พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงใหญ่นั้น มีผู้แบ่งพิมพ์ย่อยออกเป็นหลายพิมพ์ โดย ตรียัมปวาย ได้แบ่งออกเป็น 6 พิมพ์ย่อย นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส ได้แบ่งออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า จากข้อมูลพยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทำให้น่าเชื่อว่า ทุกพิมพ์ย่อย น่าจะสร้างมาจากรูปแบบพิมพ์ทรง หรือที่ช่างปัจจุบันเรียกว่า “ดรอว์อิ้ง”  เพียงแบบเดียว โดยที่เมื่อเวลาช่างแกะแม่พิมพ์ บางครั้งอาจจะแกะพระเกศยาวไปบ้าง กลายเป็นจุดสังเกตสำคัญในการสังเกตพิมพ์ย่อย “เกศทะลุซุ้ม” ส่วนองค์ที่แกะ “เส้นแซมใต้ตัก” ชัดเจนนั้น กลายเป็นจุดสังเกตสำคัญสำหรับพิมพ์ย่อย “พิมพ์พระประธาน” 

น่าสนใจว่า “เส้นแซม” ที่มีปรากฏในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่ และยังมีปรากฏในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงอื่นๆด้วยนั้น มีความสำคัญแค่ไหน ช่วยในการทำความเข้าใจถึงเบื้องหลังการออกแบบพิมพ์ทรงพระสมเด็จวัดระฆังฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้อย่างไร

ตรียัมปวาย ได้จำแนกแบบพระอาสนะ ของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์พระประธาน (ความหมายเดียวกับ พิมพ์ทรงใหญ่ ที่นิยมเรียกกันในปัจจุบัน) ที่มีความคล้ายคลึงกัน ออกเป็น 4 แบบ ดังนี้

แบบธรรมดา – เป็นแบบที่ปรากฏโดยทั่วไปและเป็นแบบมูลฐานของแบบอื่นๆ...

แบบแซม – ฐานทั้งสามมีความหนานูนมากและเว้นช่องไฟระหว่างชั้นค่อนข้างแน่นทึบกว่าแบบอื่น ปรากฏเส้นขีดแซมบางๆ เป็นทิวขึ้นมา 2 เส้น คือระหว่างพระเพลากับฐานชั้นบน เส้นหนึ่ง ทำหน้าที่เป็น นิสิทนะ (ผ้าปูนั่งหรือผ้ารองนั่งสำหรับพระภิกษุสามเณร ทำหน้าที่กันเปื้อน) และระหว่างฐานชั้นบนกับฐานชั้นกลาง (ฐานสิงห์) ทำหน้าที่เป็น บัวลูกแก้ว (องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไทยทำหน้าที่แบ่งสัดส่วนทางสายตาและความสวยงามเชิงสัญลักษณ์) อีกเส้นหนึ่ง เส้นขีดทิวทั้งสองไม่คมชัดเท่ากับของพิมพ์ฐานแซม แต่ก็สังเกตได้ชัดเจน...

แบบคู่ - คล้ายแบบแซมมาก แต่เส้นขีดแซมทั้งสองอยู่ชิดกับตัวฐานมาก (นิสิทนะอยู่ชิดฐานชั้นบน และบัวลูกแก้วอยู่ชิดฐานชั้นกลาง และขนานไปกับแนวคมขวาน) ฐานทั้งสามชั้นเบียดชิดกันมากกว่าแบบแซม และช่วงกว้างของฐานก็แคบกว่า... ฐานชั้นล่างปรากฏเส้นขีดทิวขนานคู่หรือ เส้นลวดกันลาย เดินขนาบขอบทั้งสองโดยตลอด เช่นเดียวกับของพิมพ์ทรงฐานคู่

แบบโค้ง – ฐานชั้นบนและชั้นกลางโค้งน้อยๆ ประสานกับแนวขอบล่างของพระเพลา คือเป็นแบบพระเพลาสำหรับพระเพลาแบบโค้ง ฐานชั้นบนจะโค้งมากบริเวณหัวฐานทั้งสองด้าน ฐานชั้นกลาง แนวอกไก่ (หรือแนว “คมขวาน” จะแสดงการลาดลงหรือปาดกลืนหายลงมาจดฐานชั้นล่างอย่างงดงาม หรือที่เรียกว่า “คมขวาน-ฐานสิงห์”) จะโค้งรับกับฐานชั้นบนน้อยๆ หัวฐานกาบเท้าสิงห์รับกับการยกมุมแทนตัวกระจัง ซึ่งยื่นแหลมขึ้นเบื้องบนเล็กน้อย คล้ายอินทรธนูละครชาตรี 

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลของ ตรียัมปวาย ข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่าตรียัมปวายจะให้ความเห็นว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์พระประธาน (พิมพ์ใหญ่) ที่ตรียัมปวายได้แยกแยะออกเป็น 6 พิมพ์ย่อย คือได้แก่ พิมพ์เขื่อง พิมพ์โปร่ง พิมพ์ชะลูด พิมพ์ป้อม พิมพ์สันทัด พิมพ์ย่อม (อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล ได้นำมาอธิบายขยายความอยู่หลายครั้งในคอลัมน์ปาฏิหาริย์จากหิ้งพระ) มีทั้งแบบที่มีเส้นแซม (มี 2 เส้น) และแบบที่ไม่มีเส้นแซม อย่างไรก็ตามร่องรอยของการแกะแม่พิมพ์ที่ปรากฏบริเวณมุมหัวฐานชั้นบนสุด และฐานชั้นกลาง (ฐานสิงห์) ในทุกพิมพ์ย่อยนั้นเป็นลักษณะของการยกมุมแหลมขึ้นด้านบนเล็กน้อย เป็นลักษณะของการสอดรับเชื่อมต่อกับปลายโค้งของเส้นแซมด้านบนที่ตีโค้งลงมาแตะหัวฐานที่รองรับอยู่ด้านล่างทั้งสองข้าง น่าสนใจว่าเหตุใดช่างจึงแกะหัวฐานเป็นลักษณะนี้

พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่นั้น ถ้าอ้างอิงการแบ่งพิมพ์ย่อยตามแนวทางของ นิรนาม ที่มี 4 พิมพ์ย่อย จะเห็นว่า นอกเหนือจากพิมพ์ย่อยที่ 1 หรือพิมพ์พระประธาน ที่ปรากฏเส้นแซมใต้ตัก (เส้นนิสิทนะ) ให้เห็นได้ชัดเจนแล้วนั้น ในพิมพ์ย่อยที่เหลืออีก 3 พิมพ์ เมื่อพิจารณาจากพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่องค์ครูหลายองค์แล้วนั้น มักจะเห็นร่องรอยของเส้นแซมใต้ตักเช่นกัน  โดยเฉพาะในพิมพ์ที่ 2 หรือพิมพ์อกวี มักจะสังเกตเห็นร่องรอยของเส้นแซมใต้ตักได้ง่ายกว่าอีก 2 พิมพ์ คือ พิมพ์อกกระบอก และพิมพ์เกศทะลุซุ้ม นิรนาม บอกว่า พิมพ์อกวีนั้น เป็นพิมพ์ที่มีเส้นแซมใต้ตักด้วยเช่นกัน เพียงแต่จะไม่ชัดเจนเหมือนกับที่ปรากฏให้เห็นในพิมพ์ที่ 1 ที่ชัดเจนมากจนสามารถยึดถือเป็นตำหนิสำคัญในการดูพิมพ์ย่อยพิมพ์นี้ สำหรับเส้นแซมเส้นที่ 2 (เส้นบัวลูกแก้ว) ที่อยู่เหนือฐานชั้นกลางหรือฐานสิงห์นั้น ถ้าพิจารณาไปในแนวทางเดียวกันแล้ว จะเห็นว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่ องค์ครู จำนวนไม่น้อย จะเห็นร่องรอยของเส้นแซมเส้นที่ 2 นี้ปรากฏอยู่จางๆ เหนือฐานชั้นกลาง (ฐานสิงห์) เช่นเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯบางท่านบอกว่า ร่องรอยของเส้นแซมเส้นที่ 2 นี้เป็นตัวชี้ตำหนิพระแท้ที่สำคัญอีกจุดหนึ่งเลยทีเดียว

ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เคยนำเสนอว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่นั้น ถึงแม้ว่าจะมีการแบ่งพิมพ์ย่อยออกเป็นหลายพิมพ์ บางท่านได้แบ่งเอาไว้ถึงสิบกว่าแม่พิมพ์ย่อย แต่ทุกบล็อกแม่พิมพ์ย่อยนั้น น่าจะสร้างมาจากรูปแบบพิมพ์ทรง หรือที่ช่างปัจจุบันเรียกว่า “ดรอว์อิ้ง”  เพียงแบบเดียว เมื่อเวลาช่างแกะแม่พิมพ์ บางครั้งอาจจะแกะพระเกศยาวไปบ้าง หรือบางทีอาจจะแกะเส้นแซมใต้ตักไม่ค่อยชัดเจนนักทำให้ไม่ค่อยเห็นในบางบล็อกแม่พิมพ์ จากร่องรอยของพยานหลักฐานหลายๆอย่างเหล่านี้ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตเสนอแนวคิดว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่นั้น ช่างได้แกะ “เส้นแซม” ไว้ในทุกพิมพ์ย่อย และน่าจะมีการแกะไว้ถึงสองเส้นอีกด้วย คือเส้นแซมใต้ตัก และเส้นแซมเหนือฐานสิงห์ 

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ยังได้เคยนำเสนอ ทฤษฎีว่าด้วยการคลี่คลายทางพิมพ์ทรง โดยบอกว่า ในบรรดาพระสมเด็จพิมพ์ทรงมาตรฐานของวัดระฆังฯนั้น ช่างได้แกะพิมพ์ทรงฐานแซมเป็นพิมพ์แรกโดยเป็นการแกะแบบไม่ประณีตนักเป็นเหมือนการลองพิมพ์ของช่างทองหลวง จากนั้นจึงมีการแกะพิมพ์ทรงเกศบัวตูมและพิมพ์ทรงเจดีย์ เป็นการแกะพิมพ์แบบประณีต แล้วจึงเป็นการแกะพิมพ์ทรงใหญ่ ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบพิมพ์ทรงที่พัฒนาขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นจุดตัดที่ลงตัวระหว่างองค์ความรู้ของศิลปกรรมไทยที่ถ่ายทอดมาแต่โบราณ กับศิลปกรรมแบบตะวันตกที่มีการเผยแพร่เข้าในช่วงเวลานั้น ส่วนพิมพ์ทรงปรกโพธิ์นั้นเป็นการดัดแปลงพิมพ์ทรงจากพิมพ์ทรงเดิม และเมื่อนำ “ทฤษฎีเส้นแซม” เข้ามาพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า พิมพ์ทรงฐานแซม นั้นมีเส้นแซมสองเส้น (ใต้ตักและเหนือฐานสิงห์) ที่ค่อนข้างทื่อ หนา ไม่ประณีตนัก พิมพ์ทรงเกศบัวตูมนั้น เส้นแซมทั้งสองเส้น มีความคมชัด พริ้วไหว สอดรับกับเส้นสายของแม่พิมพ์ที่มีการแกะอย่างประณีต สำหรับพิมพ์ทรงเจดีย์นั้น ในบางองค์ เส้นแซมจะปรากฏจางๆให้เห็น พิมพ์ทรงใหญ่นั้น นอกจากพิมพ์ย่อยพิมพ์ที่ 1 ที่เส้นแซมเส้นที่ 1 ปรากฏให้เห็นคมชัดแล้ว ในพิมพ์ย่อยอื่นมีองค์ครูหลายองค์ที่ปรากฏร่องรอยให้เห็นจางๆทั้ง 2 เส้น ที่น่าสนใจ ก็คือ เมื่อพิจารณาที่หัวฐานชั้นบนสุดและหัวฐานชั้นกลาง (ฐานสิงห์ – พระสมเด็จวัดระฆังฯจะปรากฏฐานสิงห์ให้เห็นทุกพิมพ์ทรง) ทั้งสองด้านแล้ว จะสังเกตเห็นร่องรอย ของการยกมุมแหลมขึ้นด้านบนเล็กน้อย ในพระสมเด็จวัดระฆังฯทุกพิมพ์ทรงด้วยเช่นกัน (ในพิมพ์ทรงเจดีย์นั้น บางองค์หัวฐานสิงห์ด้านขวามือองค์พระ จะมีลักษณะแผ่ออกด้านข้างแต่ก็ยังเห็นการเชิดขึ้นด้านบนด้วยเช่นกัน) ร่องรอยพยานหลักฐานต่างๆเหล่านี้ สามารถนำไปสู่การตั้งสมมติฐานใหม่ ได้หรือไม่ว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ทั้ง 5 พิมพ์ทรงนั้น มีการออกแบบพิมพ์ทรงให้มี เส้นแซม 2 เส้น คือเส้นแซมใต้ตัก (เส้นนิสิทนะ) และเส้นแซมเหนือฐานสิงห์ (เส้นบัวแก้ว) ไว้ในทุกพิมพ์ทรง ด้วยเช่นกัน

บทส่งท้าย

พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงใหญ่นั้น ถึงแม้ว่าอาจจะมีการแบ่งพิมพ์ย่อยออกเป็นหลายพิมพ์ แต่ทุกบล็อกแม่พิมพ์นั้น น่าเชื่อว่าน่าจะสร้างมาจากรูปแบบพิมพ์ทรง หรือที่ช่างปัจจุบันเรียกว่า “ดรอว์อิ้ง”  เพียงแบบเดียว โดยที่เมื่อเวลาช่างแกะแม่พิมพ์ บางครั้งอาจจะแกะพระเกศยาวไปบ้าง กลายเป็นตำหนิสำคัญในการสังเกตพิมพ์ย่อย “เกศทะลุซุ้ม” ส่วนองค์ที่แกะเส้นแซมใต้ตักชัดเจนนั้น กลายเป็นจุดสังเกตสำคัญสำหรับพิมพ์ย่อย “พิมพ์พระประธาน” และเมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป โดยสังเกตจากลักษณะของ “พระอาสนะ” หรือฐานทั้งสามชั้น โดยอ้างอิงจากตำราของตรียัมปวายแล้ว น่าเชื่อว่า เส้นแซม ของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่นั้น น่าจะมีถึงสองเส้นคือ เส้นแซมใต้ตัก (เส้นนิสิทนะ) และเส้นแซมเหนือฐานสิงห์ (เส้นบัวแก้ว) และน่าจะมีอยู่ในทุกพิมพ์ทรงย่อย โดยองค์ที่เห็นไม่ชัดนั้น ช่างอาจจะแกะไม่ลึกหรือเกิดจากการสึกหรอของแม่พิมพ์ และเมื่ออ้างถึง ทฤษฎีเรื่องการคลี่คลายของพิมพ์ทรง (วิวัฒนาการของการออกแบบพิมพ์ทรง) เป็นไปได้หรือไม่ ว่าแท้จริงแล้ว พระสมเด็จวัดระฆังฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) มีการออกแบบให้มีเส้นแซมสองเส้นดังกล่าวในทั้ง 5 พิมพ์ทรงมาตรฐาน

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียง แนวทางพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ของ นิรนาม ที่มีการยอมรับกันในวงการพระเครื่องมาเป็นเวลายาวนาน โดยได้สรุป ตำหนิสำคัญ 11 ประการ ของทุกพิมพ์ย่อย และตำหนิเพิ่มเติม 4 ประการ สำหรับพิมพ์ที่ 2 พิมพ์อกวี ดังต่อไปนี้

ตำหนิที่ 1 กรอบนอกองค์พระสี่ด้าน เป็นเส้นนูน เฉพาะเส้นกรอบด้านซ้ายองค์พระ แล่นลงมาถึงระหว่างข้อศอกองค์พระ แล้วจมหายไปกับเส้นซุ้ม

ตำหนิที่ 2 กรอบแม่พิมพ์ด้านขวา (องค์พระ) เป็นเส้นนูนแล่นลงมาตลอด ชิดกับเส้นซุ้มด้านล่างสุด

ตำหนิที่ 3 เส้นซุ้มเรือนแก้ว เป็นเส้นค่อนข้างใหญ่นูน คล้ายเส้นหวายผ่าซีก ด้านในเส้นซุ้มเป็นเส้นตั้งจากพื้น พื้นองค์พระนอกเส้นซุ้มจะเทลาดเอียงเล็กน้อย

ตำหนิที่ 4 พระพักตร์ เป็นเหมือนผลมะตูม

ตำหนิที่ 5 มีหูทั้งสองข้าง แต่บางองค์ติดไม่ชัด

ตำหนิที่ 6 ตรงส่วนโค้งลำแขนติดหัวไหล่ หัวไหล่ขวาจะมีเนื้อหนากว่าหัวไหล่ซ้าย

ตำหนิที่ 7 หัวเข่าซ้ายองค์พระ นูนสูงกว่าหัวฐานชั้นแรก

ตำหนิที่ 8 หัวเข่าขวาจะนูนต่ำกว่าหัวฐานชั้นแรก

ตำหนิที่ 9 องค์พระจะหันตะแคงไปทางด้านขวามือองค์พระเล็กน้อย และฐานชั้นที่ 1 2 3 จะหันไปทางซ้ายมือองค์พระ สลับกันกับการตะแคงขององค์พระ

ตำหนิที่ 10 พื้นผนังระหว่างฐานทั้งสามชั้น พื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 1 กับฐานชั้นที่ 2 สูงเสมอกับพื้น ส่วนพื้นผนังระหว่างพระเพลากับฐานชั้นที่ 1 และพื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 2 กับฐานชั้นที่ 3 จะสูงกว่าพื้นผนังองค์พระ

ตำหนิที่ 11 พื้นนอกซุ้มจะสูงกว่าพื้นในซุ้มเล็กน้อย จนดูแทบไม่เห็น ต้องตะแคงพระดูจึงพอเห็นเป็นเส้น

ตำหนิเพิ่มเติมสำหรับพิมพ์ที่ 2 พิมพ์อกวี

ตำหนิที่ 12 ระหว่างพระเพลา (ขาตัก) กับวงแขน จะมีเนื้อนูนแสดงเป็นพระเพลา อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากหัวเข่าวิ่งขึ้นไปชนวงแขนจะชัดเจนมาก (ลำพระองค์จะเป็นรูปตัววี)

ตำหนิที่ 13 วงแขนทั้งสองข้างจะกางออกมามากกว่าพิมพ์ที่ 1 (ใกล้เคียงกับพิมพ์ที่ 3 และพิมพ์ที่ 4)

ตำหนิที่ 14 พระเกศจะยาวกว่าพิมพ์ที่ 1 (ใกล้เคียงกับพิมพ์ที่ 3)

ตำหนิที่ 15 ฐานชั้นบนสุดจะยาวกว่าพิมพ์ที่ 1

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ที่ 2 หรือ พิมพ์อกวี (นิรนาม แบ่งออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย พิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 3 มีค่อนข้างน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพิมพ์ที่ 2 ส่วนพิมพ์ที่ 4 มีพอสมควร แต่ไม่มากเท่าพิมพ์ที่ 2 โดยที่พิมพ์ที่ 2 นี้ นิรนามบอกว่า สังเกตดี ๆ จะเห็นเส้นแซมใต้ตักด้วยเช่นกัน) ที่มีความงดงาม สภาพสมบูรณ์มาก เนื้อหนึกนุ่ม ไม่ปรากฏรอยแตกลายงา (การแตกลายงามักพบเจอในพระเนื้อหนึกแกร่งที่มีการลงรัก) มีวรรณะน้ำตาล ตัดขอบใกล้เส้นกรอบบังคับพิมพ์ มีองค์ประกอบพระสมเด็จฯแท้ ทั้ง 3 อย่างปรากฏให้เห็น คือเม็ดพระธาตุ รอยหนอนด้น และรอยรูพรุนเข็ม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา สังเกตเห็นเส้นแซมใต้ตักและเส้นแซมเหนือฐานสิงห์ (ฐานชั้นกลาง) จางๆ ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ มีรอยยุบย่นแยก รอยริ้วระแหงให้เห็น ปรากฏรอยปูไต่ (รอยปริกะเทาะตามขอบ) ปรากฏคราบคล้ายน้ำมันตังอิ๊วให้เห็น เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊กพระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม