ในบรรดาพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ทั้ง 5 พิมพ์ทรงนั้น ถ้าบอกว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงฐานแซม เป็นพิมพ์ทรงที่มีศิลปะแม่พิมพ์ค่อนข้างตื้นและสะโอดสะองมากที่สุด ในทางตรงกันข้าม พระสมเด็จวัดระฆังฯที่มีพิมพ์ทรงลึกและล่ำสันสง่างามมากที่สุด ก็คือ พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเกศบัวตูม นั่นเอง ซึ่งถ้ามองในแง่ของงานศิลปกรรม อาจบอกได้ว่าพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ เป็นลักษณะของงานประติมากรรมแบบนูนสูงได้เช่นกัน (มากกว่าครึ่งหนึ่งขององค์พระอยู่เหนือพื้นระนาบ) ในขณะที่พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงอื่นๆส่วนมากนั้น อาจจัดให้อยู่ในรูปแบบของงานประติมากรรมแบบนูนต่ำ นอกจากนี้ยังพบว่า ในบรรดาพระสมเด็จวัดระฆังฯทั้งหมดนั้น ช่างผู้แกะแม่พิมพ์ยังได้มีการแกะหน้าตาพระไว้อย่างค่อนข้างชัดเจนในพระพิมพ์ทรงนี้มากกว่าพิมพ์ทรงอื่น รวมถึงยังมีการแกะปลายพระบาทให้เห็นด้วยเช่นกัน หรืออาจบอกว่าพระพิมพ์ทรงนี้นั้นมีอวัยวะครบ 32 ประการ พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงนี้ ยังเป็นพิมพ์ทรงที่พบเจอได้ยากที่สุดรองมาจากพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงปรกโพธิ์ด้วยเช่นกัน
พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูม ของวัดระฆังฯ ที่ปัจจุบันยอมรับกันว่าเป็นพิมพ์ทรงมาตรฐานนั้น มีสองพิมพ์ทรงย่อย คือ พิมพ์ทรงฐานสิงห์แคบ และ พิมพ์ทรงฐานสิงห์กว้าง ที่เพิ่งมีการยอมรับกันในภายหลัง โดยแต่เดิมวงการนักสะสมพระสมเด็จฯเชื่อกันว่า พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้มีพิมพ์ย่อยเพียงพิมพ์เดียว ก็คือ พิมพ์ฐานสิงห์แคบ (องค์ที่โด่งดังมากก็คือองค์คุณมนตรีฯ ว่ากันว่ามูลค่าเช่าหาในปัจจุบัน ขึ้นไปถึงเก้าหลัก) อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือ พลายชุมพล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ บอกว่า พิมพ์ฐานสิงห์กว้างนั้นเพิ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นพิมพ์ทรงมาตรฐาน เมื่อประมาณไม่เกินยี่สิบกว่าปีมานี้ โดยมีการนำเข้าสู่วงการโดยเซียนพระระดับอาวุโสท่านหนึ่ง จึงทำให้เป็นที่ยอมรับกัน
นิรนาม ได้พูดถึงพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงนี้ว่า “พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์เกศบัวตูม พระเกศจะมีลักษณะเหมือนดอกบัวตูม อันเป็นเอกลักษณ์ที่ใช้เรียกชื่อแม่พิมพ์ ตรงโคนพระเกศจะมีรอยหยักคล้ายพวงมาลัยครอบโคนพระเกศอยู่ บริเวณพระนลาฏ (หน้าผาก) จะเอียงลาดจากบริเวณหัวคิ้วขึ้นไปรองรับโคนพระเกศ ศิลปะแม่พิมพ์จะแตกต่างกับพิมพ์อื่นๆ ศิลปะของพิมพ์เกศบัวตูมจะเป็นศิลปะนูนลึกและไม่ค่อยอ่อนช้อยนัก หนักไปในทางเน้นความหนาและความสง่างาม องค์ประกอบต่างๆ จะดูหนาแข็ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงจากหน้าตักขององค์พระมาถึงฐานชั้นล่างสุด เส้นหน้าตักและเส้นฐานจะหนาเป็นแท่งผิดกับพิมพ์อื่นๆ เส้นซุ้มครอบแก้วจะหนาเป็นพิเศษ เหมือนนำหวายผ่าซีกมาวางไว้บนพื้นขององค์พระ”
นิรนาม ยังบอกด้วยว่า “พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์เกศบัวตูมนี้ จะมีลักษณะพิเศษคือ จะมีเนื้อหามวลสารมาก และหนากว่าพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ และพิมพ์ฐานแซม อย่างเห็นได้ชัด จะมีขนาด (ความหนา) ไล่เลี่ยกับพิมพ์ทรงเจดีย์” ซึ่งโดยปกตินั้น พระสมเด็จฯโดยทั่วไป มักจะมีความบาง ดังที่มักกล่าวกันในหมู่นักสะสมว่า “สมเด็จบาง นางหนา ท่านว่าไว้ พระรอดนุ่ม หนึกใน คล้ายสีผึ้ง ผงสุพรรณ ดินกรอง ต้องตาตรึง ซุ้มกอซึ้ง แร่มะขาม งามจับใจ” น่าสนใจว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ บอกอะไรเราได้บ้าง
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า ในบรรดาพระสมเด็จวัดระฆังฯทั้งหมดนั้น พิมพ์ทรงฐานแซม น่าจะเป็นพิมพ์ทรงที่สร้างขึ้นเป็นลำดับแรก ด้วยเหตุผลเช่น มีพิมพ์ทรงเป็นลักษณะชลูดที่คล้ายกับพระสมเด็จวัดเกศไชโย ที่สร้างมาก่อนมากที่สุด มีการพบมวลสารค่อนข้างมากในพระพิมพ์ทรงนี้ ที่มีการสร้างเป็นจำนวนมากที่สุด มีการแกะพิมพ์ทรงที่ไม่ประณีตมากนัก เหมือนเป็นการเริ่มทดลองออกแบบและแกะพิมพ์ทรงของช่างชุดที่เข้ามาแกะแม่พิมพ์ในกลุ่มพิมพ์ทรงมาตรฐานทั้งหมด หรือตามทฤษฎีประวัติศาสตร์พระสมเด็จฯ เรียกว่ากลุ่มช่างทองหลวง จากนั้นช่างจึงเริ่มออกแบบและแกะพิมพ์ทรงด้วยความประณีต โดยถ้าอ้างตามทฤษฎีการคลี่คลายทางพิมพ์ทรงแล้วนั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตนำเสนอว่า พิมพ์ทรงที่มีการแกะเป็นลำดับถัดไปจากพิมพ์ทรงฐานแซม น่าจะเป็นพิมพ์ทรงเกศบัวตูม และ พิมพ์ทรงเจดีย์ ตามลำดับ (น่าสังเกตว่าสองพิมพ์ทรงนี้มีความหนาเป็นพิเศษคล้ายๆกัน น่าจะทำในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน พิมพ์เกศบัวตูมนั้นมีมวลสารมาก จึงน่าจะทำในช่วงแรกๆ) โดยที่พิมพ์ทรงเกศบัวตูม นั้นมีลักษณะของการ “ทรงเครื่อง” มีเส้นสายลวดลายประดับมากที่สุด รองลงมาคือพิมพ์ทรงเจดีย์ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า ในพิมพ์ทรงเจดีย์ องค์ลักษณะโดยรวมนั้น ช่างน่าจะแกะตามแบบของ “องค์พระแก้วมรกต” ที่ทรงเครื่องทรงฤดูฝน หลังจากแกะพิมพ์ทรงเจดีย์แล้วจากนั้นจึงเป็นการแกะแม่พิมพ์ของพิมพ์ทรงใหญ่ ซึ่งมีเส้นสายน้อยลงเป็นแบบสังเขปมากขึ้น และมีการใส่เทคนิคการแกะแบบ “ทัศนียภาพ” หรือแบบมีมิติตามที่ตามองเห็นจริงเข้าไป แสดงออกถึงการพัฒนาพิมพ์ทรงขั้นสูงสุด สำหรับพิมพ์ปรกโพธิ์นั้น น่าจะมีการสร้างในวาระพิเศษ หลังจากที่พิมพ์ทรงอื่นๆสร้างเสร็จหมดแล้ว สังเกตจากการที่คล้ายกับมีการแกะกลุ่มใบโพธิ์ลงบนแม่พิมพ์เดิมบางพิมพ์
บทส่งท้าย
พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเกศบัวตูม ถือว่าเป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงที่มีความลึกและมีความล่ำสันสง่างามมากที่สุด ในบรรดาพระสมเด็จวัดระฆังฯทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นพระสมเด็จวัดระฆังที่มีเส้นสายลวดลายประดับประดาบนองค์พระมากที่สุด หรือเรียกว่ามีความ “ทรงเครื่อง” มากที่สุด และยังมีลักษณะเฉพาะตัวอีกหลายอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาพระสมเด็จ ทำให้เข้าใจถึงการสร้างพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตในเชิงภาพรวมได้มากขึ้นเช่นกัน
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยหลักการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูม ของ นิรนาม โดยเป็นพิมพ์แบบฐานสิงห์กว้าง หรือพิมพ์ย่อยที่สอง (นิรนามถือว่าเป็นกลุ่มพิมพ์เดียวกับ พิมพ์ฐานสิงห์แคบ พิมพ์ย่อยที่หนึ่ง) เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ดังต่อไปนี้
1. พระเกศมีลักษณะเหมือนดอกบัวตูม
2. บริเวณพระนลาฎ (หน้าผาก) จะค่อยๆเอียงลาดจากบริเวณหัวคิ้วขึ้นไปรองรับโคนพระเกศ
3. พระกรรณทั้งสองข้างจะเป็นสันนูนและเป็นเส้นโค้งหนา ลักษณะคล้ายหูบายศรี ลากยาวทอดมาบริเวณพระอังสา (บ่า) ทั้งซ้ายขวา เนื้อบริเวณหัวไหล่ทั้งสองข้างลงมาถึงรักแร้จะหนามากเป็นพิเศษแตกต่างจากพิมพ์อื่น
4. หัวเข่าด้านซ้ายองค์พระจะกลมมน ส่วนหัวเข่าด้านขวาจะมีลักษณะโค้งและลาดเอียงมากกว่า
5. บริเวณหน้าตักองค์พระค่อนมาทางด้านขวาจะพบฝ่าพระบาทยื่นออกมาใต้หน้าตักชัดเจน
6. เส้นแซมจะเป็นรอยฐานเล็กๆขึ้นมาก่อนที่จะเป็นเส้นแซม จะสังเกตได้ชัดเจนบริเวณเหนือฐานชั้นที่สอง
7. จุดเริ่มของเส้นแซมใต้หน้าตักบริเวณหัวฐานด้านขวาขององค์พระจะติดกับหัวฐานชั้นที่สาม
8. มีเนื้อหามวลสารมาก
9. หนากว่าพิมพ์ใหญ่และพิมพ์ฐานแซมอย่างเห็นได้ชัด ไล่เลี่ยกับพิมพ์ทรงเจดีย์
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯองค์ครู อีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูม แบบฐานสิงห์กว้าง องค์ครู ที่งดงามมากอีกองค์หนึ่ง วรรณะขาว พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา มีความยาวของฐานสิงห์ (ชั้นกลาง) มากกว่าฐานชั้นบน เนื้อหนึกนุ่ม (มักไม่ปรากฏลายแตกลายงา) มีเม็ดพระธาตุปรากฏให้เห็น มีรอยรูพรุนขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่ารูพรุนเข็ม ปรากฏรอยหนอนด้น ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ มีรอยปูไต่ (ขอบกระเทาะ) ที่แสดงถึงธรรมชาติความเก่า ซี่งมักพบในหลังพระสมเด็จวัดระฆังฯ เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์