พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรนั้น ในปัจจุบันวงการพระเครื่องเล่นหากันเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม แม้บางองค์มีเนื้อจัดเข้าขั้นว่าเป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ แต่ก็มักจะยึดถือกันว่าเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมอยู่ดี โดยที่ค่านิยมในปัจจุบันนั้นยึดถือพิมพ์ทรงเป็นหลัก โดยเมื่อเห็นว่าเป็นพิมพ์ทรงนี้แล้วก็มักที่จะต้องเชื่อกันโดยไม่มีข้อสงสัย ว่าต้องเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมอย่างแน่แท้ น่าสนใจว่าแท้ที่จริงแล้วพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้นั้นเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมแต่เพียงอย่างเดียวใช่หรือไม่

ตำรา “พระเครื่องประยุกต์” ของตรียัมปวาย ได้พูดถึงพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่า “กล่าวกันว่า นายเทศ (กล่าวกันว่าเป็นหลานเจ้าพระคุณฯ) บ้านอยู่ถนนดินสอ เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ขึ้นถวายท่านเจ้าพระคุณฯ เป็นเบื้องแรก ซึ่งเข้าใจว่าเป็น พิมพ์ทรงเส้นด้าย, พิมพ์ทรงฐานคู่, พิมพ์ทรงสังฆาฏิ เป็นต้น สำหรับพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรนั้น เชื่อกันว่าเจ้าพระคุณฯ เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ต่อมาเจ้าวังหลังพระองค์หนึ่ง ซึ่งรับราชการอยู่ในกรมช่างสิบหมู่ ได้คิดออกแบบใหม่ถวาย กล่าวคือ ได้ดัดแปลงแก้ไขจากแบบเก่าๆ ให้ได้ลักษณะงดงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม และในที่สุด หลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองหลวงราชสำนัก ร.4 เป็นผู้แกะพิมพ์ถวาย ซึ่งนับว่าเป็นแบบพิมพ์ที่งดงามมาก...”

ตรียัมปวาย ยังบอกด้วยว่า พิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรนั้น มีปรากฏทั้งของวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม (หรือที่เรียกว่าพิมพ์ทรงไกเซอร์) โดยมีพิมพ์ทรงย่อยดังนี้ แบบพิมพ์โปร่ง มี 2 พิมพ์ทรงย่อย มีเฉพาะของวัดบางขุนพรหม, แบบพิมพ์เขื่อง มี 4 พิมพ์ทรงย่อย มีทั้งของวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม, แบบพิมพ์สันทัด มี 2 พิมพ์ทรงย่อย มีทั้งของวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม, แบบพิมพ์ย่อม มี 1 พิมพ์ทรงย่อย เป็นของวัดบางขุนพรหม 

...

ในยุคต่อมาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯท่านต่างๆ ได้มีการแบ่งพิมพ์ใหม่ โดยเหลือเพียงไม่กี่พิมพ์ทรงย่อย และเห็นค่อนข้างตรงกันว่าพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้มีเฉพาะของวัดบางขุนพรหมเท่านั้น (อย่างไรก็ตาม อาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จอาวุโส ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า เคยเห็นพระสมเด็จฯทุกพิมพ์ทรงรวมถึงพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรที่มีเนื้อจัดอย่างเนื้อพระสมเด็จวัดระฆังฯ)

นิรนาม แห่งนิตยสารพรีเชียส ได้แบ่งพระพิมพ์ทรงนี้ออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก (มีน้อยมาก) และพิมพ์แขนหักศอกหรือพิมพ์ว่าวจุฬา โดยที่พุทธลักษณะแม่พิมพ์ของพิมพ์ใหญ่และพิมพ์กลางนั้นมีความคล้ายกันมากด้วยเช่นกัน  

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำข้อมูลจากตำราที่น่าเชื่อถือในอดีตและร่องรอยพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกันต่างๆมาพิจารณา “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่า พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเศียรบาตรอกครุฑ นั้นมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงและมีลักษณะบางอย่างคล้ายกับที่มีปรากฏในพระสมเด็จวัดระฆังฯเช่นกัน เช่นเรื่องของ “การไม่มีขอบปลิ้น”, “การพบรอยปูไต่ (รอยปริตามขอบหรือขนานกับขอบด้านหลัง)”, และ “การพบจงอยปากนกที่มุมฐานชั้นล่าง” โดยขออนุญาตอธิบายขยายความดังนี้

ในเรื่องของ “ขอบปลิ้น” ที่มักไม่ปรากฏในพระพิมพ์ทรงนี้นั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากการที่แม่พิมพ์ของพระพิมพ์นี้มักจะมีวิธีการสร้างเช่นเดียวกับแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯ คือเป็นการแกะลวดลายลงบนวัสดุแข็งเช่นหินสบู่ ซึ่งน่าจะเป็นการแกะมากกว่าหนึ่งลวดลายลงบนหินแผ่นเดียวกันโดยที่ขนาดของแผ่นหินไม่เล็กนัก การกดพระก็เป็นลักษณะเช่นเดียวกับวัดระฆังฯ คือเป็นการนำก้อนมวลสารขนาดพอเหมาะกดลงบนแผ่นหินสบู่ แล้วจึงตัดขอบองค์พระโดยของมีคม โดยอาจเป็นการตัดขอบขณะที่องค์พระยังอยู่บนแผ่นหินสบู่จากด้านหลังไปด้านหน้าองค์พระ ซึ่งถ้าเนื้อพระมีความหมาดก็อาจทำให้เกิด “รอยปริตามขอบหรือเป็นแนวขนานกับขอบหรือที่เรียกว่ารอยปูไต่” ที่ด้านหลังองค์พระ ร่องรอยของขอบปริที่มีการพบเจอในพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้บางองค์ช่วยสนับสนุนแนวคิดนี้ (แตกต่างจากพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์อื่น ที่โดยทั่วไปมักจะไม่มีขอบปริด้านหลัง) หรืออาจจะเป็นการตัดขอบจากด้านหน้าไปด้านหลังองค์พระที่ทำเมื่อนำองค์พระออกจากแม่พิมพ์มาวางบนพื้นรองแล้วก็ได้ ซึ่งไม่ว่าจะตัดแบบไหนก็มักจะไม่มีขอบปลิ้น ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯส่วนใหญ่ (แตกต่างจากพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมซึ่งมักจะมีขอบปลิ้นด้านหน้าองค์พระ ซึ่งเกิดจากกระบวนการผลิตแบบนำแม่พิมพ์มากดลงบนเนื้อพระ) สำหรับ “จงอยปากนกที่มุมฐานชั้นล่าง” นั้น เป็นลักษณะของการสร้างแม่พิมพ์ที่เป็นการแกะลวดลายลงบนแผ่นหินสบู่เช่นกัน เป็นจุดเริ่มต้นของการลงมีดปาดผิวเพื่อแกะองค์พระ ตำราช่างสิบหมู่บอกว่าการแกะนั้นเริ่มจากเส้นซุ้มครอบแก้วก่อนแล้วจึงเริ่มแกะฐานชั้นล่าง น่าสังเกตว่าปลายเส้นซุ้มครอบแก้วด้านขวามือองค์พระที่ยาวลงมาด้านล่าง (เส้นซุ้มครอบแก้วเฉพาะของพิมพ์ทรงนี้จะไม่มีเส้นขอบปิดด้านล่างเหมือนพิมพ์ทรงอื่นๆ) ในองค์ที่ติดชัดนั้นจะเห็นว่ามี “เส้นจงอยปากนกเชื่อมจากปลายเส้นซุ้มครอบแก้วมาที่หัวมุมด้านล่างของฐานชั้นล่าง” นิรนาม บอกว่าจุดนี้เป็น “จุดตาย” ในการพิจารณาพระพิมพ์ทรงนี้เลยทีเดียว (แม่พิมพ์พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงอื่นนั้นมักจะไม่พบ “จงอยปากนก” ที่มุมฐานชั้นล่าง เนื่องจากมักจะเป็นการแกะแม่พิมพ์ไม้ เนื้อไม้มีความนิ่มสามารถใช้แรงกดปลายเหล็กลงที่เนื้อไม้ได้โดยตรงไม่ต้องมีการปาดนำ) ซึ่งเมื่อพิจารณามาถึงตรงนี้แล้ว เรื่องราวต่างๆมีความสอดคล้องกับที่ ตรียัมปวาย บอกว่า แท้จริงแล้ว พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรนั้น มีทั้งที่เป็นพิมพ์ทรงของวัดระฆังฯ (ใช้แม่พิมพ์วัดระฆังฯกดพระวัดระฆังฯ) และวัดบางขุนพรหม (นำแม่พิมพ์ของวัดระฆังฯมากดพระวัดบางขุนพรหม หรือสร้างแม่พิมพ์ใหม่เพื่อใช้กดพระวัดบางขุนพรหม) เช่นกัน และแรกเริ่มเดิมทีนั้นพระสมเด็จพิมพ์ทรงนี้ในรุ่นแรกๆ ออกแบบโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ก่อนที่จะมีการพัฒนาพิมพ์ทรงโดยช่างสิบหมู่ และช่างทองหลวง ในเวลาต่อมา   

อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ บอกว่า พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ ที่มีลักษณะแบบบ้านๆหรือพรีมิทีฟนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากบุคลิกลักษณะของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ที่เป็นผู้ออกแบบพิมพ์ทรงในยุคแรกๆ

บทส่งท้าย

ตำรารุ่นเก่าๆที่น่าเชื่อถือ และความเห็นของผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯอาวุโสหลายท่านบอกว่า พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเศียรบาตรอกครุฑ นั้นมีทั้งของวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม อย่างไรก็ตาม การเล่นหาพระสมเด็จฯกระแสหลักในปัจจุบันนั้นยึดถือกันว่า พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเศียรบาตรอกครุฑนั้น เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเท่านั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่าในอนาคต เมื่อข้อมูลและพยานหลักฐานต่างๆปรากฏชัดเจนขึ้น ความจริงย่อมจะปรากฏขึ้นมาว่าแท้จริงแล้ว พระสมเด็จพิมพ์ทรงนี้นั้นมีของวัดระฆังฯด้วยหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะเป็นของวัดไหน ก็ไม่น่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งในด้านคุณค่านิยมหรือความเลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่เลื่อมใสในพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) 

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ ด้วยการนำเสนอวิธีพิจารณาถึงส่วนที่มีความคล้ายและส่วนที่มีความแตกต่าง ของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเศียรบาตรอกครุฑ พิมพ์ใหญ่ เปรียบเทียบกับ พิมพ์กลาง ที่มีความคล้ายกันมากตามแนวทางของ นิรนาม มานำเสนอดังนี้

...

ส่วนที่มีความคล้ายกัน

1. ขอบทั้งสี่ด้าน จะไม่ปรากฏขอบแม่พิมพ์เหมือนพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์อื่นๆ อีกทั้งจะไม่ปรากฏรอยสันครูด (ขอบปลิ้น) ขึ้นด้านหน้าอันเกิดจากการใช้ตอกตัดจากด้านหน้าแล้วยกตอกขึ้นด้านบน สาเหตุพอจะสันนิษฐานว่าพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร ส่วนใหญ่จะมีความหนาเป็นพิเศษ วิธีการจรดตอกไม้ไผ่ตัดเนื้อเกินจะต้องทำด้วยความประณีต จะต้องจรดตอกให้พอดีกับเส้นขอบแม่พิมพ์และเมื่อตัดเนื้อส่วนเกินนอกขอบแม่พิมพ์แล้วน่าจะต้องลากตอกไม้ไผ่เขี่ยเนื้อส่วนเกินออกทางด้านข้างแทนการยกตอกขึ้น จึงไม่ปรากฏรอยปลิ้นของเนื้อที่ครูดในขณะที่ยกตอกขึ้น 

(ในเรื่องของ “ขอบปลิ้น” ที่ไม่ปรากฏในพระพิมพ์นี้นั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่ามีความเป็นไปได้เช่นกัน ที่เกิดจากที่แม่พิมพ์ของพระพิมพ์นี้ส่วนมากมีลักษณะเดียวกับแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯ ดังที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น)

2. เส้นซุ้มครอบแก้วจะเรียวเล็กและบางกว่าเส้นซุ้มครอบแก้วของพระสมเด็จพิมพ์อื่นๆ ท่านอาจารย์ตรียัมปวายเรียกว่า ซุ้มเส้นลวด

3. พระเศียรจะกลมใหญ่คล้ายบาตรพระ อันเป็นที่มาของชื่อแม่พิมพ์ว่า “เศียรบาตร” ในองค์ที่กดแม่พิมพ์ได้ลึกๆและติดชัดๆ จะเห็นหู ตา จมูกและปากขององค์พระชัดเจน

4. พระเกศจะเป็นลักษณะปลีบัวตูมที่สั้นจรดซุ้มครอบแก้ว

5. พระกรรณจะหนาและใหญ่เป็นรูปบายศรี

6. ลักษณะพิเศษ คือ หัวไหล่ด้านซ้ายขององค์พระจะมีความนูนสูงกว่าหัวไหล่ด้านขวาขององค์พระและจะเอียงลาดจากหัวไหล่ด้านซ้ายขององค์พระไปยังหัวไหล่ขวา  สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องมาจากส่วนบนของหัวไหล่ข้างซ้ายขององค์พระเป็นจุดเริ่มต้นของสังฆาฏิจึงต้องนูนสูงกว่า และในองค์พระสมเด็จที่ติดชัดๆ จะปรากฏเส้นสังฆาฏินูนจากหัวไหล่ซ้ายขององค์พระไล่ลงมาถึงพระอุทร เป็นแผ่นค่อนข้างหนาและสวยงาม

...

7. จุดสำคัญอีกจุด เรียกว่า “จุดตาย” คือระหว่างปลายสุดของเส้นซุ้มครอบแก้ว ด้านขวามือขององค์พระจะมีเส้นโค้งเรียวบางวิ่งเชื่อมกับปลายฐานชั้นที่ 1

8. หัวฐานชั้นที่หนึ่ง ทั้ง 2 ข้างจะเป็นหน้าตัด (ตั้งฉากกับขอบล่าง)

9. ระหว่างกลางของฐานชั้นที่สองและชั้นที่สาม จะมีรอยยุบตรงกลางฐานเป็นทางยาว

10. ฐานทั้ง 3 ชั้น จะไม่ปรากฏลักษณะของฐานหัวสิงห์

11. ในองค์ที่พิมพ์ติดชัด เอกลักษณ์ของฐานจะเป็นข้อพิจารณาที่ดีเยี่ยม คือปลายหัวฐานชั้นที่สอง ทางด้านขวามือองค์พระจะชนกับซุ้มครอบแก้ว ส่วนปลายหัวฐานชั้นที่สอง ด้านขวามือขององค์พระจะห่างจากซุ้มครอบแก้ว และฐานชั้นที่หนึ่ง และฐานชั้นที่สอง จะมีความยาวไล่เลี่ยกัน

ส่วนที่มีความแตกต่างกัน

1. ในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร พิมพ์ใหญ่นั้น ลำพระกรข้างขวาขององค์พระจะโค้งและห่างจากลำพระองค์มากกว่าลำพระกรข้างซ้ายขององค์พระ ทำให้แลดูประหนึ่งว่า พระกรข้างขวากางออกมากกว่าพระกรข้างซ้าย ส่วนในพิมพ์กลางนั้น พระกรทั้งสองข้างจะทอดตรงลงมามากกว่า มีความโค้งน้อยกว่า และพระกรทั้งสองข้างจะมีระยะห่างจากลำพระองค์เท่าๆกันและได้สัดส่วนกัน

2. ในพิมพ์ใหญ่ พระเพลาหรือหน้าตักขององค์พระจะโค้งเป็นรูปเรือ และปลายเข่าทั้งสองข้างจะยื่นเรียวแหลมขึ้นไปเหนือหน้าตักอย่างชัดเจน สำหรับพิมพ์กลางนั้น พระเพลาหรือหน้าตักจะโค้งน้อยกว่า และปลายเข่าทั้งสองข้างจะไม่ยื่นเรียวแหลมขึ้นไป

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูปพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมองค์ครู เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระองค์ปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร พิมพ์ใหญ่ (ลำพระกรข้างขวาขององค์พระจะโค้งและห่างจากลำพระองค์มากกว่าลำพระกรข้างซ้ายขององค์พระซึ่งถ้าเป็นพิมพ์กลางจะโค้งน้อยกว่า) ที่มีความงดงามมากองค์หนึ่ง มีคราบขี้กรุค่อนข้างหนาปกคลุมองค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีวรรณะสีน้ำตาล ซึ่งมักเป็นวรรณะของคราบขี้กรุพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา มีเอกลักษณ์ของพิมพ์ทรงคือ จะไม่มีเส้นซุ้มด้านล่าง ขอบพระไม่ปรากฏขอบปลิ้น ซึ่งขอบปลิ้นมักจะพบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมทุกพิมพ์ยกเว้นพิมพ์นี้ สังเกตเห็นเส้น “จงอยปากนกเชื่อมระหว่างปลายเส้นซุ้มด้านขวามือองค์พระกับขอบมุมฐานชั้นที่หนึ่งล่างสุด” (นิรนามบอกว่าเป็นจุดตายในการดูพระพิมพ์ทรงนี้) ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ ปรากฏคราบกรุสีน้ำตาลเข้ม มีรอยตราประทับสีม่วงของทางวัดบริเวณด้านล่าง มีรอยปริที่ขอบเล็กน้อยหรือที่เรียกว่า “รอยปูไต่” ซึ่งมักไม่พบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์อื่น เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม

...

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊กพระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม