พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงใหญ่ ที่ถือว่าเป็นสุดยอดแห่งความปรารถนาของบรรดานักสะสมพระเครื่องนั้น ถ้าอ้างตามตำราของ นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส นั้นแบ่งออกได้เป็น 4 พิมพ์ ได้แก่ พิมพ์พระประธาน (มีเส้นแซมใต้หน้าตัก) พิมพ์อกวี พิมพ์อกกระบอก และพิมพ์เกศทะลุซุ้ม โดยที่แต่ละพิมพ์จะมีลักษณะร่วมเหมือนกันที่ทำให้รู้ว่าเป็นพิมพ์ทรงใหญ่ แต่จะมีลักษณะปลีกย่อย ที่มีลักษณะเด่นที่เป็นที่มาของชื่อพิมพ์ ให้เป็นที่สังเกต แนวทางการแบ่งพิมพ์ย่อยของนิรนามนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างตั้งแต่อดีตมาจนถึงในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม อาจมีครูอาจารย์ท่านอื่น ที่แบ่งพิมพ์ย่อยแตกต่างกันออกไป เช่น ตรียัมปวาย ได้แบ่งออกเป็น 6 พิมพ์ ได้แก่ พิมพ์เขื่อง พิมพ์โปร่ง พิมพ์ชะลูด พิมพ์ป้อม พิมพ์สันทัด พิมพ์ย่อม โดยที่อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือ พลายชุมพล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้นำมาอธิบายขยายความอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่ว่าจะแบ่งพิมพ์แบบไหน ก็ถือว่ามีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับมุมมองที่มาจากประสบการณ์ในการเล่นพระของแต่ละท่าน
พระสมเด็จวัดระฆังฯกลุ่มพิมพ์ทรงใหญ่นี้ ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีองค์ครู หรือองค์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์พระสมเด็จฯต้นแบบอยู่หลายองค์ ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ที่มีความงดงามและมีมูลค่าเช่าหาสูงลิบลิ่ว โดยเฉพาะองค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังหรือองค์ดารา และในบรรดาองค์ดาราเหล่านี้ มีอยู่ 2 องค์ที่มีการกล่าวขานกันเป็นพิเศษคือ “องค์ขุนศรี” และ “องค์ลุงพุฒ” อาจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของพระสมเด็จฯ 2 องค์นี้ไว้ว่า
“ในอดีตตั้งแต่เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2510-2520 จะมีพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ที่โด่งดังมากที่สุดถือเป็นองค์ครูอยู่ 2 องค์ ได้แก่ พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ที่ 2 ที่วงการขนานพระนามว่า “องค์ขุนศรี” กับพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ที่ 4 ที่วงการขนานพระนามว่า “องค์ลุงพุฒ”
โดยพระทั้งสององค์แต่เดิมเป็นของคุณไฉ่หลี ต่อมาคุณชาติลูกเขยสมปองได้ของแบ่งไปมอบให้คุณกฤตย์ รัตนรักษ์ และอีกไม่นานจากนั้น คุณนิยม อสุนีย์ ณ อยุธยาจากจังหวัดนครสวรรค์ก็ได้มาขอแบ่งไปครอบครองเป็นเวลานานนับสิบปี
เมื่อประมาณปี 2543-44 คุณมนตรี พงษ์พานิช อดีตรองนายกรัฐมนตรี ก็ได้ไปขอองค์ขุนศรีไปบูชาด้วยมูลค่าที่สูงมากแบบสนั่นวงการ จนกระทั่งหลังจากที่ท่านถึงแก่อนิจกรรมแล้ว พระสมเด็จองค์ขุนศรีก็ได้เปลี่ยนไปอยู่ในความครอบครองของคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา อดีตประธานกลุ่มบริษัทคิงพาวเวอร์ ด้วยราคาที่สูงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์
สำหรับพระสมเด็จวัดระฆังองค์ลุงพุฒนี้ เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี คุณไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์ ได้รับไปบูชาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 และได้ครอบครองมาจนถึงปัจจุบัน องค์ลุงพุฒถือเป็นองค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดองค์หนึ่ง ในวงการพระเครื่องได้ขนานพระนามว่า “องค์ลุงพุฒ”...” สำหรับมูลค่าเช่าหาที่มีการประเมินกันนั้น ว่ากันว่า แต่ละองค์ขึ้นไปถึงระดับ 100 ล้านบาท บวก ลบ แล้วในปัจจุบัน
สำหรับ “องค์ลุงพุฒ” นั้นเป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ที่ 4 ที่มีลักษณะพิเศษ คือมีพระเกศทะลุซุ้ม พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ อีก 3 พิมพ์ นั้นพระเกศจะไม่ทะลุซุ้ม “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่นั้น ถึงแม้ว่าจะมีการแบ่งพิมพ์ย่อยออกเป็นหลายพิมพ์ บางท่านได้แบ่งเอาไว้ถึงสิบกว่าแม่พิมพ์ย่อย แต่ทุกบล็อกแม่พิมพ์ย่อยนั้น น่าจะสร้างมาจากรูปแบบพิมพ์ทรง หรือที่ช่างปัจจุบันเรียกว่า “ดรอว์อิ้ง” เพียงแบบเดียว เมื่อเวลาช่างแกะแม่พิมพ์ บางครั้งอาจจะแกะพระเกศยาวไปบ้าง หรือบางทีอาจจะแกะเส้นแซมใต้ตักไม่ค่อยชัดเจนนักทำให้ไม่ค่อยเห็นในบางบล็อกแม่พิมพ์
พระสมเด็จวัดระฆังฯกลุ่มพิมพ์ทรงใหญ่ รวมถึงพิมพ์ทรงอื่นๆ ที่เป็นพิมพ์ทรงมาตรฐานเหล่านี้ ข้อมูลจากพยานหลักฐานต่างๆบอกว่าเป็นการแกะแม่พิมพ์โดยกลุ่มช่างทองหลวง ที่ได้นำเอาองค์ความรู้ของศิลปกรรมตะวันตก ที่มีการนำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยในช่วงรัชสมัย ของรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายทำประเทศให้ทันสมัย เพื่อรับมือกับลัทธิล่าอาณานิคมของตะวันตกในช่วงเวลานั้น กลุ่มช่างทองหลวงและช่างสิบหมู่น่าจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากช่างชาวตะวันตกที่เข้ามาในคราวนั้น และงานประติมากรรมของตะวันตกนั้นมักจะต้องมีการเขียนแบบ “ดรอว์อิ้ง” เพื่อเป็นต้นแบบ ก่อนที่จะมีการลงมือทำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการแกะแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯ ที่มีการใช้หลักของ “ทัศนียภาพ” หรือการแกะแบบมีมิติตามที่ตามเห็นจริง เข้ามาผสมผสานกับองค์ความรู้เดิมของศิลปะไทยของ “ช่างแกะ” ที่เป็นแขนงหนึ่งของ “ช่างสิบหมู่” ที่มีการสืบทอดกันมาเป็นระยะเวลายาวนานมาแต่โบราณ
ในขั้นตอนของการแกะแม่พิมพ์นั้น ช่างจะต้องมีการร่างแบบลงบนแผ่นหินสบู่ที่มีเนื้อที่พอสำหรับการแกะพิมพ์พระจำนวนหลายตัวลงในแผ่นเดียวกัน เป็นการแกะกลับด้านซ้ายขวาหรือที่เรียกตามภาษาช่างว่า “พิมพ์กลับ” เอกสารวิชาการเรื่องการแกะแม่พิมพ์หินสบู่ ของศูนย์ศิลปะและการช่างไทย สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2554 อธิบายถึงขั้นตอนการแกะลวดลายลงบนหินสบู่โดยเริ่มจากการร่างแบบเขียนสดไว้ว่า
“... ในการร่างแบบเขียนสดลงบนแผ่นหินสบู่นั้น ช่างจะเริ่มร่างแบบโดยการขีดเส้นแกนแนวตั้งและแนวนอน โดยใช้ปลายเหล็กแหลม หรือปลายแหลมของสิ่ว ขีดร่างบนผิวหน้าของหินสบู่ เริ่มจากเส้นนอกสุดเป็นเค้าโครง แล้วจึงร่างรายละเอียดเป็นลำดับถัดมา ... จากนั้นใช้ปลายแหลมสิ่ว ขูดเป็นร่องตามเส้นที่ร่างไว้ หลังจากนั้นจึงไล่พื้นลวดลาย โดยเริ่มจากขอบก่อน แล้วจึงปาดไล่พื้นให้ได้ความลึกที่ต้องการ การจับสิ่วต้องจับให้ได้ระดับราบไปกับพื้นให้มากที่สุด และปาดในลักษณะเฉือนออกทีละน้อย...”
ในการแกะแม่พิมพ์ พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงมาตรฐาน นั้น เมื่อตีความจากแนวทางของช่างสิบหมู่ ช่างแกะจะเริ่มจากการขูดเส้นกรอบบังคับพิมพ์ (เส้นกรอบกระจก) ตามแนวตั้งและแนวนอนก่อน จากนั้นจึงขูดเส้นเล็กๆ เป็นเส้นขอบด้านในของเส้นซุ้มผ่าหวายจนเป็นวงรอบ สำหรับพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่นั้นพื้นผนังพระด้านในซุ้มผ่าหวายจะเป็นพื้นระนาบเดิมของแผ่นหินสบู่ แล้วจึงเริ่มแกะฐานเขียง (ฐานชั้นล่างสุด) โดยเริ่มจากขูดลงบริเวณขอบมุมด้านล่างขวามือองค์พระของฐานเขียง (บางพิมพ์อาจจะเริ่มจากขอบมุมล่างด้าน ซ้ายมือองค์พระ) ซึ่งจะเห็นเป็นรอย “จงอยปากนก” อย่างไรก็ตามพบว่าบางครั้งช่างอาจจะมีการเริ่มขูดแม่พิมพ์จากมุมทั้งสองด้านของฐานเขียงในแม่พิมพ์เดียวกัน ในการแทงปาดเหล็กจะเซาะแทงเป็นแนวตรง จากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย เมื่อพิจารณาบริเวณเส้นสันขอบของฐานเขียงในองค์พระสมเด็จฯ จึงควรจะเห็นร่องรอยที่สอดคล้องกับลักษณะการแทงปาดเหล็กแบบนี้ จากนั้นช่างจะแกะองค์พระในส่วนอื่นตามลำดับโดยอาจจะแกะจากฐานชั้นที่เหลือขึ้นสู่ลำพระองค์ จนถึงพระเศียรและพระเกศ จากนั้นจึงทำการแกะในส่วนของซุ้มผ่าหวาย เมื่อสังเกตพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่แบบเกศทะลุซุ้ม จะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการแกะพระเกศก่อนซุ้มผ่าหวาย ในระหว่างแกะช่างจะใช้ก้อนขี้ผึ้งกดลงบนแม่พิมพ์และถอดออกมาดูเป็นระยะๆ เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของการแกะ จากนั้นจึงเป็นการปาดแต่งผิวระนาบต่างๆ เช่น พื้นผิวภายนอกซุ้มผ่าหวายให้มีลักษณะการลาดขึ้นสู่ขอบข้างเล็กน้อย เพื่อให้ง่ายต่อการถอดพระออกจากแม่พิมพ์ แล้วจึงมีการเก็บรายละเอียดขั้นสุดท้ายก่อนนำไปใช้เป็นแม่พิมพ์สร้างพระสมเด็จฯ ต่อไป
จะเห็นได้ว่า การที่ช่างมีการแกะพระเกศก่อนซุ้มผ่าหวาย ทำให้บางครั้งอาจจะแกะยาวไปโดยไม่ตั้งใจทำให้เกิดเป็นลักษณะของพระเกศทะลุซุ้มนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่า ช่างได้แกะตามแบบ “ดรอว์อิ้ง” โดยใช้วิธีตามแนวทางของช่างสิบหมู่คือเริ่มแกะจากองค์พระก่อนไล่จากฐานขึ้นไปที่ยอดจากนั้นจึงจะแกะเส้นซุ้มผ่าหวาย ซึ่งถ้าแกะเส้นซุ้มผ่าหวายก่อนโอกาสที่จะเกิดเส้นพระเกศทะลุซุ้มนั้นจะมีน้อยมากเพราะปลายมีดจะถูกกั้นไว้ด้วยแนวร่องของเส้นซุ้มผ่าหวาย
บทส่งท้าย
พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่นั้น ถึงแม้ว่าจะมีการแบ่งพิมพ์ย่อยออกเป็นหลายพิมพ์ ตามองค์ความรู้ประสบการณ์ของครูอาจารย์แต่ละท่าน บางท่านได้แบ่งเอาไว้ถึงสิบกว่าแม่พิมพ์ย่อย อย่างไรก็ตามเมื่อนำเอาองค์ความรู้สมัยใหม่เข้ามาพิจารณาประกอบกับการพิจารณาลักษณะความแตกต่างในแต่ละพิมพ์ย่อย เช่นลักษณะของพระเกศที่บางองค์มีการทะลุซุ้มผ่าหวาย เป็นไปได้หรือไม่ว่า ทุกบล็อกแม่พิมพ์ย่อยนั้น น่าจะสร้างมาจากรูปแบบพิมพ์ทรง หรือที่ช่างปัจจุบันเรียกว่า “ดรอว์อิ้ง” ที่มีการเขียนออกมาเพียงแบบเดียว ผ่านการแกะโดยช่างแกะระดับช่างทองหลวงที่มีเส้นสายลายเซ็นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียง แนวทางพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ของ นิรนาม ที่มีการยอมรับกันในวงการพระเครื่องมาเป็นเวลายาวนาน โดยได้สรุป ตำหนิสำคัญ 11 ประการ และตำหนิเพิ่มเติม 6 ประการ สำหรับพิมพ์ที่ 4 เกศทะลุซุ้ม ไว้ในนิตยสารพรีเชียส สเปเชียล ของอาจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2539 ดังต่อไปนี้
ตำหนิที่ 1 กรอบนอกองค์พระสี่ด้าน เป็นเส้นนูน เฉพาะเส้นกรอบด้านซ้ายองค์พระ แล่นลงมาถึงระหว่างข้อศอกองค์พระ แล้วจมหายไปกับเส้นซุ้ม
ตำหนิที่ 2 กรอบแม่พิมพ์ด้านขวา (องค์พระ) เป็นเส้นนูนแล่นลงมาตลอด ชิดกับเส้นซุ้มด้านล่างสุด
ตำหนิที่ 3 เส้นซุ้มเรือนแก้ว เป็นเส้นค่อนข้างใหญ่นูน คล้ายเส้นหวายผ่าซีก ด้านในเส้นซุ้มเป็นเส้นตั้งจากพื้น พื้นองค์พระนอกเส้นซุ้มจะเทลาดเอียงเล็กน้อย
ตำหนิที่ 4 พระพักตร์ เป็นเหมือนผลมะตูม
ตำหนิที่ 5 มีหูทั้งสองข้าง แต่บางองค์ติดไม่ชัด
ตำหนิที่ 6 ตรงส่วนโค้งลำแขนติดหัวไหล่ หัวไหล่ขวาจะมีเนื้อหนากว่าหัวไหล่ซ้าย
ตำหนิที่ 7 หัวเข่าซ้ายองค์พระ นูนสูงกว่าหัวฐานชั้นแรก
ตำหนิที่ 8 หัวเข่าขวาจะนูนต่ำกว่าหัวฐานชั้นแรก
ตำหนิที่ 9 องค์พระจะหันตะแคงไปทางด้านขวามือองค์พระเล็กน้อย และฐานชั้นที่ 1 2 3 จะหันไปทางซ้ายมือองค์พระ สลับกันกับการตะแคงขององค์พระ
ตำหนิที่ 10 พื้นผนังระหว่างฐานทั้งสามชั้น พื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 1 กับฐานชั้นที่ 2 สูงเสมอกับพื้น ส่วนพื้นผนังระหว่างพระเพลากับฐานชั้นที่ 1 และพื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 2 กับฐานชั้นที่ 3 จะสูงกว่าพื้นผนังองค์พระ
ตำหนิที่ 11 พื้นนอกซุ้มจะสูงกว่าพื้นในซุ้มเล็กน้อย จนดูแทบไม่เห็น ต้องตะแคงพระดูจึงพอเห็นเป็นเส้น
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่าน
ตำหนิเพิ่มเติมสำหรับ พิมพ์ที่ 4 พิมพ์เกศทะลุซุ้ม
ตำหนิที่ 14 พระเกศทะลุซุ้ม
ตำหนิที่ 15 ลำพระองค์เป็นรูปตัววี แต่ส่วนล่างสุดของลำพระองค์จะผายออกเข้าหาวงแขน
ตำหนิที่ 16 เส้นชายจีวร จะวิ่งลงมาหาหัวเข่าอย่างคมชัด
ตำหนิที่ 17 หัวเข่าด้านขวาขององค์พระจะกลมมนและลาดเข้าหาวงแขน
ตำหนิที่ 18 หัวฐานสิงห์ด้านซ้ายจะวิ่งหักเข้าหาด้านใน
ตำหนิที่ 19 หัวฐานสิงห์ด้านขวาจะเป็นเส้นดิ่งลงมา
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ที่ หรือ พิมพ์เกศทะลุซุ้ม ที่มีความงดงาม ผ่านการใช้งานพอสมควร ทำให้ผิวพระเกิดความซึ้ง เนื้อหนึกนุ่ม ไม่ปรากฏรอยแตกลายงา (การแตกลายงามักพบเจอในพระเนื้อหนึกแกร่งที่มีการลงรัก) มีวรรณะน้ำตาล ตัดขอบค่อนข้างห่างเห็นเส้นกรอบบังคับพิมพ์ชัดเจนทั้ง 4 ด้าน ซึ่งมักพบเจอในพิมพ์ย่อยพิมพ์นี้ มีองค์ประกอบพระสมเด็จฯแท้ ทั้ง 3 อย่างปรากฏให้เห็น คือเม็ดพระธาตุ รอยหนอนด้น และรอยรูพรุนเข็ม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ มีรอยยุบย่นแยก รอยริ้วระแหงให้เห็น รอยปูไต่ (รอยปริกะเทาะตามขอบ) ไม่ชัดเจนนัก อาจเกิดจากการฝนขอบ เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์