พระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ตำราโบราณบางเล่มบอกว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น ในการสร้างตั้งใจที่จะทำการลงรักปิดทองให้ทุกองค์ วัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากธรรมเนียมโบราณที่คนยุคก่อนมักจะนิยมปิดทองลงบนองค์พระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเองนับถือเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งประเพณีนี้ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน การลงรักไม่ว่าจะปิดทองหรือไม่ปิด ยังช่วยถนอมรักษาเนื้อพระ โดยเฉพาะพระสมเด็จฯที่เป็นพระเนื้อผง ที่มีโอกาสที่จะเกิดการสึกกร่อนจากการใช้บูชาได้ง่าย คนในสมัยโบราณมีการอมพระไว้ในปากเมื่อมีการใช้พระในบางโอกาสด้วยเช่นกัน เห็นได้จากพระสมเด็จฯองค์ครูบางองค์นั้น มีคราบน้ำหมากหลงเหลืออยู่ตามซอกผิวพระให้เห็น พระเครื่องบางชนิดในอดีตนั้น ในขั้นตอนการสร้าง ยังมีการนำยางรักผสมเข้ากับผงมวลสารหรือที่เรียกว่าเนื้อผงคลุกรัก เพื่อเพิ่มความทนทานต่อการสึกหรอจากการนำไปใช้บูชา พระที่สร้างมาจากเนื้อผงคลุกรักที่มีชื่อเสียงมาก ก็คือพระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ จังหวัดชลบุรี มีโอกาสพบเจอได้น้อยกว่าพระสมเด็จฯ เป็นที่ต้องการกันในหมู่นักสะสมมากไม่แพ้พระสมเด็จฯ เชื่อกันว่าสร้างในช่วงเวลาใกล้เคียงกับพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตเช่นเดียวกัน

พระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้มีการปิดทองในทุกองค์เนื่องจากมีทองไม่เพียงพอ ในช่วงเวลานั้น ตามที่ตำราโบราณมีกล่าวไว้ แต่น่าเชื่อว่ามีการลงรักไว้แทบจะทุกองค์ อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือ พลายชุมพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เคยอธิบายว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น เกือบทุกองค์ผ่านการลงรัก เพียงแต่เมื่อผ่านกาลเวลา คราบรักมักจะหลุดล่อนออกจนเกือบหมด ทำให้มองเห็นได้ยาก วิธีสังเกตพระสมเด็จฯแท้ที่มักผ่านการลงรักหรือที่เรียกว่า ทฤษฎีฝ้ารัก สามารถทำได้โดยการนำพระมาจุ่มลงในน้ำอุ่น จะพบว่ามีคราบฝ้ารักสีแดงปรากฏให้เห็น เมื่อน้ำแห้งฝ้ารักสีแดงจะจางลงแต่จะยังคงเหลือให้เห็นบ้าง 

ตรียัมปวาย ได้อธิบายถึงแนวทางดูลักษณะของพระสมเด็จวัดระฆังฯที่ผ่านการลงรักปิดทอง ไว้ดังนี้  “การลงรักเก่าทองเก่าทำในระยะแรก ๆ เมื่อสร้างเสร็จ ...เมื่อเนื้อรักบาง ๆ ที่ฉาบเนื้อพระได้ล่อนหลุดออกจากผิวเนื้อไปแล้ว ถ้าเป็นเนื้อหนึกนุ่มจะดูดเอาวรรณะของรักซึมลงไปใต้ผิวเนื้อด้วย ทำให้พระหม่นคล้ำจัดขึ้น และเศษรักเก่าทองเก่ายังติดตามซอกเล็กน้อย ทำให้พระเด่นงามขึ้นมาก ถ้าเป็นเนื้อหนึกแกร่งเนื้อรักก็จะแทรกอยู่กับริ้วรอยการแตกลายงาโดยตลอด เรียกว่า ร่องเรขารัก (พระที่มีเนื้อหนึกแกร่งที่มีการจุ่มรักมักจะมีการแตกลายงาเฉพาะด้านหน้าองค์พระ พระเนื้อหนึกนุ่มมักไม่แตกลายงา) ทำให้วรรณะของเนื้อค่อนข้างขาวใสสลับกับหม่นและวรรณะเลือดหมูของร่องเรขารัก เป็นลักษณะลายพร้อย...” 

สำหรับการลงทองล่องชาดนั้น ตรียัมปวายบอกว่า “การลงทองร่องชาด มีลักษณะทำนองเดียวกับรักเก่าทองเก่า แต่การล่อนของชาดเก่ามีน้อยกว่ารักเก่า และชาดเก่าที่ลงไว้ก็มักจะมีสัณฐานหนากว่ารักเก่าด้วย ถ้าเป็นเนื้อหนึกนุ่มจัด เนื้อจะไม่แตกลายงา (เช่น พิมพ์ปรกโพธิ์ที่มักมีเนื้อหนึกนุ่ม) แต่บริเวณที่ชาดกะเทาะหลุดออก เนื้อจะมีลักษณะดูดซึมวรรณะแดงของชาดไว้เช่นเดียวกัน...”

การลงรักปิดทอง ถือว่าเป็นงานศิลปกรรมชั้นสูงของไทยประเภทหนึ่ง เป็นสาขาหนึ่งของ “ช่างสิบหมู่” คือ “ช่างรัก” โดยมีวัสดุที่สำคัญคือ ยางรัก ที่ได้มาจาก ต้นรัก การลงรักปิดทองนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ดังนี้ 

ลงรักปิดทองผิวเกลี้ยง หรือ เรียกว่า “ปิดทองทึบ” โดยช่างรักจะทาน้ำรักเคลือบพื้นผิวจนขึ้นเงา แล้วปิดทองคำเปลวซึ่งทำจากทองคำแท้ทับลงไป วิธีนี้นิยมใช้กับงานหล่อพระพุทธรูปโลหะ งานไม้แกะสลัก หรืองานปั้นปูนสด งานลงรักปิดทองพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ส่วนมากจัดว่าอยู่ในกลุ่มนี้

ลงรักปิดทองล่องชาด เป็นลักษณะของการลงรักปิดทองลงบนส่วนที่นูนของงานปั้น หรืองานแกะสลัก ส่วนที่เป็นร่องจะมีการลงชาดสีแดง เป็นที่มาของคำว่า “ร่องชาด” หรือ “ล่องชาด” ในกรณีของพระสมเด็จฯนั้น ในอดีตที่ผ่านมา ถ้าพบว่ามีการทาชาดสีแดง วงการมักจะต้องมีการ “ตีเก๊” เอาไว้ก่อน อาจารย์ประกิต หลิมสกุล อธิบายว่า “เป็นความเชื่อของวงการ ที่เชื่อตามครูตรียัมปวายว่า สมเด็จวัดระฆังล่องชาด เป็นของปลอม 99% ในปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง เล่มพระสมเด็จ ครูบอกว่า เท่าที่เจอมา มีพิมพ์ปรกโพธิ์ฐานแซมองค์เดียว ที่ลงชาดแล้วทารักติดแผ่นกระดาน คนอยากได้พระใช้วิธีเลื่อยกระดานเท่าขอบพระ แล้วฝนเนื้อกระดานออกจนถึงเนื้อพระ” ต่อมาในภายหลังจึงมีการยอมรับพระสมเด็จฯที่มีการลงชาดว่าเป็นพระแท้ โดยล่าสุดเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่องค์หนึ่ง ที่มีการทาชาดสีแดงเอาไว้ทั้งสี่ด้าน (แตกต่างจากการล่องชาดตามตำราโบราณที่เป็นการทาชาดลงในร่อง) ว่ากันว่า พระองค์นี้มีการเปลี่ยนมือจากเซียนใหญ่ไปยังผู้ไม่ประสงค์ออกนามในราคาถึง 60 ล้านบาท

ลงรักปิดทองร่องกระจก มีลักษณะคล้ายกับการปิดทองล่องชาด โดยหลังจากที่มีการลงรักปิดทองลงบนส่วนที่นูนของงานแกะสลักหรืองานปั้นแล้ว จะมีการนำกระจกสีมาวางประดับประดาลงบนพื้นหลังที่ไม่ได้มีการลงรักปิดทอง เพื่อให้มีความแวววาวระยิบระยับ งานลงรักปิดทองลักษณะนี้ไม่มีปรากฏให้เห็นในพระสมเด็จฯกลุ่มพิมพ์ทรงมาตรฐานของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตแต่อย่างใด

การลงรักปิดทองลายฉลุ เป็นการนำกระดาษหรือหนังแพะ มาตอกลายและฉลุเป็นลวดลายต่างๆ แล้วจึงนำไปทาบกับผนังเพื่อพิมพ์ยางรักหรือกาวลงบนพื้นผิว ก่อนจะปิดทองคำเปลวทับลงไป นิยมใช้กับงานที่มีข้อจำกัดของพื้นที่ปฏิบัติงาน เช่นเพดานของโบสถ์ วิหาร

อาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯอาวุโส ได้เคยเล่าให้ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ฟังถึงเรื่องการลงรักปิดทองว่า “รักส่วนใหญ่ที่นำมาใช้รักษาผิวพระนั้น เป็นรักจากประเทศจีน ในตอนแรกมีสีดำ มีการนำมาผสมกับหินผงสีแดงมีราคาแพง นำเข้ามาจากประเทศจีนเช่นกัน ทำให้เป็นสีออกทับทิม ช่างลงรักปิดทองจะรู้จักหินผงชนิดนี้ดี รักที่ดีนั้นจะแห้งช้า โดยก่อนปิดทอง จะมีการลงรักพื้นก่อนเป็นรักสีดำเข้มหนา แล้วปล่อยให้แห้ง จากนั้นจึงลงรักน้ำใส สำหรับรักน้ำเกลี้ยงหรือรักน้ำใสนั้นมักใช้ในการรองพื้นแล้วปล่อยให้แห้งก่อนปิดทอง รักดำนั้นจะมีความข้นและหนา ถ้าปิดทองบนรักน้ำข้น ทองจะจมลงในเนื้อรักที่มีความหนา การลงรักปิดทองนั้น ถ้าทำจากวัด คือบางขุนพรหม ปิดเฉพาะองค์พระมาที่ฐาน ซุ้ม พื้นไม่ปิด และปิดก่อนเข้ากรุ พบเจอได้น้อย ส่วนวัดระฆังฯ เป็นการปิดทองทีหลัง ได้มาแล้วจึงนำมาปิดลงนะหน้าทอง”

บทส่งท้าย

พระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น ข้อมูลจากครูอาจารย์ท่านต่างๆ สรุปไปในทิศทางค่อนข้างใกล้เคียงกันว่า น่าจะมีการลงรักแทบทุกองค์ อย่างไรก็ตามสำหรับประเด็นเรื่องการปิดทองนั้น ค่อนข้างจะมีความแตกต่างกัน ตรียัมปวาย บอกว่าเนื้อพระสมเด็จฯในองค์ที่ปิดทองซึ่งมีการปิดในช่วงที่สร้างเสร็จใหม่ๆนั้น เมื่อผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน จะยังคงมีเศษรักเก่าทองเก่าหลงเหลือติดตามซอกเล็กน้อยทำให้พระเด่นงาม อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่า ข้อมูลจากอาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯอาวุโสที่ได้เคยพิจารณาพระสมเด็จฯแท้มาเป็นจำนวนมากเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกสิบเจ็ดสิบปี ท่านยังเป็นเจ้าขององค์ความรู้เชิงปฏิบัติคนสำคัญอีกท่านหนึ่งในวงการ ได้ให้ข้อสรุปว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯนั้น ไม่มีการปิดทองมาจากวัด เป็นการนำมาปิดทองในภายหลัง ส่วนพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมนั้น มีการปิดทองโดยทางวัด มีลักษณะพิเศษคือเป็นการปิดที่บริเวณองค์พระลงมาที่ฐาน ส่วนบริเวณซุ้มพระ ผนังพระ นั้นไม่มีการปิด และยังเป็นการปิดทองก่อนเข้ากรุ โดยมีจำนวนน้อยมาก “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่าสำหรับการปิดทองของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมนั้น อาจเป็นลักษณะของพระคะแนน  คือทำเป็นสัญลักษณ์เมื่อสร้างได้ครบจำนวน เช่นพระคะแนนพัน หมายถึงว่าเมื่อสร้างได้ครบพันองค์ ก็จะมีการปิดทองหนึ่งองค์ สำหรับการลงชาดในพระสมเด็จฯในปัจจุบันที่มีปรากฏนั้นเป็นลักษณะของการทาชาดบริเวณอื่นมากกว่า ไม่ใช่ลักษณะของการ “ร่องชาด” หรือ “ล่องชาด” ตามตำราโบราณ 

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียงองค์ความรู้ในการพิจารณาพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ย่อยที่ 3 ของนิรนาม แห่งนิตยสารพรีเชียส โดยเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์เดียวที่เส้นสังฆาฏิวิ่งเป็นอกร่องชัดเจนมากไม่เหมือนพิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 2 ที่เส้นสังฆาฏิจะวิ่งเป็นเส้นนูนออกมาจากองค์พระ พระกรรณยาวที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 2 พิมพ์ และจะคล้ายกับ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานคู่มาก (นิรนาม แบ่งออกเป็น 3 พิมพ์ย่อย โดยที่พิมพ์ที่ 1 จะคล้ายกับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 2 เป็นเอกลักษณ์ของวัดบางขุนพรหมเอง) เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ดังต่อไป

1. เส้นขอบรอยตัดด้านบนขององค์พระสมเด็จจะกว้างกว่าเส้นขอบรอยตัดด้านล่าง ขององค์พระสมเด็จ

2. เส้นขอบแม่พิมพ์ทั้ง 4 ด้านจะนูนชัดกว่าพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 2 

3. ซุ้มครอบแก้วจะเรียวเล็กกว่าซุ้มครอบแก้วของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 2 

4. พระเกศจะเรียวยาวจรดซุ้มครอบแก้วเหมือนปลียอดพระเจดีย์ 

5. พระพักตร์เป็นรูปไข่ผ่าซีก 

6. พระกรรณด้านขวาเป็นเส้นตรง จะอยู่สูงกว่าพระกรรณด้านซ้าย และจะยาวกว่าพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 2 

7. พระกรรณด้านซ้ายจะเป็นเส้นตรงและจะยาวกว่าพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 2

8. ช่วงระหว่างพระพักตร์กับพระอุระจะยาวกว่าพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซมทุกพิมพ์และมีเส้นบางๆ เหมือนศิลปะลำคอ 

9. เส้นจีวรเป็นร่องลึก เรียกว่า “อกร่อง” ลักษณะคล้ายกับพิมพ์ฐานคู่ 

10. เส้นหน้าอกจะผายไปต่อกับพระกรทั้ง 2 ข้าง

11. รูปหน้าตักขององค์พระจะเป็นรูปเลขแปด ตามแนวนอน (พิมพ์ย่อยที่ 3 อาจไม่ชัดเจนเหมือนพิมพ์ย่อยที่ 1 และ 2)

12. พระบาทขวาจะทับพระบาทซ้าย

13. เส้นแซมเส้นที่ 2 หรือเส้นแซมใต้ตัก จะมีลักษณะใหญ่เล็กใกล้เคียงกับฐานชั้นที่ 3

14. เส้นแซมชั้นที่ 1 จะมีลักษณะใหญ่เล็กเกือบเท่าเส้นฐานชั้นที่ 2

15. รอยตัดของหัวฐานชั้นที่ 1 ทางด้านขวามือขององค์พระจะมีลักษณะป้าน

16. รอยตัดของหัวฐานชั้นที่ 1 ทางด้านซ้ายมือองค์พระจะมีลักษณะเฉียงปลายแหลมลงสู่ด้านล่าง

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมองค์ครู เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ทรงย่อยที่ 3 ที่งดงามมากอีกองค์หนึ่ง (นิรนามแบ่งออกเป็น 3 พิมพ์ทรงย่อย โดยพิมพ์ทรงย่อยนี้จะคล้ายกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานคู่ มากที่สุด) พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา ด้านบนไม่ได้ป้านออกชัดเจนนัก (พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงฐานแซมทั้ง 2 วัด ด้านบนมักจะป้านออกด้านล่างมักจะสอบเข้า) มีการปิดทองที่เป็นเอกลักษณ์ของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม โดยปิดที่บริเวณองค์พระลงมาที่ฐาน ส่วนบริเวณซุ้มพระ ผนังพระ นั้นไม่มีการปิด และยังเป็นการปิดทองก่อนเข้ากรุ มีความคมลึก วรรณะออกน้ำตาล มีคราบขี้กรุปกคลุมโดยทั่วไปทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลังองค์พระ เส้นจีวรจะมีลักษณะผายออกไปทางซอกแขนทั้ง 2 ข้าง (ถ้าเป็นพิมพ์ฐานคู่วัดบางขุนพรหม เส้นจีวรทั้ง 2 เส้นจะวิ่งขึ้นไปชนเส้นอกตรงๆ และพระเศียรและพระวรกายโดยรวมจะมีขนาดเล็กกว่าพิมพ์ฐานแซม) เส้นหน้าตักจะคล้ายเลขแปดตามแนวนอน (ถ้าเป็นพิมพ์ฐานคู่ จะเป็นเส้นตรง) ด้านหน้า เห็นรอยขอบปลิ้นเล็กน้อยด้านซ้ายมือองค์พระ ซึ่งขอบปลิ้นมักจะพบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่ คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊กพระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม