การเล่นหาพระเครื่องของบรรดานักสะสมตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันนั้น ปัจจัยหนึ่งที่มีผลอย่างมากต่อมูลค่าเช่าหาเปลี่ยนมือของพระเครื่องที่เล่นหาก็คือสภาพความสมบูรณ์ขององค์พระ โดยเฉพาะพระเบญจภาคี อันประกอบด้วย พระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต พระสมเด็จนางพญา พระรอดลำพูน พระกำแพงซุ้มกอ และ พระผงสุพรรณ ที่มีการสร้างมาเป็นระยะเวลาเป็นร้อยๆปีแล้วนั้น พระที่มีสภาพสมบูรณ์นั้นหาได้ยาก และสำหรับพระที่มีสภาพสมบูรณ์พอๆกัน องค์ไหนจะมีคุณค่านิยมมากกว่ากันนั้น สุดท้ายอาจจะต้องตัดสินกันที่รายละเอียดของ “พระพักตร์” ว่ามีความคมชัดของเส้นสาย หรือพูดแบบชาวบ้านคือเป็นพระที่ “หูตากระพริบ” แค่ไหน เพื่อมอบตำแหน่งองค์แชมป์ให้

แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเด็นเรื่อง “หูตากระพริบ” ที่ค่อนข้างมีผลต่อการประเมินพระว่าเป็นระดับ “สวยแชมป์” หรือไม่ ในพระเบญจภาคีประเภทอื่นนั้น มักจะไม่ค่อยถูกนำมาพูดถึงนัก ในวงการพระสมเด็จฯ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เล่นหาพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงมาตรฐานตามตำราของตรียัมปวาย โดยองค์ที่เรียกว่า “องค์ครู” หรือ “องค์ดารา” ที่มีคุณค่านิยมสูงระดับแปดเก้าหลัก ในปัจจุบันนั้น ล้วนแล้วแต่ไม่ได้มีการนำประเด็นนี้เข้ามาพิจารณาด้วยเลย โดยเฉพาะในพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงใหญ่ ที่มีองค์ครูอยู่เป็นจำนวนมากพอสมควรนั้น แทบจะไม่เห็นองค์ที่จัดได้ว่ามี “พระพักตร์” เลย อย่างไรก็ตามมีผู้ศึกษาเฉพาะกลุ่มในเรื่องนี้อยู่ด้วยเช่นกัน

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า ร่องรอยของ “พระพักตร์” หรือการปรากฏของพระเนตร พระนาสิก พระโอษฐ์ของพระสมเด็จฯ นั้นมีปรากฏให้เห็นในพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเกศบัวตูม ซึ่งเป็นพิมพ์ทรงที่มีการแกะแม่พิมพ์อย่างประณีตโดยช่างทองหลวง เป็นการแกะหลังจากที่มีการแกะพิมพ์ทรงแรกคือพิมพ์ทรงฐานแซมซึ่งประณีตน้อยกว่ามาก จากนั้นจึงแกะพิมพ์ทรงเจดีย์ และพิมพ์ทรงใหญ่ มาเป็นลำดับ (พิมพ์ทรงปรกโพธิ์น่าจะเป็นลักษณะของการดัดแปลงจากพิมพ์เดิมที่มีอยู่) เรื่องนี้ชวนให้คิดว่า นอกจากพิมพ์ทรงเกศบัวตูมแล้ว ช่างได้แกะแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์อื่นให้มีพระพักตร์ด้วยหรือไม่ ข้อมูลที่นำมาเสนอต่อจากนี้ น่าจะช่วยตอบคำถามนี้ได้บ้าง

ตรียัมปวาย ได้อธิบายถึงลักษณะของพระศิระ (เศียร) และพระพักตร์ โดยรวม ของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ไว้ในหนังสือปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่องเล่มที่ 1 ว่ามีอยู่ 4 แบบ คือ แบบผลมะตูม แบบรูปไข่ แบบเสี้ยม และแบบป้อม โดยเฉพาะแบบผลมะตูมนั้น ตรียัมปวายบอกว่า...

“...เป็นลักษณะวาดวงมนทรงผลมะตูมอย่างได้สัดส่วน สัณฐานค่อนข้างเขื่องเล็กน้อย จัดเป็นแบบที่งดงามที่สุดและเด่นชัดที่สุด องค์ที่คมชัดจริงๆ จะปรากฏร่องรอยของพระเนตร (วงขอบนัยน์ตา) เบื้องซ้าย เป็นตุ่มกลม ขนาดปลายเม็ดงา มีร่องโดยรอบ อยู่ต่ำกว่าพระเนตรขวา และอยู่เฉียงไปทางซ้ายมาก เบื้องขวา เป็นทรงข้าวหลามตัดลบมุม และไม่แสดงดวงพระเนตรให้เป็นตุ่มสัณฐาน...” 

ถ้าอ้างอิงจากข้อมูลชุดนี้ แสดงว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ น่าจะเป็นอีกแม่พิมพ์หนึ่งที่ช่างได้มีการแกะพระเนตรลงไปในแม่พิมพ์ด้วยเช่นกัน นอกจากที่มีปรากฏในแม่พิมพ์เกศบัวตูม เพียงแต่จะหลงเหลือเป็นริ้วรอยเล็กๆให้พอสังเกตเห็น คล้ายๆกับที่เห็นในแม่พิมพ์เกศบัวตูมด้วยเช่นกัน 

ถ้าอ้างตาม “ทฤษฎีการคลี่คลายทางพิมพ์ทรง” ที่บอกว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯ นั้นมีวิวัฒนาการจากพิมพ์ทรงฐานแซม (ประณีตน้อย ได้รับอิทธิพลจาก พระสมเด็จวัดเกศไชโย) มาเป็นพิมพ์ทรงเกศบัวตูม (ประณีตมาก ทรงเครื่องแบบไทยโบราณ) พิมพ์ทรงเจดีย์ (สอดแทรกองค์ความรู้ศิลปะตะวันตกเข้าไปบางส่วน) พิมพ์ทรงใหญ่ (มีความเป็นสังเขป ผสมผสานองค์ความรู้ตะวันตก “แบบทัศนียภาค” เข้าไปการออกแบบเต็มที่) “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่ “รูปแบบพิมพ์ทรง” หรือที่ช่างยุคปัจจุบันเรียกว่าดรอว์อิ้ง ที่ใช้ในการแกะแม่พิมพ์พระสมเด็จฯ สำหรับพิมพ์ทรงเกศบัวตูม เป็นแบบที่มีรายละเอียดครบถ้วนทุกอย่างปรากฏบนดรอว์อิ้ง (แม้กระทั่งปลายพระบาท) รวมถึงการกำหนดให้มี พระเนตร พระนาสิก พระโอษฐ์ บนพระพักตร์องค์พระ ซึ่งช่างควรจะต้องแกะแม่พิมพ์ให้มีลวดลายครบถ้วนตามนั้น  

ประเด็นต่อมาคือแล้วสำหรับพิมพ์ทรงเจดีย์นั้น “รูปแบบพิมพ์ทรง” จะมีลักษณะเป็นอย่างไร ข้อมูลจากวัตถุพยานคือพระสมเด็จฯองค์ครู ในพิมพ์ทรงนี้นั้น เท่าที่มีปรากฏ น่าจะยังไม่พบเห็นองค์ที่ปรากฏร่องรอยของเค้าพระพักตร์ แต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่า พระพิมพ์นี้ไม่มีการแกะพระพักตร์ลงบนแม่พิมพ์ ที่ไม่เห็นนั้นอาจจะเกิดจากลบเลือนจากการนำพระไปใช้งาน หรือเกิดจากการสึกหรอของแม่พิมพ์ก็ได้ ถ้าว่าไปแล้วงานแกะสลักแม่พิมพ์พระสมเด็จฯที่เป็นผลงานระดับช่างทองหลวง จึงควรจะมีการแกะรายละเอียดต่างๆของพระให้ครบถ้วนซึ่งรวมถึงพระพักตร์ขององค์พระ

ในภาพรวมนั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตเสนอว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงมาตรฐาน ที่สร้างโดยช่างทองหลวงนั้นเป็นพุทธศิลปกรรมที่มีความประณีต โดยในบางพิมพ์ทรงได้มีการผสมผสานเอาองค์ความรู้ของศิลปกรรมตะวันตกเข้ามาช่วยในการออกแบบด้วย เช่นเรื่องของ “ทัศนียภาพ” หรือการมองเห็นแบบมีมิติตามที่ตาคนเห็นจริง รวมถึงองค์พระที่มีความ “สังเขป” มากขึ้น  แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการลดทอนคุณค่าเดิมของศิลปะไทยโบราณ และเมื่อประกอบกับร่องรอยของพยานหลักฐานที่มีปรากฏ จึงเป็นไปได้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว ช่างได้มีการแกะรายละเอียดของพระเนตร พระนาสิก พระโอษฐ์ ลงบนแม่พิมพ์ทุกพิมพ์ทรง ตัวอย่างดังเช่นที่ปรากฏพระพักตร์ให้เห็นในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูมองค์ครูบางองค์ และเป็นได้ด้วยหรือไม่ ที่พระสมเด็จวัดระฆังฯทุกพิมพ์ทรงนั้น ช่างยังได้แกะรายละเอียดต่างๆอย่างครบถ้วนเหมือนกันทุกพิมพ์ทรงที่แสดงถึงอาการครบ 32 ประการ ส่วนบางองค์ที่ไม่เห็นรายละเอียดบางอย่างนั้น อาจเกิดจากการสึกขององค์พระจากการใช้งาน หรือการสึกหรอของแม่พิมพ์ หรือเกิดจากเหตุผลอื่น เช่นในพิมพ์ทรงใหญ่ที่มักมองไม่เห็นพระกรรณด้านขวามือองค์พระนั้น อาจเกิดจากการที่องค์พระนั่งตะแคงขวา ตามหลัก “ทัศนียภาพ” ทำให้พระกรรณจมลงไปในพื้นผนังองค์พระเป็นต้น 

บทส่งท้าย

ค่านิยมในการเล่นหาพระเครื่องแต่โบราณกาล โดยเฉพาะพระเบญจภาคีนั้น ในองค์ที่มีความสมบูรณ์พอๆกันนั้น องค์ที่พระพักตร์ มีเส้นสายชัดเจน หรือ “หูตากระพริบ” คุณค่านิยมจะมีมากกว่า อย่างไรก็ตาม ในการเล่นหาพระสมเด็จฯกลุ่มพิมพ์ทรงมาตรฐานนั้น ประเด็นเรื่องนี้นั้นมักไม่ได้มีการนำมาพิจารณา อาจจะเนื่องด้วยพระสมเด็จวัดระฆังฯองค์ครูที่มีปรากฏทั้งหมดนั้น แทบจะไม่มีองค์ที่มีพระพักตร์ให้เห็นเลย อย่างไรก็ตาม ในการแกะแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯนั้น จากร่องรอยพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง มีความเป็นไปได้ว่าช่างอาจจะได้มีการแกะพระเนตร พระนาสิก พระโอษฐ์เอาไว้ด้วย โดยมีลักษณะใกล้เคียงกับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูม องค์ครู การที่มักจะมองไม่เห็นพระพักตร์ในพระสมเด็จฯนั้น อาจจะมีการสึกจากการใช้งาน หรือเกิดจากแม่พิมพ์สึกหรอ และมีความเป็นไปได้ว่า ในการแกะแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯทุกพิมพ์ทรงนั้น ช่างได้มีการแกะอวัยวะไว้ครบทั้ง 32 ประการ รวมถึงองค์ประกอบต่างๆเช่นฐาน เส้นแซม เส้นซุ้มผ่าหวาย และกรอบบังคับพิมพ์ ไว้ในลักษณะใกล้เคียงกัน 

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียง แนวทางพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ของ นิรนาม ที่มีการยอมรับกันในวงการพระเครื่องมาเป็นเวลายาวนาน โดยได้สรุป ตำหนิสำคัญ 11 ประการ ของทุกพิมพ์ย่อย และตำหนิเพิ่มเติม 4 ประการ สำหรับพิมพ์ที่ 1 พิมพ์พระประธาน ดังต่อไปนี้

ตำหนิที่ 1 กรอบนอกองค์พระสี่ด้าน เป็นเส้นนูน เฉพาะเส้นกรอบด้านซ้ายองค์พระ แล่นลงมาถึงระหว่างข้อศอกองค์พระ แล้วจมหายไปกับเส้นซุ้ม

ตำหนิที่ 2 กรอบแม่พิมพ์ด้านขวา (องค์พระ) เป็นเส้นนูนแล่นลงมาตลอด ชิดกับเส้นซุ้มด้านล่างสุด

ตำหนิที่ 3 เส้นซุ้มเรือนแก้ว เป็นเส้นค่อนข้างใหญ่นูน คล้ายเส้นหวายผ่าซีก ด้านในเส้นซุ้มเป็นเส้นตั้งจากพื้น พื้นองค์พระนอกเส้นซุ้มจะเทลาดเอียงเล็กน้อย

ตำหนิที่ 4 พระพักตร์ เป็นเหมือนผลมะตูม

ตำหนิที่ 5 มีหูทั้งสองข้าง แต่บางองค์ติดไม่ชัด

ตำหนิที่ 6 ตรงส่วนโค้งลำแขนติดหัวไหล่ หัวไหล่ขวาจะมีเนื้อหนากว่าหัวไหล่ซ้าย

ตำหนิที่ 7 หัวเข่าซ้ายองค์พระ นูนสูงกว่าหัวฐานชั้นแรก

ตำหนิที่ 8 หัวเข่าขวาจะนูนต่ำกว่าหัวฐานชั้นแรก

ตำหนิที่ 9 องค์พระจะหันตะแคงไปทางด้านขวามือองค์พระเล็กน้อย และฐานชั้นที่ 1 2 3 จะหันไปทางซ้ายมือองค์พระ สลับกันกับการตะแคงขององค์พระ

ตำหนิที่ 10 พื้นผนังระหว่างฐานทั้งสามชั้น พื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 1 กับฐานชั้นที่ 2 สูงเสมอกับพื้น ส่วนพื้นผนังระหว่างพระเพลากับฐานชั้นที่ 1 และพื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 2 กับฐานชั้นที่ 3 จะสูงกว่าพื้นผนังองค์พระ

ตำหนิที่ 11 พื้นนอกซุ้มจะสูงกว่าพื้นในซุ้มเล็กน้อย จนดูแทบไม่เห็น ต้องตะแคงพระดูจึงพอเห็นเป็นเส้น ตำหนิเพิ่มเติมสำหรับพิมพ์ที่ 1 พิมพ์พระประธาน

ตำหนิที่ 12 เศียรพระ และส่วนที่แสดงเป็นลำองค์พระ ตลอดจนเส้นแซมและเส้นฐานทุกเส้นจะใหญ่กว่าพิมพ์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4

ตำหนิที่ 13 วงแขนทั้งสองข้างเกือบจะเป็นเส้นตรงแล่นลงมา (หรือสอบขนานกับลำองค์พระ)

ตำหนิที่ 14  ระหว่างพระเพลา (ขาตัก) กับฐานด้านบนสุด จะมีเส้นแซม (พิมพ์อื่นไม่มี – นิรนาม บอกด้วยว่าในพิมพ์ที่ 2 นั้นอาจจะเห็นเป็นเส้นจางๆ)

ตำหนิที่ 15  จะมีเส้นสังฆาฏิ แต่ค่อนข้างเล็ก 

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ที่ 1 หรือ พิมพ์พระประธาน ที่มีความงดงามสมบูรณ์ ผ่านการใช้งาน เนื้อหนึกแกร่ง ปรากฏรอยแตกลายงา (การแตกลายงามักพบเจอในพระเนื้อหนึกแกร่งที่มีการลงรัก) มีเนื้อรักเก่าอยู่ตามร่องหลุม มีวรรณะน้ำตาล ตัดขอบใกล้เส้นกรอบบังคับพิมพ์ มีองค์ประกอบพระสมเด็จฯแท้ ทั้ง 3 อย่างปรากฏให้เห็น คือเม็ดพระธาตุ รอยหนอนด้น และรอยรูพรุนเข็ม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา องค์พระล่ำสันสง่างาม เส้นซุ้มมีขนาดใหญ่ ร่องรอยเส้นแซมใต้ตักเห็นไม่ชัดเจนนัก ลักษณะแขนสองข้างทิ้งตรงลงมาเป็นรูปตัวยูซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพิมพ์ที่ 1 ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ มีรอยยุบย่นแยก รอยริ้วระแหงให้เห็น ปรากฏรอยปูไต่ (รอยปริกะเทาะตามขอบ) เห็นชัดเจนด้านขวามือ เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ 

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม