พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นั้น เป็นพระที่มีการแกะเส้นกรอบบังคับพิมพ์หรือเส้นกรอบกระจก ไว้ในทุกพิมพ์ทรง ลักษณะของเส้นกรอบกระจกในบางพิมพ์ทรง เช่นพิมพ์ทรงใหญ่นั้น ยังมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว นักสะสมพระสมเด็จฯในอดีต มีการยึดถือกันว่า เป็นตำหนิพิมพ์ทรงที่สำคัญในการตัดสินใจเช่าหาเปลี่ยนมือพระสมเด็จวัดระฆังฯ หรือเรียกว่าเป็น “เส้นเงินล้าน” เลยเช่นกัน
น่าสนใจว่า “เส้นกรอบกระจก” นี้มีความเป็นมาอย่างไร เหตุใดช่างจึงต้องออกแบบพระสมเด็จวัดระฆังฯ ให้มี “เส้นเงินล้าน” เส้นนี้ให้มีในพระสมเด็จวัดระฆังฯทุกพิมพ์ทรง และทำไมในพิมพ์ทรงใหญ่จึงมีลักษณะแตกต่างจากพิมพ์อื่น...
ถ้าอ้างตามเอกสารวิชาการเรื่องการแกะแม่พิมพ์หินสบู่ ของศูนย์ศิลปะและการช่างไทย สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2554 ที่อธิบายถึงขั้นตอนการแกะลวดลายลงบนหินสบู่ โดยเริ่มจากการร่างแบบเขียนสดว่า
“...ในการร่างแบบเขียนสดลงบนแผ่นหินสบู่นั้น ช่างจะเริ่มร่างแบบโดยการขีดเส้นแกนแนวตั้งและแนวนอนโดยใช้ปลายเหล็กแหลม หรือปลายแหลมของสิ่ว ขีดร่างบนผิวหน้าของหินสบู่ เริ่มจากเส้นนอกสุดเป็นเค้าโครง แล้วจึงร่างรายละเอียดเป็นลำดับถัดมา... จากนั้นใช้ปลายแหลมสิ่วขูดเป็นร่องตามเส้นที่ร่างไว้...”
เส้นกรอบบังคับพิมพ์น่าจะมีที่มาจาก “การขีดเส้นแกนแนวตั้งและแนวนอน” เพื่อเป็นกรอบในการแกะแม่พิมพ์ก่อนที่ช่างแกะจะมีการขีดร่างเส้นซุ้มผ่าหวาย ตามด้วยการขีดเส้นร่างองค์พระพุทธรูปและฐานทั้ง 3 ชั้น ก่อนที่จะมีการเริ่มแกะไล่พื้นลวดลาย โดยเริ่มจากบริเวณขอบมุมด้านล่างของเส้นซุ้มผ่าหวายขูดตวัดเฉียงขึ้นด้านบนไปเชื่อมกับมุมขอบล่างของฐานเขียง (ฐานชั้นล่างสุด) สังเกตเห็นเป็นรอยเส้นคล้าย “จงอยปากนก” และที่จุดขอบฐานเขียงนี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการแกะแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯ (ร่องรอยพยานหลักฐานอันหนึ่งที่สนับสนุนแนวคิดนี้ก็คือ เมื่อสังเกตพระสมเด็จฯพิมพ์เศียรบาตรอกครุฑแล้วมักจะเห็นว่า ที่บริเวณปลายล่างสุดของเส้นซุ้มผ่าหวาย ที่เป็นพิมพ์เดียวที่ไม่มีเส้นฐานซุ้มมาปิดแล้วนั้น จะเห็นร่องรอยของการเริ่มแกะแม่พิมพ์ที่จุดนี้ ที่มีการขูดเส้นเล็กๆเชื่อมต่อไปยังหัวมุมฐานเขียงด้านล่างได้ค่อนข้างชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯบางท่าน ถือเอาร่องรอยตรงนี้เป็นตำหนิสำคัญในการดูพระแท้ในพิมพ์ทรงเศียรบาตรอกครุฑนี้ ได้ด้วยเช่นเดียวกัน)
พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงมาตรฐานทั้ง 5 พิมพ์ทรง อันได้แก่ พิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงเกศบัวตูม พิมพ์ทรงฐานแซม และพิมพ์ทรงปรกโพธิ์นั้น เป็นงานประติมากรรมที่เกิดจากแม่พิมพ์ที่มีการแกะอย่างประณีต ร่องรอยพยานหลักฐานต่างๆ อนุมานได้ว่าเป็นการแกะโดยช่างทองหลวงที่มีความถนัดเป็นพิเศษในการแกะของชิ้นเล็ก กรรมวิธีในการแกะนั้นมีความสอดคล้องกับองค์ความรู้ในงานศิลปกรรมไทยของช่างแกะ สาขาหนึ่งของช่างสิบหมู่ ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งในการแกะแม่พิมพ์ทุกครั้งจะต้องมีการขูดเส้นกรอบบังคับพิมพ์ หรือเส้นกรอบกระจก ในทุกพิมพ์ทรงและในทุกบล็อกแม่พิมพ์ เพื่อกำหนดพื้นที่ของการแกะ โดยที่ลักษณะของเส้นกรอบกระจกในแต่ละพิมพ์ทรงนั้นอาจจะมีความแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น เส้นกรอบกระจกในพิมพ์ทรงฐานแซมนั้นบางองค์แทบจะมองไม่เห็น เป็นลักษณะเดียวกับเส้นสายในองค์พระที่มักมีความตื้นบาง สะโอดสะอง เป็นการลองแกะแม่พิมพ์ของช่างทองหลวง ที่มีการแกะแม่พิมพ์นี้เป็นพิมพ์ทรงแรก ตามด้วยพิมพ์อื่นที่เส้นกรอบกระจกจะชัดเจนขึ้น ตามทฤษฎีการคลี่คลายทางพิมพ์ทรง ที่อธิบายถึงวิวัฒนาการของพิมพ์ทรง ตามที่ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอไปบ้างแล้ว
ที่น่าสนใจก็คือ ลักษณะของเส้นกรอบกระจก ของพระสมเด็จวัดระฆังฯ ในทุกพิมพ์ทรงนั้นมักมีลักษณะคล้ายกัน คือมีลักษณะเป็นเส้นนูนต่ำเป็นกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงสูง (ของพิมพ์ทรงฐานแซมอาจจะมีลักษณะของสี่เหลี่ยมคางหมู ด้านบนซ้ายมือองค์พระป้านออก ด้านล่างสอบเข้า) วางครอบเส้นซุ้มผ่าหวายเอาไว้ทุกด้าน เส้นห่างซุ้มบ้าง ชิดบ้าง ตามแต่การออกแบบของช่างแกะ โดยพื้นผนังด้านในและด้านนอกเส้นกรอบบังคับพิมพ์มักต่างระดับกัน ด้านนอกจะต่ำกว่าด้านใน (อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล เคยอธิบายในคอลัมน์ปาฏิหาริย์จากหิ้งพระ ว่า กรณีที่มีเส้นกรอบบังคับพิมพ์ซ้อนกันสองเส้นนั้น มักจะเป็นพระถอดพิมพ์) แต่สำหรับพิมพ์ทรงใหญ่นั้น จะมีความแตกต่างจากพิมพ์อื่น คือ เส้นกรอบกระจกด้านซ้ายมือองค์พระนั้น แทนที่จะแล่นเป็นเส้นนูนจากบนลงล่าง จนชิดกับเส้นซุ้มผ่าหวาย เหมือนกับพิมพ์อื่นๆ แต่กลับแล่นลงมาในระดับเดียวกับข้อศอกองค์พระ แล้วจมหายไปกับเส้นซุ้ม ลักษณะพิเศษแบบนี้นั้น ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯหลายท่านถือกันว่าเป็นตำหนิสำคัญของพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงใหญ่ที่มีปรากฏในทุกพิมพ์ย่อย หรือเรียกกันว่าเป็น “เส้นเงินล้าน” กันเลยทีเดียว น่าสนใจว่า ทำไมช่างจึงแกะเส้นกรอบบังคับพิมพ์ให้มีลักษณะเช่นนี้ในพิมพ์ทรงใหญ่
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอถึงที่มาที่ไปในเรื่องนี้ว่า เกิดจากการที่ช่างผู้ออกแบบแม่พิมพ์ ได้มีการผสมผสานองค์ความรู้ของศิลปกรรมตะวันตกที่เรียกว่า “ทัศนียภาพ” หรือการออกแบบที่มีมิติตามที่ตาคนเห็นจริงเข้าไปในการออกแบบพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงใหญ่ โดยที่ช่างผู้ออกแบบได้จินตนาการว่าได้มององค์พระประธานจากการนั่งบนพื้นพระอุโบสถแล้วมองจากด้านหน้าค่อนไปทางซ้ายมือขององค์พระประธาน มีข้อสังเกตอีกด้วยว่าเส้นกรอบกระจกเส้นบนจะเอียงลาดขึ้นเล็กน้อยไปทางซ้ายมือองค์พระ และเส้นกรอบกระจกด้านล่างจะเอียงลาดลง โดยที่เส้นกรอบบนและล่างจะเป็นเส้นคู่กันที่จะค่อยๆ ตีแคบเข้าหากัน และไปเจอกันที่จุดรวมสายตาสมมติ (ที่อยู่ห่างออกไปไกลๆ ด้านขวามือองค์พระ) ซึ่งสอดคล้องกับหลักการมองแบบทัศนียภาพเช่นเดียวกัน
กรณีของพระสมเด็จวัดระฆังฯ ที่มีการออกแบบให้มีเส้นกรอบกระจกบนแม่พิมพ์นั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า ยังมีส่วนช่วยทำให้พื้นผิวด้านหน้าองค์พระที่รับแรงกด แนบสนิทกับผิวแม่พิมพ์ แรงกดประเภทนี้เริ่มต้นจากการกดก้อนมวลสารลงบนแม่พิมพ์ โดยอาจจะใช้อุปกรณ์ช่วยกดเช่นแผ่นไม้กระดาน เป็นแรงกดจากบนลงล่าง แต่เมื่อเนื้อพระลงไปในบล็อกแม่พิมพ์แล้ว แรงกดจะมาจากทุกทิศทาง จากลักษณะของการออกแบบแม่พิมพ์ที่มีลักษณะเป็นแอ่งมีการลาดเท และมีแรงต้านจากการที่เนื้อพระบางส่วนถูกกั้นการไหลโดยกรอบกระจก พื้นผิวที่บริเวณด้านหน้าองค์พระนี้จึงมีความเรียบแน่นตัวมากเป็นพิเศษ ทำให้พระสมเด็จวัดระฆังฯนั้นมักจะมีรายละเอียดความคมชัดของเส้นสายต่างๆมากเป็นพิเศษ
ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯบางท่าน บอกด้วยว่า เส้นกรอบกระจกนี้ ยังช่วยให้ช่างใช้เป็นแนวในการตัดขอบองค์พระได้ด้วยเช่นกัน (ในบางองค์ที่มีการตัดขอบชิดเส้นซุ้มผ่าหวายมากนั้น อาจจะมีการตัดเอาเส้นกรอบบังคับพิมพ์ออกไปทำให้มองไม่เห็น) ทำให้เกิดคำถามตามมาด้วยว่า ถ้าเช่นนั้นการตัดขอบพระสมเด็จวัดระฆังฯ จะเป็นการตัดจากด้านหน้าไปด้านหลัง หรือจากด้านหลังไปด้านหน้ากันแน่ เพราะถ้าตัดจากด้านหลังไปข้างหน้าย่อมจะมองไม่เห็นเส้นกรอบกระจก อาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯอาวุโส เคยบอกว่า การตัดขอบของพระสมเด็จวัดระฆังฯ นั้น เป็นไปได้ทั้งสองแบบ อาจจะเป็นการตัดจากด้านหลังไปด้านหน้าองค์พระ โดยตัดขณะที่ยังไม่แกะพระออกจากแม่พิมพ์ การตัดแบบนี้อาจจะทำให้ตัดได้ไม่สวยงามนัก อาจชิดไปหรือห่างไปเนื่องจากไม่เห็นองค์พระขณะตัด (มีความเป็นไปได้ว่าเช่นกันว่าอาจจะมีการทำเส้นบอกแนวให้ตัดบนแผ่นแม่พิมพ์หินสบู่) หรืออาจจะเป็นการตัดขอบจากด้านหน้าไปด้านหลังกรณีที่แกะพระออกจากแม่พิมพ์แล้ว
บทส่งท้าย
พระสมเด็จวัดระฆังฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตทั้ง 5 พิมพ์ทรงมาตรฐานนั้น มักจะต้องมีเส้นกรอบบังคับพิมพ์หรือเส้นกรอบกระจกปรากฏให้เห็นในทุกพิมพ์ทรง มีลักษณะเป็นเส้นกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางครอบอยู่รอบเส้นซุ้มผ่าหวาย โดยที่ลักษณะของเส้นกรอบกระจกในพิมพ์ทรงใหญ่นั้นจะต่างจากพิมพ์ทรงอื่น คือจะแล่นลงมาในระดับเดียวกับข้อศอกองค์พระ แล้วจมหายไปกับเส้นซุ้ม ซึ่งเป็นลักษณะของการออกแบบที่ผสมผสานหลักการของ “ทัศนียภาพ” หรือแบบมีมิติตามที่ตามองเห็นเข้าไป นักสะสมพระสมเด็จฯในอดีต เรียกเส้นนี้กันว่า “เส้นเงินล้าน” โดยถือกันว่าเป็นตำหนิสำคัญอีกจุดหนึ่ง หรือ “จุดจ่ายตังค์” ในการดูพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในอดีตที่ผ่านมามีการเล่นหาพระสมเด็จฯบางองค์ที่ไม่ปรากฏ “เส้นเงินล้าน” นี้ด้วยเช่นกัน ว่าเป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่ น่าสนใจว่าในอนาคต วงการพระสมเด็จฯจะวางแนวทางในการดูพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นี้ไปในทิศทางใด
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียง แนวทางพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ของ นิรนาม ที่มีการยอมรับกันในวงการพระเครื่องมาเป็นเวลายาวนาน โดยได้สรุป ตำหนิสำคัญ 11 ประการ ของทุกพิมพ์ย่อย และตำหนิเพิ่มเติม 3 ประการ สำหรับพิมพ์ที่ 3 พิมพ์อกกระบอก (นิรนามแบ่งออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย คือ พิมพ์พระประธาน พิมพ์อกวี พิมพ์อกกระบอก และพิมพ์เกศทะลุซุ้ม) ดังต่อไปนี้
ตำหนิที่ 1 กรอบนอกองค์พระสี่ด้าน เป็นเส้นนูน เฉพาะเส้นกรอบด้านซ้ายองค์พระ แล่นลงมาถึงระหว่างข้อศอกองค์พระ แล้วจมหายไปกับเส้นซุ้ม
ตำหนิที่ 2 กรอบแม่พิมพ์ด้านขวา (องค์พระ) เป็นเส้นนูนแล่นลงมาตลอด ชิดกับเส้นซุ้มด้านล่างสุด
ตำหนิที่ 3 เส้นซุ้มเรือนแก้ว เป็นเส้นค่อนข้างใหญ่นูน คล้ายเส้นหวายผ่าซีก ด้านในเส้นซุ้มเป็นเส้นตั้งจากพื้น พื้นองค์พระนอกเส้นซุ้มจะเทลาดเอียงเล็กน้อย
ตำหนิที่ 4 พระพักตร์ เป็นเหมือนผลมะตูม
ตำหนิที่ 5 มีหูทั้งสองข้าง แต่บางองค์ติดไม่ชัด
ตำหนิที่ 6 ตรงส่วนโค้งลำแขนติดหัวไหล่ หัวไหล่ขวาจะมีเนื้อหนากว่าหัวไหล่ซ้าย
ตำหนิที่ 7 หัวเข่าซ้ายองค์พระ นูนสูงกว่าหัวฐานชั้นแรก
ตำหนิที่ 8 หัวเข่าขวาจะนูนต่ำกว่าหัวฐานชั้นแรก
ตำหนิที่ 9 องค์พระจะหันตะแคงไปทางด้านขวามือองค์พระเล็กน้อย และฐานชั้นที่ 1 2 3 จะหันไปทางซ้ายมือองค์พระ สลับกันกับการตะแคงขององค์พระ
ตำหนิที่ 10 พื้นผนังระหว่างฐานทั้งสามชั้น พื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 1 กับฐานชั้นที่ 2 สูงเสมอกับพื้น ส่วนพื้นผนังระหว่างพระเพลากับฐานชั้นที่ 1 และพื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 2 กับฐานชั้นที่ 3 จะสูงกว่าพื้นผนังองค์พระ
ตำหนิที่ 11 พื้นนอกซุ้มจะสูงกว่าพื้นในซุ้มเล็กน้อย จนดูแทบไม่เห็น ต้องตะแคงพระดูจึงพอเห็นเป็นเส้น
ตำหนิเพิ่มเติมสำหรับพิมพ์ที่ 3 พิมพ์อกกระบอก
ตำหนิที่ 12 ลำพระองค์จะเป็นรูปทรงกระบอก (ไม่เป็นรูปตัว วี เหมือนพิมพ์อื่น)
ตำหนิที่ 13 หัวฐานชั้นที่ 2 (ฐานสิงห์) จะเป็นเส้นนูนบางกว่าทุกพิมพ์
ตำหนิที่ 14 เส้นลำองค์พระ เส้นวงแขน ตลอดจนเส้นฐาน จะบางและคมชัดกว่าทุกพิมพ์
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ที่ 3 หรือ พิมพ์อกกระบอก (นิรนาม แบ่งออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย พิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 3 มีค่อนข้างน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพิมพ์ที่ 2 ส่วนพิมพ์ที่ 4 มีพอสมควร แต่ไม่มากเท่าพิมพ์ที่ 2) ที่มีความงดงาม สภาพผ่านการใช้ เนื้อหนึกนุ่ม ไม่ปรากฏรอยแตกลายงา (การแตกลายงามักพบเจอในพระเนื้อหนึกแกร่งที่มีการลงรัก) มีวรรณะน้ำตาล ตัดขอบใกล้เส้นกรอบบังคับพิมพ์ มีองค์ประกอบพระสมเด็จฯแท้ ทั้ง 3 อย่างปรากฏให้เห็น คือเม็ดพระธาตุ รอยหนอนด้น และรอยรูพรุนเข็ม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา ลำพระองค์เป็นรูปทรงกระบอก ปรากฏเส้นกรอบกระจกด้านซ้ายมือองค์พระหรือ “เส้นเงินล้าน” สังเกตเห็นร่องรอยเส้นแซมใต้ตัก ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ มีรอยยุบย่นแยก รอยริ้วระแหงให้เห็น ปรากฏรอยปูไต่ (รอยปริกะเทาะตามขอบ) เล็กน้อย ปรากฏคราบคล้ายน้ำมันตังอิ้วให้เห็น เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์