พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงใหญ่นั้น นอกจากจะเป็นพิมพ์ทรงที่ได้รับความนิยมและมีมูลค่าเช่าหาบูชาสูงที่สุดในบรรดาพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พิมพ์ทรงนี้ยังเป็นพระที่มีลักษณะเด่นหรือตำหนิพิมพ์ทรงหลายอย่างที่แตกต่างออกไปจากพิมพ์ทรงอื่นๆ โดยในตอนนี้ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตนำเสนอถึงตำหนิพิมพ์ทรงที่สำคัญเรื่องหนึ่ง ที่สามารถนำมาช่วยในการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ได้ด้วยเช่นกัน คือลักษณะของ “วงพระกร” หรือ “วงแขนท่อนล่าง” 

ตรียัมปวาย ได้อธิบายถึงลักษณะพระพาหา (แขน) และพระหัตถ์ (มือ) ของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ในหนังสือปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง เล่มที่ 1 ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้...

“พระพาหา ลีลาการทอดพระพาหา ปางสมาธิ โค้งสลวย ตรงกับกัปประ (ข้อศอก) และข้อพระหัตถ์ (ข้อมือ) ลักษณะวาดมนเป็น ๓ ตอน คือพระพาหุ (แขนท่อนบน) พระกร (แขนท่อนล่าง) และพระหัตถ์ (มือ) พระพาหุซ้ายมักคอดกว่าเบื้องขวา การวาดวงพระพาหาซ้ายโค้งสลวยกว่าเบื้องขวา การทอดพระพาหา (ทอดแขน) ทั้งสอง ทิ้งลงมาได้ช่วงงาม ลักษณะผ่อนคลาย ไม่กางพระกัปประ (ศอก) แต่ค่อย ๆ ลาดมุมมน ๆ ตอนส่วนล่างระหว่างพระกรกับบริเวณพระหัตถ์เข้าหากัน ในลักษณะการซ้อนพระหัตถ์ โดยส่วนมากพระพาหาทั้งสองจะไม่ทอดดิ่งลงมาเบื้องล่าง แต่จะบิดเบี้ยวหรือโย้ขวาเล็กน้อย และส่วนมากระหว่างพระพาหา (หว่างแขน) ซ้าย จะกว้างและลึกกว่าเบื้องขวา

พระหัตถ์ แสดงลักษณะการซ้อนกันเป็นทิวเส้นที่มีส่วนหนาต่างขนาดกัน คือ ข้อพระหัตถ์เรียวลีบกว่าลำพระกร ต่อจากนั้นจะเป็นการซ้อนพระหัตถ์ปางสมาธิ ซึ่งเป็นเส้นหนานูน และยื่นล้ำออกมาข้างหน้าอย่างชัดเจน การซ้อนพระหัตถ์มิได้อยู่ตรงกลางแกนน้ำหนักของพระองค์ แต่เยื้องไปทางขวาเล็กน้อยเป็นส่วนมาก...”


“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯทุกพิมพ์ทรง มักจะมีวงพระพาหาที่กางออกในลักษณะผึ่งผายสง่างาม เป็นพุทธลักษณะของปางนั่งสมาธิ (ยกเว้นพิมพ์ทรงเจดีย์ ที่มีลักษณะคอดรัดเข้าหาลำพระองค์ เนื่องจากเป็นการแกะแม่พิมพ์จากมุมมองตะแคงข้างค่อนข้างมากประมาณ 45 องศา ยิ่งตะแคงมากวงแขนยิ่งคอดรัด) สำหรับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นั้นน่าจะแกะจากมุมมองประมาณ 15-30 องศา จึงไม่แตกต่างจากพิมพ์อื่นๆที่เป็นการแกะจากมุมมองตรง ๆจากด้านหน้ามากนัก แต่ก็ยังมีร่องรอยให้เห็น ดังที่ ตรียัมปวาย พูดถึงพระพาหา ว่า “ส่วนมากระหว่างพระพาหา (หว่างแขน) ซ้าย จะกว้างและลึกกว่าเบื้องขวา” การที่มักเห็นเป็นลักษณะเช่นนี้ อธิบายได้ง่าย ๆ ตามหลักการของ ทัศนียภาพ หรือการมองเห็นแบบมีมิติตามที่ตาเห็นจริงคือด้านที่อยู่ไกลกว่า (ขวามือองค์พระ) ย่อมมีขนาดเล็กกว่าด้านที่อยู่ใกล้ (ซ้ายมือองค์พระ) ในองค์ครูบางองค์ที่มีลักษณะแตกต่างออกไปนั้น อาจจะเกิดจากการลงปลายเหล็กแหลมหรือสิ่วที่หนักหรือเบาไปบ้าง 

ส่วนที่ตรียัมปวาย พูดถึง พระหัตถ์ว่า “การซ้อนพระหัตถ์มิได้อยู่ตรงกลางแกนน้ำหนักของพระองค์ แต่เยื้องไปทางขวาเล็กน้อยเป็นส่วนมาก” วิธีพิสูจน์ง่าย ๆ ว่าเกิดจากการที่ช่างแกะตามหลัก ทัศนียภาพ ก็คือ ให้วาดเส้นโค้งคล้ายรอยยิ้มลงบนกระดาษ จากนั้นให้ตะแคงมองจากด้านซ้ายมือของรูป จะเห็นท้องของเส้นโค้งเยื้องมาทางขวามือเล็กน้อย เป็นลักษณะเดียวกับที่ช่างแกะเส้นพระกรและพระหัตถ์พระ (ในองค์ครูหลาย ๆ องค์ก็อาจไม่ได้เป็นเช่นนี้ ก็อาจจะด้วยเหตุผลคล้าย ๆ กันกับ “หว่างพระพาหา”)

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึง พระกรและพระหัตถ์ ในภาพรวมเป็นเส้นสายเดียวกันแล้วนั้น จะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่มักจะปรากฏ อยู่ในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่องค์ครูแทบทุกองค์เลยทีเดียว ก็คือ วงพระกรของพระพิมพ์นี้นั้นจะมีลักษณะเป็นเส้นโค้งคล้าย “วงพระจันทร์” เป็นลักษณะของการที่ช่าง ปาดปลายเหล็กแหลมหรือสิ่วจากปลายพระกัปประ (ข้อศอก) ขวามือองค์พระ ไปทางพระกัปประซ้าย (พระกัปประขวา มักจะอยู่สูงกว่าพระกัปประซ้ายเล็กน้อย) โดยที่เส้นสายมักจะค่อย ๆ เรียวเล็กลงตามลำดับ และเป็นเส้นสายที่ คมชัด หนักแน่น และมีพลัง แสดงถึงลักษณะของเชิงช่างที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ โดยที่ช่างจะตวัดทิ้งปลายให้โค้งขึ้นเป็นธรรมชาติเหมือนปลายตะขอ โดยไม่ได้กำหนดว่าจะต้องไปชนพอดีกับปลายล่างของเส้นพระพาหุ (แขนท่อนบน) ซ้ายองค์พระ ที่แกะเป็นเส้นดิ่งลงมาแต่อย่างใด ท้ายสุดแล้วช่างจะมีการแกะเส้นเชื่อมจากปลายตะขอไปเชื่อมกับด้านล่างของเส้นพระพาหุ (แขนท่อนบน) เกิดเป็นเส้นโค้งเล็ก ๆ คอดกิ่วอีกเส้นหนึ่งที่กลับด้านกับเส้นวงพระกร เป็นเอกลักษณ์ที่มักพบเห็นได้ในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ องค์ครู เกือบทั้งหมด บางองค์ “ปริ่มเกือบขาด” (อาจารย์ประกิต หลิมสกุล เคยอธิบายในคอลัมน์ ปาฏิหาริย์จากหิ้งพระ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ว่าในบางองค์ที่เส้นสายมีลักษณะของการคอดกิ่วจนเกือบ “ปริ่มขาด” ที่บริเวณนี้นั้น ถือว่าเป็นลักษณะหนึ่งของพระสมเด็จแท้ด้วยเช่นกัน) 

พูดง่าย ๆ ว่า ในขณะที่พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงอื่นนั้น ช่างจะแกะวงพระกรโดยเริ่มจากพระกัปประ (ข้อศอก) แต่ละข้างมาบรรจบกันตรงกลางบริเวณพระหัตถ์ แต่สำหรับพิมพ์ทรงใหญ่นั้นช่างจะเริ่มแกะจากบริเวณพระกัปประ (ข้อศอก) ขวามือองค์พระไปยังพระกัปประซ้ายนั่นเอง เป็นที่มาของเอกลักษณ์เฉพาะพิมพ์ทรงข้างต้น ซึ่งยังเป็นลักษณะเดียวกับที่ช่างเริ่มแกะพระสมเด็จฯจากบริเวณมุมขวาองค์พระ ด้านล่างสุดของฐานชั้นล่าง ดังที่เห็นร่องรอยของเส้นคล้ายจงอยปากนกที่บริเวณดังกล่าว แล้วจึงปาดปลายเหล็กแหลมหรือปลายสิ่วไปยังด้านซ้ายมือองค์พระ ร่องรอยเหล่านี้ทำให้อนุมานได้หรือไม่ว่า ในการแกะแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯนั้นช่างน่าจะแกะแม่พิมพ์จากด้านขวามือไปทางซ้ายองค์พระ และจากล่างขึ้นบน สอดคล้องกับทฤษฎีของช่างสิบหมู่ และน่าจะเป็นช่างที่ถนัดมือขวาอีกด้วย

บทสรุป

พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นั้น เป็นพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงที่ได้รับความนิยมสูงสุด และยังมีมูลค่าเช่าหาสูงที่สุดด้วยเช่นกัน พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ยังมีลักษณะเด่นหรือตำหนิพิมพ์ทรงบางอย่างที่แตกต่างจากพิมพ์ทรงอื่นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของ “วงพระกร” ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว เป็นเส้นสายที่ คมชัด หนักแน่น และมีพลัง แสดงออกถึงเอกลักษณ์เชิงช่างของช่างผู้แกะแม่พิมพ์ การทำความเข้าใจถึงลักษณะของตำหนิพิมพ์ทรงนี้ จึงน่าจะมีส่วนช่วยให้การพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตได้ด้วยเช่นกัน 

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียง แนวทางพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ของ นิรนาม ที่มีการยอมรับกันในวงการพระเครื่องมาเป็นเวลายาวนาน โดยได้สรุป ตำหนิสำคัญ 11 ประการ ของทุกพิมพ์ย่อย และตำหนิเพิ่มเติม 4 ประการ สำหรับพิมพ์ที่ 1 พิมพ์พระประธาน ดังต่อไปนี้

ตำหนิที่ 1 กรอบนอกองค์พระสี่ด้าน เป็นเส้นนูน เฉพาะเส้นกรอบด้านซ้ายองค์พระ แล่นลงมาถึงระหว่างข้อศอกองค์พระ แล้วจมหายไปกับเส้นซุ้ม

ตำหนิที่ 2 กรอบแม่พิมพ์ด้านขวา (องค์พระ) เป็นเส้นนูนแล่นลงมาตลอด ชิดกับเส้นซุ้มด้านล่างสุด

ตำหนิที่ 3 เส้นซุ้มเรือนแก้ว เป็นเส้นค่อนข้างใหญ่นูน คล้ายเส้นหวายผ่าซีก ด้านในเส้นซุ้มเป็นเส้นตั้งจากพื้น พื้นองค์พระนอกเส้นซุ้มจะเทลาดเอียงเล็กน้อย

ตำหนิที่ 4 พระพักตร์ เป็นเหมือนผลมะตูม

ตำหนิที่ 5 มีหูทั้งสองข้าง แต่บางองค์ติดไม่ชัด

ตำหนิที่ 6 ตรงส่วนโค้งลำแขนติดหัวไหล่ หัวไหล่ขวาจะมีเนื้อหนากว่าหัวไหล่ซ้าย

ตำหนิที่ 7 หัวเข่าซ้ายองค์พระ นูนสูงกว่าหัวฐานชั้นแรก

ตำหนิที่ 8 หัวเข่าขวาจะนูนต่ำกว่าหัวฐานชั้นแรก

ตำหนิที่ 9 องค์พระจะหันตะแคงไปทางด้านขวามือองค์พระเล็กน้อย และฐานชั้นที่ 1 2 3 จะหันไปทางซ้ายมือองค์พระ สลับกันกับการตะแคงขององค์พระ

ตำหนิที่ 10 พื้นผนังระหว่างฐานทั้งสามชั้น พื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 1 กับฐานชั้นที่ 2 สูงเสมอกับพื้น ส่วนพื้นผนังระหว่างพระเพลากับฐานชั้นที่ 1 และพื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 2 กับฐานชั้นที่ 3 จะสูงกว่าพื้นผนังองค์พระ

ตำหนิที่ 11 พื้นนอกซุ้มจะสูงกว่าพื้นในซุ้มเล็กน้อย จนดูแทบไม่เห็น ต้องตะแคงพระดูจึงพอเห็นเป็นเส้น

ตำหนิเพิ่มเติมสำหรับพิมพ์ที่ 1 พิมพ์พระประธาน

ตำหนิที่ 12 เศียรพระ และส่วนที่แสดงเป็นลำองค์พระ ตลอดจนเส้นแซมและเส้นฐานทุกเส้นจะใหญ่กว่าพิมพ์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4

ตำหนิที่ 13 วงแขนทั้งสองข้างเกือบจะเป็นเส้นตรงแล่นลงมา (หรือสอบขนานกับลำองค์พระ)

ตำหนิที่ 14  ระหว่างพระเพลา (ขาตัก) กับฐานด้านบนสุด จะมีเส้นแซม (พิมพ์อื่นไม่มี – นิรนาม บอกด้วยว่าในพิมพ์ที่ 2 นั้นอาจจะเห็นเป็นเส้นจาง ๆ)

ตำหนิที่ 15  จะมีเส้นสังฆาฏิ แต่ค่อนข้างเล็ก 

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ที่ 1 หรือ พิมพ์พระประธาน ที่มีความงดงามสมบูรณ์มาก เนื้อหนึกนุ่ม มีเนื้อรักเก่าอยู่ตามร่องหลุม มีวรรณะน้ำตาล ตัดขอบชิดเส้นกรอบบังคับพิมพ์ มีองค์ประกอบพระสมเด็จฯแท้ ทั้ง 3 อย่างปรากฏให้เห็น คือเม็ดพระธาตุ รอยหนอนด้น และรอยรูพรุนเข็ม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา องค์พระล่ำสันสง่างาม เส้นซุ้มมีขนาดใหญ่ ร่องรอยเส้นแซมใต้ตัก ลักษณะแขนสองข้างทิ้งตรงลงมาเป็นรูปตัวยูซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพิมพ์ที่ 1 วงพระกรเป็นลักษณะโค้งคล้าย “วงพระจันทร์” เริ่มต้นจากพระกัปประ (ศอก) ขวาองค์พระ ช่วงปลายเป็นเส้นเชื่อม กับพระกัปประ (ศอก) ซ้ายองค์พระ เป็นลักษณะเด่นที่มักพบในพิมพ์ทรงนี้ ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ มีรอยยุบย่นแยก รอยริ้วระแหงให้เห็น ปรากฏรอยปูไต่ (รอยปริกะเทาะตามขอบ) ทั้ง 4 ด้าน เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม