พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงใหญ่นั้น นิรนาม แห่งนิตยสารพรีเชียส ได้แบ่งออกเป็น 3 พิมพ์ทรงย่อย ได้แก่ 1.พิมพ์ใหญ่พิมพ์ลึก 2.พิมพ์ใหญ่พิมพ์ตื้น 3.พิมพ์ใหญ่พิมพ์ลึกมีเส้นแซมใต้ฐาน โดยที่พิมพ์ใหญ่พิมพ์ตื้น ที่มีการแกะพิมพ์เป็นเอกลักษณ์ของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมนั้น มีการพบเจอมากที่สุด ส่วนพิมพ์ใหญ่พิมพ์ลึก ที่แกะแม่พิมพ์ล้อพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่แบบอกวี นั้นมีการพบเจอรองลงมา สำหรับพิมพ์ใหญ่พิมพ์ลึกมีเส้นแซมใต้ฐาน ที่เป็นการแกะล้อพิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่เช่นกันนั้น พบเจอได้น้อยมาก การที่มีการเรียกว่าพิมพ์ลึก หรือพิมพ์ตื้นนั้น มาจากลักษณะเด่นขององค์พระ โดยที่พิมพ์ลึกนั้น ลำพระองค์พระ รวมถึงฐานพระจะนูนค่อนข้างสูงออกมาจากพื้นผนังองค์พระ แขนขารวมถึงเส้นซุ้มจะค่อนข้างหนาใหญ่กว่าพิมพ์ตื้น เป็นลักษณะของประติมากรรมแบบนูนสูง (รูปทรงมักยื่นออกมามากกว่าครึ่งหนึ่งของรูปทรงจริง) ส่วนพิมพ์ตื้นนั้นลำพระองค์พระจะเล็ก แขนขา ฐานรวมถึงเส้นซุ้มจะเล็ก และโดยรวมจะตื้นบางกว่าพิมพ์ลึก มีลักษณะใกล้เคียงกับประติมากรรมแบบนูนต่ำ
ทฤษฎีการดูพิมพ์ทรงพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นในการพิจารณาพิมพ์ทรงด้านหน้าองค์พระ ทั้งพระสมเด็จวัดระฆังฯหรือวัดบางขุนพรหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสมเด็จวัดระฆังฯนั้นค่อนข้างมีความเคร่งครัดทางพิมพ์ทรง ที่ช่างมักจะต้องมีการแกะแม่พิมพ์แบบประณีต ตามรูปแบบพิมพ์ทรง ที่มีการออกแบบเอาไว้ล่วงหน้า (ช่างสมัยปัจจุบันเรียกว่า “ดรอวอิ้ง”) ตามวิธีการของช่างสิบหมู่หรือช่างทองหลวงที่ได้รับการถ่ายทอดจากตะวันตก ซึ่งถึงแม้จะมีการแกะหลายบล็อกตามรูปแบบพิมพ์ทรงเดียวกัน ก็จะมีโครงพิมพ์ทรงและรายละเอียดขององค์พระแบบเดียวกัน โดยเฉพาะถ้าแกะจากช่างคนเดียวกันจะยิ่งมีความชัดเจน มีเส้นสายลายเซ็นอันเดียวกัน ซึ่งต่างจากการแกะแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ที่มักจะไม่มีความเคร่งครัดทางพิมพ์ทรงนัก โดยถึงแม้จะแกะล้อพิมพ์จากพระสมเด็จวัดระฆังฯ เช่นในส่วนของแม่พิมพ์ 5 แม่พิมพ์แรก (พิมพ์ทรงใหญ่, พิมพ์ทรงเจดีย์, พิมพ์ทรงฐานแซม, พิมพ์ทรงเกศบัวตูม, พิมพ์ปรกโพธิ์) อย่างไรก็ตามสันนิษฐานว่าบางแม่พิมพ์นั้น เป็นการแกะสด โดยไม่มีการร่างรูปแบบพิมพ์ทรงขึ้นใหม่ บล็อกแม่พิมพ์ที่แกะขึ้นในแต่ละครั้งจึงมีความหลากหลาย ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนนักถึงแม้จะเป็นพิมพ์ทรงเดียวกัน จึงอาจทำความเข้าใจในเรื่องพิมพ์ทรงได้ยากกว่า โดยมักจะต้องพิจารณาพร้อมกับการพิจารณาเนื้อหามวลสารและคราบกรุที่เป็นตัวช่วยที่สำคัญ
...
ในการดูพิมพ์ทรงพระสมเด็จฯนั้นนอกจากพิมพ์ทรงด้านหน้าแล้ว ยังต้องมีการพิจารณาด้านหลังด้วยเช่นกัน “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า ด้านหลังหรือพิมพ์ด้านหลังของพระสมเด็จฯนั้นมีความสำคัญมาก ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯบางท่านนั้น เพียงแต่ดูด้านหลังองค์พระก็สามารถบอกได้เลยว่าพระองค์นั้นแท้หรือไม่ อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ บอกว่า นักเลงพระสมัยก่อนนั้น จะไม่ให้คนอื่นดูหลังพระสมเด็จฯของตนเอง ยกเว้นว่าจะมีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันจริงๆเท่านั้น จะเห็นว่ากรอบพระสมเด็จฯนั้นมักจะนิยมเลี่ยมแบบปิดหลังจนถึงปัจจุบัน
ลักษณะด้านหลังของพระสมเด็จวัดระฆังฯนั้น นิรนาม บอกว่า สามารถแบ่งได้เป็น 4 แบบหลักๆ คือ แบบหลังเรียบ – แบบนี้จะคล้ายกับด้านหลังของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมส่วนใหญ่มากที่สุด, แบบหลังกระดาน – มีลักษณะคล้ายหลังเรียบแต่ปรากฏเส้นขอบมักเป็นทางขวางที่เกิดจากขอบของไม้กระดานที่นำมากดด้านหลังขององค์พระเพื่อดันให้พระอัดแน่นลงไปในแม่พิมพ์ อาจมีได้ถึง 2-3 เส้น, แบบหลังสังขยา – มีลักษณะเหมือนชื่อคือคล้ายผิวหน้าขนมสังขยา, แบบหลังกาบหมาก – มีลักษณะเหมือนกาบหมากคือเป็นรอยขรุขระเป็นแนวยาวขนานกันสันนิษฐานว่าเกิดจากผิวแผ่นไม้กระดานที่นำมากดที่มีความขรุขระไม่เรียบ อย่างไรก็ตามครูอาจารย์บางท่านอาจจะมีการแบ่งลักษณะของด้านหลังของพระสมเด็จฯที่แตกต่างกันออกไป ตรียัมปวาย ได้แบ่งประเภทด้านหลังพระสมเด็จไว้เป็น 8 ลักษณะคือ รูพรุนปลายเข็ม, รอยปูไต่, รอยหนอนด้น, รอยย่นตะไคร่น้ำหรือฟองเต้าหู้, รอยกาบหมาก, รอยสังขยา, รอยลายนิ้วมือ, รอยริ้วระแหง ซึ่ง “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ได้เคยนำเสนอรายละเอียดไปบ้างแล้ว (อย่างไรก็ตาม ด้านหลังพระอาจจะมีมากกว่าหนึ่งลักษณะ อยู่ในองค์เดียวกันก็ได้)
สำหรับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมนั้น ถ้าพิจารณาแบบหยาบๆ อาจบอกได้ว่า โดยส่วนใหญ่นั้นเข้าลักษณะแบบหลังเรียบ (สันนิษฐานว่ามาจากวิธีการสร้างพระ ที่มักจะเป็นการนำเอาแม่พิมพ์พระกดลงบนแผ่นเนื้อพระที่วางรองอยู่บนพื้นราบด้านล่าง) อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯบางท่าน ได้แจกแจงลักษณะของด้านหลังพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมว่า ไม่ได้มีแต่แบบหลังเรียบเพียงเท่านั้นแต่ยังแยกย่อยได้อีกหลายรูปแบบ (แต่โดยรวมแล้ว มีความเรียบเป็นองค์ประกอบหลัก)
นิรนาม ได้อธิบายถึงลักษณะด้านหลังของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงใหญ่ บางองค์ โดยบอกว่าจะไม่เหมือนกับด้านหลังของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงใหญ่ คือนอกจากคราบกรุสีน้ำตาลเข้มและคราบกรุฟองเต้าหู้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือขอบตัดทั้งสี่ด้านจะเป็นสันนูนขึ้น ซึ่งถ้าเป็นของวัดระฆังฯ ด้านหลังจะมีขอบตัดทั้งสี่ด้าน เป็นรอยปูไต่ (รอยปริตามขอบหรือเป็นแนวขนานกับขอบพระ อาจมีบางองค์ที่ไม่ปรากฏรอยปูไต่ แต่ควรจะมีขอบกระเทาะให้เห็นบ้าง) และพื้นลักษณะด้านหลังจะเป็นรอยลูกคลื่น ไม่เหมือนกับลักษณะด้านหลังของพระสมเด็จวัดระฆังฯ (สันนิษฐานว่า การที่พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม มีลักษณะของด้านหลังเป็นลอนคลื่นนั้น ก็เนื่องมาจากในขั้นตอนการเตรียมมวลสารเนื้อพระนั้นเมื่อโขลกตำให้เข้ากันแล้วนั้น จึงนำมาวางรองกระจายเป็นแผ่นลงบนพื้นราบโดยไม่ได้เน้นการกดให้แนบกับพื้นด้านล่าง เมื่อนำแม่พิมพ์พระมากดลงบนแผ่นเนื้อพระ ถึงแม้จะมีแรงกดส่งลงไปที่ด้านล่างก็จริง แต่ลักษณะของการเป็นลอนเป็นรอยลูกคลื่นก็ยังคงอยู่ และเมื่อตัดขอบพระจากด้านหน้าลงด้านหลัง บางองค์จึงปรากฏขอบนูนด้านล่างให้เห็น ส่วนขอบด้านบนมักจะเป็นขอบปลิ้น ดังที่เคยนำเสนอไปบ้างแล้ว)
...
สำหรับด้านหลังของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงใหญ่นั้น ที่มีการพบเจอนั้น นิรนาม ได้สรุปออกมาเป็น 4 ลักษณะดังนี้คือ มีรอยเสี้ยนเส้นขวางกับมีรอย่นขนานคู่กันไป ตรงขอบตัดด้านหลังจะเชิดงอนน้อยๆคล้ายขอบกระด้ง, จะมีรอยเหี่ยวย่นเหมือนหน้าสังขยาที่นึ่งสุกใหม่ๆ, จะมีรอยบั้งคล้ายไม้กระดาน, จะมีรอยปาดเหมือนเอาดินเหนียวหรือเอาดินน้ำมันมากดลงในภาชนะที่บังคับ แล้วเอาไม้ปาดให้เสมอกับขอบบังคับและเกิดรอยปาดขึ้น (สันนิษฐานว่า การสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมบางองค์ นั้นเป็นการนำเอาเนื้อพระกดลงบนแม่พิมพ์คล้ายกับการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯเช่นกันจึงทำให้มีลักษณะของการปาดหลัง)
บทส่งท้าย
การพิจารณาพิมพ์ทรงพระสมเด็จนั้น นอกจากการพิจารณาด้านหน้าองค์พระแล้ว การพิจารณาด้านหลังองค์พระ ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากเช่นกัน อาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯ อีกท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า ผู้ที่มีความชำนาญมากๆนั้น เพียงแต่ดูด้านหลัง ก็สามารถบอกได้ว่าพระสมเด็จฯองค์นั้นแท้หรือไม่และเป็นพิมพ์อะไร โดยลักษณะด้านหลังของพระสมเด็จฯนั้นสามารถแยกแยะออกมาได้หลายรูปแบบทั้งของวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม การทำความเข้าใจถึงเรื่อง หลังพระสมเด็จฯ จึงน่าจะช่วยให้ผู้ที่สนใจเรื่องพระสมเด็จฯสามารถเข้าถึงพระสมเด็จฯแท้ ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้ด้วยเช่นกัน
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้โดยการเรียบเรียงวิธีพิจารณา พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ลึก ของ นิรนาม แห่งนิตยสารพรีเชียส มานำเสนอเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาดังนี้
1. เส้นขอบบังคับแม่พิมพ์ทางด้านซ้ายมือองค์พระ เริ่มที่ขอบบนสุดขององค์พระและจะลงมาจรดซุ้มครอบแก้ว บริเวณหัวไหล่ ซึ่งจะต่างกับพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ ที่มีเส้นขอบบังคับแม่พิมพ์ทางด้านซ้ายมือขององค์พระ โดยเริ่มที่ขอบบนสุดขององค์พระลงมาจรดซุ้มครอบแก้ว บริเวณแนวเดียวกับข้อศอกองค์พระ
...
2. เส้นขอบบังคับแม่พิมพ์ ทางด้านขวามือขององค์พระจะเริ่มตั้งแต่ขอบบน และยาวตลอดลงมาจรดขอบซุ้มครอบแก้วด้านล่างสุด
3. พระเกศจะยาวกว่าพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามพิมพ์ใหญ่ และจะยาวกว่าพระเกศของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ลึกมีเส้นแซมใต้ตัก
4. พื้นบริเวณส่วนบนนอกซุ้มครอบแก้วด้านขวามือขององค์พระ จะเอียงลาดไปสู่ด้านขอบตัดขององค์พระ ซึ่งเกิดจากแม่พิมพ์ขององค์พระ
5. พระพักตร์ของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ลึก จะมีลักษณะเหมือนผลมะตูม
6. พื้นที่หัวไหล่ด้านขวามือองค์พระจะหนา
7. พื้นหัวไหล่ด้านซ้ายมือองค์พระจะบาง
8. ความกว้างของหัวไหล่ซ้ายจรดหัวไหล่ขวาหรือความกว้างของอกขององค์พระจะแคบกว่า พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ลึกที่มีเส้นแซมใต้ตัก
9. เส้นซุ้มครอบแก้วขององค์พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ลึก จะหนาเหมือนหวายผ่าซีก
10. หัวเข่าด้านซ้ายมือขององค์พระจะนูนสูงกว่าหัวฐานพระชั้นที่สาม
11. หัวฐานพระชั้นที่สาม ด้านซ้ายมือจะต่ำกว่าหัวเข่าด้านซ้ายมือขององค์พระ
12. ฐานพระชั้นที่สองเป็นรูปหัวสิงห์หรือเรียกว่าฐานสิงห์
13.หัวเข่าด้านขวามือขององค์พระจะเสมอหรือต่ำกว่าหัวฐานพระชั้นที่สาม
14.หัวฐานพระชั้นที่สามด้านขวามือจะสูงกว่าหรือเสมอกับหัวเข่าด้านขวามือขององค์พระ
15. เนื่องจากหัวเข่าด้านขวามือขององค์พระจะอยู่ต่ำกว่าหัวเข่าด้านซ้ายมือขององค์พระ จะทำให้พุทธลักษณะขององค์พระประธาน ดูนั่งตะแคงหรือเอี้ยวไปทางด้านขวามือองค์พระ
...
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมองค์ครู เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ลึก ที่งดงามมากอีกองค์หนึ่ง ศิลปะแม่พิมพ์มีความลึกชัด ลักษณะใกล้เคียงกับประติมากรรมแบบนูนสูง เกิดแสงและเงาที่ชัดเจน พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา สังเกตเห็นเส้นกรอบบังคับพิมพ์ด้านซ้ายมือองค์พระลากจากด้านบนลงมาจรดบริเวณแนวหัวไหล่ (ถ้าเป็นพิมพ์ใหญ่วัดระฆังฯจะลงมาจรดบริเวณแนวข้อศอก) วรรณะออกน้ำตาล มีคราบขี้กรุปกคลุมโดยทั่วไปทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลังองค์พระ ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ (มีลักษณะของหลังสังขยาผสมบ้างบริเวณด้านล่าง) เห็นขอบนูนเล็กน้อยด้านซ้ายและด้านล่าง และยังปรากฏรอยหมึกของตราประทับสีออกม่วงของทางวัด ด้านหน้าเห็นรอยขอบปลิ้นชัดเจนด้านขวามือองค์พระ ซึ่งขอบปลิ้นมักจะพบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่ คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์