถ้าลากเส้น จากขอบฐานล่างสุดด้านซ้ายมือองค์พระขึ้นมา ผ่านขอบฐานชั้นกลาง ขอบฐานชั้นบน หัวมุมพระเพลา หัวมุมพระอังสา ขอบข้างด้านบนพระเศียร จนมาจดปลายพระเกศ จะพบว่าเป็นเส้นตรงพอดี แต่เมื่อลองลากเส้นที่ด้านขวามือองค์พระ โดยลากจากขอบมุมฐานชั้นล่างขวามือองค์พระขึ้นไปจดปลายพระเกศ จะพบว่า มีส่วนของฐานพระและองค์พระยื่นล้ำเส้นออกมา ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากการออกแบบแม่พิมพ์ตามหลัก “ทัศนียภาพ” ที่ทำให้ฐานพระและองค์พระโดยรวมมีลักษณะที่ไม่สมมาตรนั่นเอง โดยเมื่อพิจารณาขอบของฐานทั้ง 3 ชั้น (รวมถึง พระเพลา) ด้านขวามือองค์พระ พบว่าจะลดหลั่นในอัตราส่วนที่ไม่เท่ากัน คือสมมติว่า ถ้าเอาฐานทั้งสามชั้นและพระเพลา มาวางทับซ้อนกันเป็นเส้นตรงเดียวกัน จะพบว่า หัวฐานชั้นล่างสุดขวามือองค์พระ มักจะห่างจากหัวฐานชั้นกลางมากกว่าที่ หัวฐานชั้นกลางจะห่างจากหัวฐานชั้นบน และหัวฐานชั้นกลางมักจะห่างจากหัวฐานชั้นบน มากกว่าที่ หัวฐานชั้นบนจะห่างจากหัวมุมพระเพลา ซึ่งต่างจากด้านซ้ายมือองค์พระที่มักจะลดหลั่นในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมากกว่า และที่น่าสนใจก็คือ เมื่อพิจารณาระยะห่างจากเส้นซุ้มผ่าหวายจนถึงหัวมุมของฐานทั้ง 3 ชั้น รวมถึงหัวมุมของพระเพลาแล้วมักจะพบว่า ระยะห่างดังกล่าวของฝั่งซ้ายมือองค์พระมักจะมีระยะทางที่มากกว่าทางด้านขวามือองค์พระด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วเป็นไปตามหลักการของทัศนียภาพ

นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับฐานทั้ง 3 ชั้น ในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่คือ “องค์พระจะหันตะแคงไปทางด้านขวามือองค์พระเล็กน้อย และฐานชั้นที่ 1 2 3 จะหันไปทางซ้ายมือองค์พระ สลับกันกับการตะแคงขององค์พระ” ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างสรรค์งานประติมากรรมก็คือ ในขณะที่องค์พระโดยรวมมีการตะแคงไปทางขวามือองค์พระ ช่างจึงได้ออกแบบให้ฐานทั้ง 3 ชั้นตะแคงไปในทิศทางตรงกันข้าม เป็นลักษณะของการเพิ่มหรือลดมวลเนื้อของงานประติมากรรมนูนต่ำ เพื่อให้เกิดความสมดุลย์ของน้ำหนัก ไม่แบนราบหรือเอียงไปทางใดทางหนึ่งจนเกินงาม ทำให้องค์พระดูมั่นคง มีมิติ และเปี่ยมไปด้วยความงดงามของฝีมือช่างชั้นครู

บทส่งท้าย 

พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงที่มีการแสดงออกถึงการพัฒนาทางพิมพ์ทรงมากที่สุด เป็นที่ต้องการของบรรดานักสะสมมากที่สุด พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ยังมีเอกลักษณ์หลายอย่างที่ไม่พบเห็นในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงอื่นด้วยเช่นกัน ครูอาจารย์หลายท่านในอดีต ได้สรุปตำหนิพิมพ์ทรงของพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ออกมาหลายอย่าง ที่ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ในการพิจารณาพระสมเด็จฯ ตำหนิพิมพ์ทรงที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของพระอาสนะหรือฐานทั้ง 3 ชั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ได้นำเสนอว่า ตำหนิพิมพ์ทรงต่างๆรวมถึงเรื่องราวของ “ฐานพระสมเด็จฯ” นี้นั้นล้วนเกิดจากการที่ช่างได้ผสมผสานองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่อง “ทัศนียภาพ” เข้าไปในการแกะแม่พิมพ์ การศึกษาตำหนิพิมพ์ทรงต่างๆ โดยมีความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของตำหนิพิมพ์ทรงเหล่านั้น ตามแนวทางพิสูจน์หลักฐาน จึงน่าจะทำให้สามารถเข้าใจถึงเรื่องราวของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ในเชิงลึก ทำให้เข้าถึงพระสมเด็จแท้ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตได้จริง

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียง แนวทางพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ของ นิรนาม ที่มีการยอมรับกันในวงการพระเครื่องมาเป็นเวลายาวนาน โดยได้สรุป ตำหนิสำคัญ 11 ประการ ของทุกพิมพ์ย่อย และตำหนิเพิ่มเติม 3 ประการ สำหรับพิมพ์ที่ 3 พิมพ์อกกระบอก (นิรนามแบ่งออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย คือ พิมพ์พระประธาน พิมพ์อกวี พิมพ์อกกระบอก และพิมพ์เกศทะลุซุ้ม) ดังต่อไปนี้

ตำหนิที่ 1 กรอบนอกองค์พระสี่ด้าน เป็นเส้นนูน เฉพาะเส้นกรอบด้านซ้ายองค์พระ แล่นลงมาถึงระหว่างข้อศอกองค์พระ แล้วจมหายไปกับเส้นซุ้ม

ตำหนิที่ 2 กรอบแม่พิมพ์ด้านขวา (องค์พระ) เป็นเส้นนูนแล่นลงมาตลอด ชิดกับเส้นซุ้มด้านล่างสุด

ตำหนิที่ 3 เส้นซุ้มเรือนแก้ว เป็นเส้นค่อนข้างใหญ่นูน คล้ายเส้นหวายผ่าซีก ด้านในเส้นซุ้มเป็นเส้นตั้งจากพื้น พื้นองค์พระนอกเส้นซุ้มจะเทลาดเอียงเล็กน้อย

ตำหนิที่ 4 พระพักตร์ เป็นเหมือนผลมะตูม

ตำหนิที่ 5 มีหูทั้งสองข้าง แต่บางองค์ติดไม่ชัด

ตำหนิที่ 6 ตรงส่วนโค้งลำแขนติดหัวไหล่ หัวไหล่ขวาจะมีเนื้อหนากว่าหัวไหล่ซ้าย

ตำหนิที่ 7 หัวเข่าซ้ายองค์พระ นูนสูงกว่าหัวฐานชั้นแรก

ตำหนิที่ 8 หัวเข่าขวาจะนูนต่ำกว่าหัวฐานชั้นแรก

ตำหนิที่ 9 องค์พระจะหันตะแคงไปทางด้านขวามือองค์พระเล็กน้อย และฐานชั้นที่ 1 2 3 จะหันไปทางซ้ายมือองค์พระ สลับกันกับการตะแคงขององค์พระ

ตำหนิที่ 10 พื้นผนังระหว่างฐานทั้งสามชั้น พื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 1 กับฐานชั้นที่ 2 สูงเสมอกับพื้น ส่วนพื้นผนังระหว่างพระเพลากับฐานชั้นที่ 1 และพื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 2 กับฐานชั้นที่ 3 จะสูงกว่าพื้นผนังองค์พระ

ตำหนิที่ 11 พื้นนอกซุ้มจะสูงกว่าพื้นในซุ้มเล็กน้อย จนดูแทบไม่เห็น ต้องตะแคงพระดูจึงพอเห็นเป็นเส้น

ตำหนิเพิ่มเติมสำหรับ สำหรับพิมพ์ที่ 3 พิมพ์อกกระบอก

ตำหนิที่ 12 ลำพระองค์จะเป็นรูปทรงกระบอก (ไม่เป็นรูปตัว วี เหมือนพิมพ์อื่น)

ตำหนิที่ 13 หัวฐานชั้นที่ 2 (ฐานสิงห์) จะเป็นเส้นนูนบางกว่าทุกพิมพ์

ตำหนิที่ 14 เส้นลำองค์พระ เส้นวงแขน ตลอดจนเส้นฐาน จะบางและคมชัดกว่าทุกพิมพ์

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ ใกล้เคียงพิมพ์ที่ 3 หรือ พิมพ์อกกระบอก (นิรนาม แบ่งออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย พิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 3 มีค่อนข้างน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพิมพ์ที่ 2 ส่วนพิมพ์ที่ 4 มีพอสมควร แต่ไม่มากเท่าพิมพ์ที่ 2) ที่มีความงดงามมาก สภาพผ่านการใช้ เนื้อหนึกแกร่ง ปรากฏรอยแตกลายงา (การแตกลายงามักพบเจอในพระเนื้อหนึกแกร่งที่มีการลงรัก) มีวรรณะน้ำตาล ตัดขอบใกล้เส้นกรอบบังคับพิมพ์ มีองค์ประกอบพระสมเด็จฯแท้ ทั้ง 3 อย่างปรากฏให้เห็น คือเม็ดพระธาตุ รอยหนอนด้น และรอยรูพรุนเข็ม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา ลำพระองค์เป็นรูปทรงกระบอก สังเกตเห็นร่องรอยเส้นแซมใต้ตัก ฐานชั้นกลางเป็นฐานสิงห์ ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ มีรอยยุบย่นแยก รอยริ้วระแหงให้เห็น ปรากฏรอยปูไต่ (รอยปริกะเทาะตามขอบ) ปรากฏคราบคล้ายน้ำมันตังอิ้วให้เห็น เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ 

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม