พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นั้น ถือว่าเป็นงานประติมากรรมปูนปั้นขนาดเล็ก เป็นรูปเคารพแทนองค์พระพุทธองค์ เป็นลักษณะของพระพุทธรูปปางสมาธิ พยานหลักฐานที่จะนำมายืนยันว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ท่านได้ให้ช่างผู้แกะแม่พิมพ์ใช้พระพุทธรูปสำคัญหรือพระประธานวัดไหน เป็น “แม่แบบ” ในการออกแบบพิมพ์ทรงของพระสมเด็จวัดระฆังฯเหล่านี้นั้น หาได้ยาก หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดที่มีอยู่ ก็คือองค์พระสมเด็จวัดระฆังฯนั่นเอง ที่ถือว่าเป็นวัตถุพยาน ที่จะนำไปสู่การแสวงหาข้อสรุปในเรื่องนี้
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูมและพิมพ์ทรงเจดีย์นั้น ช่างน่าจะได้แรงบันดาลใจในการออกแบบพิมพ์ทรงมาจาก พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือองค์พระแก้วมรกต ประดิษฐานในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง องค์พระสมเด็จฯนั้น มีความล่ำสันคล้ายองค์พระแก้วมรกต และยังมีลักษณะอีกหลายอย่างในพิมพ์ทรงที่คล้ายกับการทรงเครื่องทรงฤดูฝนขององค์พระแก้วมรกต พิมพ์ทรงฐานแซมนั้น ช่างน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากการผสมผสานพุทธศิลป์พิมพ์ทรงของพระพุทธสิหิงส์องค์ต่าง ๆ สังเกตจากลักษณะการนั่งแบบขัดสมาธิเพชร (องค์จริงที่ประดิษฐานที่วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ และที่หอพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแบบ “ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร” ส่วนองค์ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นั้นเป็น “ปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ”) ส่วนพิมพ์ทรงปรกโพธิ์นั้นน่าจะเป็นการดัดแปลงแม่พิมพ์มาจากพิมพ์ฐานแซมและพิมพ์เกศบัวตูม สำหรับพิมพ์ทรงใหญ่นั้น ครูอาจารย์หลายท่านในอดีต ให้ความเห็นว่าน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก “พระประธานยิ้มรับฟ้า” ในพระอุโบสถวัดระฆังฯ โดยมาจากลักษณะเด่นของท่านที่เป็นแบบพุทธศิลป์อู่ทอง (ลักษณะปลีกย่อยบางอย่างอาจจะแตกต่างไปบ้าง แต่เข้าใจว่าเป็นการกล่าวในเชิงให้เกียรติ) ซึ่งจะมีความคล้ายมากกับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ย่อยพิมพ์ที่ 1 หรือพิมพ์พระประธานที่มีความล่ำสัน ผึ่งผ่ายสง่างาม
สำหรับประวัติของพระประธานยิ้มรับฟ้าองค์นี้นั้น มีกล่าวไว้ใน “หนังสือที่รฤกงานพระราชทานเพลิงสรีรสังขาร พระธรรมธีรราชมหามุนี (เที่ยง อคฺคธมฺมมหาเถร) อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๑ และเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ฯลฯ วันอาทิตย์ ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๕” ว่า...
“พระประธานองค์เก่านั้น ของเดิมองค์เล็ก ปั้นด้วยปูน มีเสาหินขนาดย่อมเป็นแกน ไม่ใหญ่โตอย่างเดี๋ยวนี้ และผุพังทรุดโทรมมาก สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) ครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ได้ให้ช่างปั้นชาวบ้านช่างหล่อหลายคนด้วยกันที่สืบได้ 1 คนคือ นายจำเริญ พัฒนางกูร ร่วมกันปั้นรูปพระประธานทับพระประธานองค์เก่าจึงดูใหญ่โตขึ้น จนไม่น่าเชื่อว่าจะใช้เศวตรฉัตรองค์นี้กั้นถวายได้
ส่วนพระประธานองค์ปัจจุบันนี้ สืบไม่ได้ความว่านำมาจากไหน เป็นแต่ได้รับคำบอกเล่าจากพระครูเมธังกร (ทอง) ว่า สมเด็จพระพุทโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) ได้เล่าให้ฟังว่า สมเด็จฯ เมื่อยังดำรงตำแหน่งพระราชาคณะชั้นเทพได้ถามพระผู้เฒ่ารูปหนึ่ง ถึงเรื่องพระประธาน พระผู้เฒ่ารูปนั้นทั้งชาววัดและชาวบ้าน เรียกท่านว่า เสด็จสระ เพราะท่านอยู่บนหอไตรที่ตั้งอยู่บนสระ ความจริงท่านไม่ได้เป็นเจ้านายอะไร เป็นเพราะหม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันท์ (ม.จ.ทัด เสนียวงศ์) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม เรียกท่านว่าหลวงพี่ ท่านก็เลยตั้งความนับถือตัวเองว่าเป็นเจ้า ประกอบกับท่านมีสติคุ้มดีคุ้มร้ายด้วย เมื่อใครจะพูดถามกับท่านต้องเรียกว่า เสด็จ ถ้าไม่เรียกอย่างนั้นจะไม่ยอมพูดด้วย พระผู้เฒ่ารูปนี้แหละได้เรียนให้สมเด็จฯ ทราบว่า เมื่อท่านยังเป็นเด็กรู้ความแล้ว เห็นเขาขนพระเป็นท่อนๆ ใส่เรือมาขึ้นที่ท่าต้นโศก (ที่ริมเขื่อนหน้าวัดระฆังโฆสิตาราม ใกล้ศาลาท่าน้ำวัดมีต้นโศกต้นใหญ่ประมาณ ๒ อ้อมเศษ ปัจจุบันไม่มีแล้ว) แล้วขนเอาไปในพระอุโบสถ ทราบเพียงเท่านี้ สมเด็จฯ จึงทราบว่าพระประธานในพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตารามเป็นพระหล่อไม่ใช่พระปูนปั้น...” ถ้าอ้างอิงจากข้อมูลนี้ หม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันท์ (ม.จ.ทัด เสนียวงศ์) ประสูติเมื่อปี พ.ศ. 2365 สมเด็จพระพุทโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ เมื่อปี พ.ศ. 2439 พระประธานองค์ปัจจุบันจึงน่าจะมีการนำมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม ก่อนที่จะมีการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงมาตรฐาน ที่น่าจะเริ่มสร้างประมาณปี พ.ศ. 2409
มีเรื่องเล่าว่าเมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาถวายผ้าพระกฐิน ที่วัดระฆังโฆสิตาราม ได้มีพระราชดำรัสว่า “ไปวัดไหนไม่เหมือนมาวัดระฆัง พอเข้าประตูโบสถ์ พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที” พุทธศิลป์แบบอู่ทองนั้นจะมีความผึ่งผาย สง่างาม พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยมแบบโบราณ พระโอษฐ์กว้าง แย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย เป็นที่มาของชื่อ “ยิ้มรับฟ้า”
ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “การเมืองในสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ ๑” (สำนักพิมพ์มติชน) สรุปความได้ว่า พระประธานปางสมาธิ นั้นเป็นปางพระราชนิยมของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จากเดิมที่สมัยก่อนหน้านั้น มักนิยมสร้างเป็นแบบ “ปางมารวิชัย” อาจารย์ชาตรีบอกด้วยว่า วัดที่รัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนาหรือโปรดเกล้าฯให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์นั้นมีอยู่ 12 วัด ซึ่งในจำนวนนี้มีอยู่ 8 วัด ที่มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ โดยมีวัดสำคัญเช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่มีพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) เป็นองค์พระประธาน วัดพระเชตุพนธ์วิมลมังคราม (วัดโพธิ์) ที่มีพระประธานคือ พระพุทธเทวปฏิมากร โดยทรงโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญมาจากพระอุโบสถวัดศาลาสี่หน้า (วัดคูหาสวรรค์) สำหรับวัดระฆังโฆสิตาราม ที่เป็น 1 ใน 8 วัดด้วยนั้น อาจารย์ชาตรี บอกด้วยว่า พระประธานยิ้มรับฟ้า นั้นน่าจะมีการสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ด้วยเช่นกัน
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอมุมมอง โดยอ้างอิงจากข้อมูลของตรียัมปวายว่า ในบรรดาพิมพ์ย่อยของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ที่มี 4 พิมพ์นั้น พิมพ์ที่ 1 คือ พิมพ์พระประธาน โดยรวมได้รับอิทธิพลจากพุทธศิลป์แบบอู่ทอง ในขณะที่อีก 3 พิมพ์ย่อยที่เหลือ ได้แก่ พิมพ์อกวี พิมพ์อกกระบอก และพิมพ์เกศทะลุซุ้ม นั้น น่าจะเป็นพิมพ์ที่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศิลป์แบบสุโขทัย ซึ่งลักษณะโดยรวมขององค์พระมีความอ่อนช้อยบอบบางมากกว่า น่าสนใจว่านอกจาก “พระประธานยิ้มรับฟ้า” ที่น่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ช่างในการออกแบบพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงใหญ่พิมพ์ทรงพระประธานแล้วนั้น น่าคิดว่าอีกสามพิมพ์ย่อยนั้น ช่างได้แรงบันดาลใจจากพระสำคัญองค์ไหน
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยตั้งข้อสังเกตว่า การออกแบบพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นั้น โดยรวมจะเป็นไปตามหลักการของ “ทัศนียภาพ” หรือเป็นมุมมองแบบมีมิติตามที่มองเห็นจริงผสมผสานกับการสร้างสมดุลของมวลน้ำหนักหรือการเพิ่มลดมวลเนื้อให้สัดส่วนดูมีมิติสอดคล้องกับความเป็นจริงและมีความงดงามตามหลักของงานประติมากรรมนูนต่ำ เส้นสายทุกเส้นบนผืนสี่เหลี่ยมชิ้นฟักจะเป็นไปตามหลักการนี้ ที่พิเศษก็คือ การออกแบบพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ น่าจะมีการเพิ่มรายละเอียดลงไปบนองค์พระอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระประธานที่เป็นแม่แบบในการออกแบบนั้นจะมีลักษณะเอนหลังเล็กน้อย ซึ่งลักษณะเช่นนี้นั้นมีการพบเจอในองค์พระพุทธรูป หรือพระประธานในพระอุโบสถบางองค์ด้วยเช่นกัน การที่องค์พระที่เป็นแม่แบบเอนหลังเล็กน้อยนั้น ทำให้องค์พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ตั้งแต่บั้นพระองค์ขึ้นไปจนถึงปลายพระเกศนั้น มีลักษณะทำมุมเอียงไปทางซ้ายมือองค์พระเล็กน้อยเช่นกัน (นอกจากจะตะแคงไปทางขวามือเล็กน้อย ดังที่ครูอาจารย์ในอดีตหลายท่านได้ออกมาตั้งข้อสังเกต) แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันที่ช่างได้มีการจินตนาการให้องค์พระที่เป็นแม่แบบเอนหลังเล็กน้อย เพื่อให้องค์พระสมเด็จฯที่กดออกมามีความสมดุลงดงามมากขึ้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า เมื่อตะแคงมององค์พระจากด้านขวามือองค์พระ พระจะกลับเข้าสู่สมดุลในทุกสัดส่วน เข้าใจว่า การที่ต้นพระพาหาซ้ายองค์พระมีการยุบตัวลงไปนั้นก็เพื่อให้องค์พระมีความสมดุลเมื่อมองจากมุมมองนี้ด้วยเช่นกัน ข้อมูลจากการพิจารณาองค์พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่เหล่านี้ เมื่อนำไปพิจารณาร่วมกับร่องรอยพยานหลักฐานอื่น ๆ อาจจะทำให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปในการออกแบบพิมพ์ทรงของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ได้ดีขึ้น เป็นไปได้ไหมว่า “แม่แบบ” อีกองค์หนึ่งในการออกแบบพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ก็คือ “พระสำคัญ” ปางสมาธิองค์ใดองค์หนึ่งที่รัชกาลที่ 1 หรือรัชกาลอื่น ในช่วงเวลาก่อนที่จะได้มีการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯ ได้โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นหรือให้นำเข้ามาประดิษฐานในวัดสำคัญในกรุงรัตนโกสินทร์
บทส่งท้าย
พระสมเด็จวัดระฆังฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตพิมพ์ทรงต่าง ๆ นั้น มีการสันนิษฐานว่าแรงบันดาลใจในการออกแบบพิมพ์ทรงนั้น น่าจะมาจากพระสำคัญที่เป็นพระประธานในพระอุโบสถตามวัดต่าง ๆ เช่น พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเกศบัวตูมและพิมพ์ทรงเจดีย์ นั้น น่าจะได้แรงบันดาลใจจาก พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พิมพ์ทรงฐานแซมนั้น น่าจะมาจากการผสมผสานพุทธศิลป์พิมพ์ทรงของพระพุทธสิหิงส์ที่ประดิษฐานอยู่หลายที่ มีทั้งแบบ ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร และปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ สำหรับพิมพ์ทรงใหญ่นั้นส่วนหนึ่งน่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “พระประธานยิ้มรับฟ้า” ในพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม แต่ก็เชื่อว่าน่าจะได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากพระประธานในที่อื่นด้วยอีกเช่นกัน การทำความเข้าใจถึงพุทธศิลป์พิมพ์ทรงตลอดจนตำหนิเอกลักษณ์สำคัญต่าง ๆ ที่มีปรากฏบนองค์พระสมเด็จฯ จึงอาจจะมีส่วนช่วยได้เช่นกันในการทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไป หรืออาจจะเรียกว่า “แม่แบบ” ในการออกแบบพิมพ์ทรงพระสมเด็จวัดระฆังฯ
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียง แนวทางพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ของ นิรนาม ที่มีการยอมรับกันในวงการพระเครื่องมาเป็นเวลายาวนาน โดยได้สรุป ตำหนิสำคัญ 11 ประการ ของทุกพิมพ์ย่อย และตำหนิเพิ่มเติม 4 ประการ สำหรับพิมพ์ที่ 2 พิมพ์อกวี ดังต่อไปนี้
ตำหนิที่ 1 กรอบนอกองค์พระสี่ด้าน เป็นเส้นนูน เฉพาะเส้นกรอบด้านซ้ายองค์พระ แล่นลงมาถึงระหว่างข้อศอกองค์พระ แล้วจมหายไปกับเส้นซุ้ม
ตำหนิที่ 2 กรอบแม่พิมพ์ด้านขวา (องค์พระ) เป็นเส้นนูนแล่นลงมาตลอด ชิดกับเส้นซุ้มด้านล่างสุด
ตำหนิที่ 3 เส้นซุ้มเรือนแก้ว เป็นเส้นค่อนข้างใหญ่นูน คล้ายเส้นหวายผ่าซีก ด้านในเส้นซุ้มเป็นเส้นตั้งจากพื้น พื้นองค์พระนอกเส้นซุ้มจะเทลาดเอียงเล็กน้อย
ตำหนิที่ 4 พระพักตร์ เป็นเหมือนผลมะตูม
ตำหนิที่ 5 มีหูทั้งสองข้าง แต่บางองค์ติดไม่ชัด
ตำหนิที่ 6 ตรงส่วนโค้งลำแขนติดหัวไหล่ หัวไหล่ขวาจะมีเนื้อหนากว่าหัวไหล่ซ้าย
ตำหนิที่ 7 หัวเข่าซ้ายองค์พระ นูนสูงกว่าหัวฐานชั้นแรก
ตำหนิที่ 8 หัวเข่าขวาจะนูนต่ำกว่าหัวฐานชั้นแรก
ตำหนิที่ 9 องค์พระจะหันตะแคงไปทางด้านขวามือองค์พระเล็กน้อย และฐานชั้นที่ 1, 2, 3 จะหันไปทางซ้ายมือองค์พระ สลับกันกับการตะแคงขององค์พระ
ตำหนิที่ 10 พื้นผนังระหว่างฐานทั้งสามชั้น พื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 1 กับฐานชั้นที่ 2 สูงเสมอกับพื้น ส่วนพื้นผนังระหว่างพระเพลากับฐานชั้นที่ 1 และพื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 2 กับฐานชั้นที่ 3 จะสูงกว่าพื้นผนังองค์พระ
ตำหนิที่ 11 พื้นนอกซุ้มจะสูงกว่าพื้นในซุ้มเล็กน้อย จนดูแทบไม่เห็น ต้องตะแคงพระดูจึงพอเห็นเป็นเส้น
ตำหนิเพิ่มเติมสำหรับพิมพ์ที่ 2 พิมพ์อกวี
ตำหนิที่ 12 ระหว่างพระเพลา (ขาตัก) กับวงแขน จะมีเนื้อนูนแสดงเป็นพระเพลา อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากหัวเข่าวิ่งขึ้นไปชนวงแขนจะชัดเจนมาก (ลำพระองค์จะเป็นรูปตัววี)
ตำหนิที่ 13 วงแขนทั้งสองข้างจะกางออกมามากกว่าพิมพ์ที่ 1 (ใกล้เคียงกับพิมพ์ที่ 3 และพิมพ์ที่ 4)
ตำหนิที่ 14 พระเกศจะยาวกว่าพิมพ์ที่ 1 (ใกล้เคียงกับพิมพ์ที่ 3)
ตำหนิที่ 15 ฐานชั้นบนสุดจะยาวกว่าพิมพ์ที่ 1
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูปพระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระองค์ปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ที่ 2 หรือ พิมพ์อกวี (นิรนาม แบ่งออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย พิมพ์ที่ 1 พิมพ์พระประธาน และพิมพ์ที่ 3 พิมพ์อกกระบอก มีค่อนข้างน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพิมพ์ที่ 2 ส่วนพิมพ์ที่ 4 พิมพ์เกศทะลุซุ้ม มีพอสมควร แต่ไม่มากเท่าพิมพ์ที่ 2) ที่มีความงดงามมาก สภาพสมบูรณ์มาก เนื้อหนึกนุ่มผสมหนึกแกร่ง มีวรรณะขาวอมน้ำตาล ตัดขอบชิดเส้นกรอบบังคับพิมพ์ มีองค์ประกอบพระสมเด็จฯแท้ ทั้ง 3 อย่างปรากฏให้เห็น คือเม็ดพระธาตุ รอยหนอนด้น และรอยรูพรุนเข็ม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา องค์พระเอียงตะแคงทำมุมไปทางซ้ายมือองค์พระเล็กน้อยยาวไปถึงปลายพระเกศ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพิมพ์ทรงนี้ ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ มีรอยยุบย่นแยก รอยริ้วระแหงให้เห็น ปรากฏรอยปูไต่ (รอยปริกะเทาะตามขอบ) ปรากฏคราบคล้ายน้ำมันตังอิ้วให้เห็น เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์


