พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม รวมถึงพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) และพระสมเด็จวัดเกศไชโย ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) โดยส่วนมากนั้น มักจะมีความบาง อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ บอกว่ามีขนาดหนาเฉลี่ยประมาณ ครึ่งเซ็นติเมตร และจากลักษณะเด่นดังกล่าว จึงมีผู้นำไปรวมกับลักษณะเด่นของพระเครื่องชุดในเบญจภาคี อีก 4 อย่าง อันประกอบด้วย พระสมเด็จนางพญา พระรอด พระผงสุพรรณ และ พระกำแพงซุ้มกอ ร้อยเรียงออกมาเป็นร้อยกรองอันไพเราะว่า “สมเด็จบาง นางหนา ท่านว่าไว้ พระรอดนุ่ม หนึกใน คล้ายสีผึ้ง ผงสุพรรณ ดินกรอง ต้องตาตรึง ซุ้มกอซึ้ง แร่มะขาม งามจับใจ”
อย่างไรก็ตาม ถ้าอ้างตามองค์ความรู้ของ นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส จะมีพระสมเด็จวัดระฆังฯ อยู่สองพิมพ์ทรงที่มักจะมีความหนาเป็นพิเศษ (อาจหนามากกว่าสองเท่าของความหนาปกติ) ก็คือ พิมพ์ทรงเจดีย์ และ พิมพ์ทรงเกศบัวตูม โดยอาจมาจากเหตุผลที่ว่า พระสองพิมพ์นี้เป็นการเริ่มแกะแม่พิมพ์ที่เป็นแบบประณีตของช่างทองหลวง (หลังจากที่มีการแกะแม่พิมพ์ของพิมพ์ทรงฐานแซมที่น่าจะมีการแกะเป็นพิมพ์ทรงแรก ที่ค่อนข้างหย่อนความประณีต เป็นเหมือนการเริ่มทดลองแกะแม่พิมพ์พระชุดวัดระฆังฯของช่างทองหลวง) เนื้อหามวลสารก็ยังมีเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก จึงนำมากดพระอย่างเต็มที่ พระสมเด็จฯทั้งสองพิมพ์ทรงนี้ยังน่าจะมีการแกะแม่พิมพ์ในเวลาใกล้เคียงกัน โดยเริ่มจากพิมพ์ทรงเกศบัวตูมก่อนซึ่งมีมวลสารผสมอยู่มากกว่าพิมพ์ทรงเจดีย์ ดังที่นิรนามได้ตั้งข้อสังเกตไว้
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์นั้น ช่างน่าจะแกะตามแบบของ “องค์พระแก้วมรกต” ที่ทรงเครื่องทรงฤดูฝน อย่างไรก็ตามพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูมนั้นน่าจะมีแม่แบบในการแกะเป็นองค์พระแก้วมรกตด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อสังเกตจากพระเศียรที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่รวมถึงพระกรรณบายศรีของทั้งสองพิมพ์ทรงที่มีลักษณะคล้ายกับการสวมใส่พระศกศิราภรณ์ (เครื่องประดับครอบพระเศียร) ลักษณะของพระหนุ (คาง) ของพระสมเด็จฯทั้งสองพิมพ์ทรงยังมีลักษณะอูมใหญ่ คล้ายกับขององค์พระแก้วมรกตด้วยเช่นกัน และเมื่อพิจารณาถึงความล่ำสันขององค์พระ พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูมนั้นยังน่าจะมีลักษณะใกล้เคียงกับองค์พระแก้วมรกตมากกว่าพิมพ์ทรงเจดีย์อยู่เล็กน้อยอีกด้วย พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์บางพิมพ์ทรงย่อยนั้น มีความลึกของลำพระองค์มากมีลักษณะใกล้เคียงกับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูม ที่เป็นลักษณะของประติมากรรมแบบนูนสูงด้วยเช่นกัน
หลังจากแกะแม่พิมพ์พิมพ์ทรงเกศบัวตูมและพิมพ์ทรงเจดีย์แล้ว จากนั้นจึงเป็นการแกะแม่พิมพ์ของพิมพ์ทรงใหญ่เป็นลำดับถัดไป ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายท่านบอกว่าใช้ “พระประธานยิ้มรับฟ้า” ในพระอุโบสถวัดระฆังฯ เป็นแม่แบบในการแกะเป็น โดยพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงใหญ่จะมีลักษณะเป็นแบบสังเขปมากขึ้น แต่จะมีการใส่เทคนิคการแกะแบบ “ทัศนียภาพ” หรือแบบมีมิติตามที่ตามองเห็นจริงเข้าไป ตามองค์ความรู้ของตะวันตกอย่างเต็มรูปแบบ แสดงออกถึงการพัฒนาพิมพ์ทรงขั้นสูงสุด สำหรับพิมพ์ปรกโพธิ์นั้น น่าจะมีการสร้างในวาระพิเศษ หลังจากที่พิมพ์ทรงอื่นๆสร้างเสร็จหมดแล้ว โดยเป็นการแปลงจากแม่พิมพ์เดิมบางพิมพ์ ดังที่มีกล่าวไว้เช่นกันในตำราของ ตรียัมปวาย น่าสนใจว่า ในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงอื่นนั้น มีการนำหลักการของ “ทัศนียภาพ” ผสมผสานเข้าไปในการแกะแม่พิมพ์ด้วยหรือไม่
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯทุกพิมพ์ทรง ยกเว้นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงใหญ่นั้นจะมีลักษณะสมมาตร การที่พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่มีลักษณะเหมือนการนั่งตะแคงไปทางขวามือองค์พระ ตามที่มีการตั้งข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯมาแต่อดีตนั้น ก็เนื่องมาจากช่างผู้แกะแม่พิมพ์ ได้ใช้มุมมองพระขณะแกะแม่พิมพ์จากด้านหน้าค่อนไปทางซ้ายมือองค์พระ
พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ นั้น เมื่อพิจารณาองค์รวมอาจพูดได้ว่า เป็นลักษณะแบบสมมาตรอยู่ด้วยเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาลักษณะเด่นหรืออาจเรียกว่าเป็นตำหนิพิมพ์ทรงบางประการแล้ว อาจมีคำถามว่าช่างได้แกะตำหนิพิมพ์ทรงดังกล่าวไว้ด้วยเหตุผลอะไร ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้
ลักษณะเด่นหรือตำหนิพิมพ์ทรงประการแรก ที่มีปรากฏในพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ ทุกองค์ ก็คือลักษณะของฐานชั้นบนสุด (ชั้นที่สามนับจากด้านล่าง) ที่บริเวณปลายฐานด้านขวามือองค์พระจะมีลักษณะแอ่นขึ้นเหมือนเรือใบ
ลักษณะเด่นประการที่สอง ก็คือการที่วงแขนของพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้จะมีลักษณะคอดรัดเข้าหาลำตัว ซึ่งแตกต่างจากพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงอื่นที่วงแขนจะวาดวงกว้างกางออกสองข้างอย่างสง่าผ่าเผยเป็นลักษณะของวงแขนของการประสานนั่งสมาธิ
ลักษณะเด่นประการที่สาม คือการที่ซอกแขนด้านซ้ายมือใต้รักแร้องค์พระ มักจะอยู่สูงกว่าด้านขวามือองค์พระเล็กน้อย (ครูอาจารย์บางท่านในอดีตให้ความรู้ว่า ความหนาเหนือซอกรักแร้ทั้งสองข้างจะเท่ากัน ซึ่งเป็นความจริง แต่เมื่อสังเกตดูองค์ที่มีลักษณะเช่นนั้น มักจะเห็นว่าไหล่มีการเอียงลงมาด้านขวามือองค์พระทำให้เท่ากัน แต่ถึงกระนั้นรักแร้ด้านซ้ายมือองค์พระก็มักจะสูงกว่าเล็กน้อย)
เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ข้างต้นดังกล่าวซึ่งเป็นเหมือน “ความลับในพิมพ์ทรง” ของพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตนำเสนอว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า ในขณะที่ช่างได้เริ่มแกะแม่พิมพ์แบบประณีต พิมพ์แรก คือพิมพ์ทรงเกศบัวตูมนั้น ช่างได้แกะพิมพ์โดยใช้มุมมองจากด้านหน้าองค์พระ พระสมเด็จที่แกะออกมาจึงมีความสมมาตร และเมื่อเริ่มแกะพิมพ์ต่อมาคือพิมพ์ทรงเจดีย์นั้น ช่างได้ใช้มุมมองจากด้านหน้าองค์พระค่อนมาทางซ้ายมือประมาณ 45 องศา จึงทำให้เกิดลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์บางอย่างข้างต้นขึ้นมา โดยที่เห็นเป็นลักษณะหัวเรือใบนั้นเป็นลักษณะของขอบโค้งของฐานรองพระแก้วมรกตเมื่อมองจากมุมมองดังกล่าว ส่วนแขนที่คอดเข้าหาตัวนั้นมาจากมุมมองดังกล่าวเช่นกันโดยยิ่งมีมุมมากขึ้นแขนยิ่งคอดตามมากขึ้น และการที่ซอกรักแร้ด้านซ้ายมือองค์พระอยู่สูงกว่าด้านขวามือองค์พระก็เป็นจากมุมมองดังกล่าวด้วยอีกเช่นกัน สำหรับการที่บริเวณกลางพระเกศมีตุ่มเล็กๆปรากฏและมักจะค่อนมาทางด้านขวามือองค์พระนั้นก็อาจจะมาจากสาเหตุนี้ได้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่อาจจะหาเหตุผลมาอธิบายให้ชัดเจนไม่ได้มากเหมือนสามประการแรก อย่างไรก็ตาม ลักษณะของการแกะแม่พิมพ์ของพิมพ์ทรงเจดีย์ที่แม้จะคล้ายกับการที่ช่างใช้มุมมองประมาณ 45 องศาในการแกะ แต่ก็ไม่ได้เคร่งครัดตามหลักของ “ทัศนียภาพ” เหมือนกับการแกะแม่พิมพ์ของพิมพ์ทรงใหญ่ ที่น่าจะใช้มุมมองประมาณ 15 – 30 องศาในการแกะ มิติบางอย่างในองค์พระยังคงลักษณะของการแกะแม่พิมพ์จากมุมมองจากด้านหน้า จึงทำให้องค์ประกอบหลายอย่างในพิมพ์ทรงยังคงลักษณะองค์รวมที่ดูคล้ายมีความสมมาตรอยู่
บทส่งท้าย
พระสมเด็จวัดระฆังฯที่แกะโดยช่างทองหลวงนั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตตั้งสมมติฐานว่า พิมพ์ทรงแรกที่มีการแกะนั้นคือพิมพ์ทรงฐานแซม เป็นการแกะแบบไม่ปราณีตนักเหมือนเป็นเริ่มทดลองแกะแม่พิมพ์ จากนั้นจึงมีการแกะแม่พิมพ์เกศบัวตูมที่มีความละเอียดปราณีตมี “เครื่องทรง” มาก โดยแกะในเวลาใกล้เคียงกับ พิมพ์ทรงเจดีย์ ซึ่งได้เริ่มมีการใส่เทคนิคการแกะแบบ “ทัศนียภาพ” หรือแบบมีมิติตามที่ตาเห็นจริงเข้าไปบางส่วน โดยที่ทั้งพิมพ์ทรงเกศบัวตูมและพิมพ์ทรงเจดีย์นั้นน่าจะมีแม่แบบในการแกะมาจากพระแก้วมรกต จากนั้นจึงมีการแกะแม่พิมพ์ของพิมพ์ทรงใหญ่ เป็นการคลี่คลายทางพิมพ์ทรงมาตามลำดับ โดยมีการผสมผสานองค์ความรู้สมัยใหม่ของตะวันตกเข้าไปอย่างเต็มที่มีการแกะแม่พิมพ์โดยใช้เทคนิคแบบ “ทัศนียภาพ” แบบเต็มรูปแบบ สำหรับพิมพ์ปรกโพธิ์นั้นน่าจะเป็นพิมพ์แบบเฉพาะกิจที่มีการดัดแปลงจากพิมพ์เดิมบางพิมพ์ที่มีอยู่แล้ว การทำความเข้าใจในเรื่องลักษณะของพิมพ์ทรงในเชิงลึก โดยเฉพาะในพิมพ์ทรงที่มีการใช้หลักการของ “ทัศนียภาพ” ในการแกะ น่าจะทำให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปในการออกแบบพิมพ์ทรงพระสมเด็จวัดระฆังฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ที่บางครั้งเป็นเหมือน “ความลับในพิมพ์ทรง” ได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยองค์ความรู้ของ นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่ได้อธิบายความแตกต่างระหว่างพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่ (พิมพ์ทรงพระประธาน) และพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ ไว้อย่างน่าสนใจ (นิรนามได้แบ่งพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเจดีย์ไว้เป็น 5 พิมพ์ทรง) เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาดังต่อไปนี้
1. เส้นขอบแม่พิมพ์ด้านซ้ายมือองค์พระ ของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์จะลากยาวลงมาจรดก้นขอบซุ้มเรือนแก้วตรงมุมล่างพอดี ส่วนพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ เส้นขอบแม่พิมพ์ดังกล่าวจะมาจรดกับขอบซุ้มเรือนแก้วประมาณกลางองค์พระ (บริเวณข้อศอก)
2. ที่พระเกศของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์พิมพ์ที่ 2 (พิมพ์ทรงเจ๊แจ๋ว) จะมีรอยขยักเหมือนกับมีพวงมาลัยครอบไว้กลางเกศ ซึ่งไม่มีในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่ (มักจะโย้มาทางซ้ายมือองค์พระ)
3. บริเวณหัวไหล่ทั้งด้านซ้ายและขวาขององค์พระ ความหนาจากบนหัวไหล่จนถึงใต้รักแร้จะเท่าๆกัน ในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นั้น ความหนาดังกล่าวบริเวณหัวไหล่ขวามือองค์พระจะหนากว่าด้านซ้ายมือองค์พระ (ความหนาเหนือซอกรักแร้ทั้งสองข้างจะเท่ากัน องค์ที่มีลักษณะเช่นนั้น มักจะเห็นว่าไหล่มีการเอียงลงมาด้านขวามือองค์พระ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจาณาเฉพาะรักแร้ ด้านซ้ายมือองค์พระมักจะสูงกว่าเล็กน้อย)
4. เส้นซุ้มครอบแก้วของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ จะเล็กกว่าของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่
5. พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงที่ 2 (พิมพ์ทรงเจ๊แจ๋ว) จะมีเส้นผ้าอังสะพาดจากหัวไหล่ลงมาสู่ใต้รักแร้ชัดเจน แต่อาจจะไม่ปรากฏให้เห็นก็ได้ในองค์ที่กดพิมพ์ติดไม่ชัด สำหรับในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่จะไม่ปรากฏเส้นผ้าอังสะ
6.แขนข้างขวาด้านในของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ จะมีเนื้อพอกอยู่เป็นส่วนเกิน ซึ่งเป็นตำหนิของแม่พิมพ์ที่อยู่ส่วนลึกสุด ถึงแม้พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์องค์ใดจะใช้จนสึกหรือกดพิมพ์ไม่ลึกชัดเจนเพียงพอ แต่ก็ยังปรากฏเห็นชัดเจน
7. ข้อศอกซ้ายด้านนอกของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ จะไม่มีชายจีวรแล่นจากศอกซ้ายมายังหัวเข่าเหมือนพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่
8. สัดส่วนขององค์พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ จะเล็กกว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่
9. ด้านหลังของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์จะเป็นแบบ “หลังทื่อ” (หลังเรียบ)
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูปพระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระในปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์องค์ครู ที่งดงามมากอีกองค์หนึ่ง (นิรนามได้แบ่งพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ไว้เป็น 5 แบบ องค์นี้เป็นพิมพ์ทรงแบบที่ 2 แบบเดียวกับองค์ “เจ๊แจ๋ว” อันโด่งดัง) เส้นกรอบบังคับแม่พิมพ์ด้านซ้ายองค์พระลากยาวมาถึงด้านล่างซึ่งเป็นลักษณะของพิมพ์ทรงย่อยพิมพ์นี้ สภาพผ่านการใช้ ไม่ปรากฏเส้นอังสะชัดเจนนัก วรรณะขาวอมน้ำตาล เนื้อหนึกแกร่ง ปรากฏการแตกลายงา (เนื้อหนึกแกร่งเมื่อมีการลงรัก มักแตกลายงาด้านหน้าองค์พระ) มีเม็ดพระธาตุปรากฏให้เห็น มีรอยรูพรุนเข็ม พื้นผนังองค์พระปรากฏรอยหนอนด้นที่เป็นเอกลักษณ์ของเนื้อพระวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา วงแขนคอดเข้าหาลำตัว พระเศียรโต และปลายฐานชั้นบนด้านขวาองค์พระแอ่นขึ้นคล้ายเรือใบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์ทรงนี้ ตัดขอบพอดีกรอบบังคับแม่พิมพ์ ด้านหลังเป็นแบบหลังกระดาน (หลังทื่อ) มีรอยปูไต่ (ขอบปริกระเทาะ) เล็กน้อยด้านขวาและด้านบนที่แสดงถึงธรรมชาติความเก่า (รอยปูไต่ด้านหลังมักปรากฏในพระสมเด็จวัดระฆังฯ) เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์