การแยกแยะพิมพ์ทรงพระสมเด็จฯให้ออกนั้นถือว่าเป็นหลักการสำคัญ เป็นพื้นฐานในการศึกษาพระสมเด็จฯแบบพิมพ์ทรงมาตรฐานของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้น้ำหนักว่า ในการพิจารณาพระสมเด็จฯนั้น ให้พิจารณาพิมพ์ทรงก่อน ถ้าพิมพ์ทรงไม่ถูกต้องก็ไม่ต้องพิจารณาเรื่องอื่นต่อ อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯบางท่านให้คำแนะนำว่าให้พิจารณาพิมพ์ทรงควบคู่ไปกับการพิจารณาเนื้อหามวลสารและความเก่า โดยบอกว่าการพิจารณาพิมพ์ทรงนั้นต้องใช้เวลาในการศึกษาพอสมควรกว่าจะเข้าใจ ดังนั้นเมื่อเริ่มพิจารณาพระสมเด็จฯจึงอาจเริ่มจากเนื้อพระก่อน ถ้ามีความใกล้เคียงก็ให้ค่อยๆพิจารณาพิมพ์ทรงเป็นลำดับต่อไป ซึ่งวิธีนี้นั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่าน่าจะเหมาะกับผู้ที่เริ่มศึกษาพระสมเด็จฯด้วยเช่นกัน
ในการพิจารณาพิมพ์ทรงพระสมเด็จฯนั้นมักจะพบปัญหาหลักๆอยู่ 2 แบบ คือการแยกไม่ออกว่าเป็นพระสมเด็จฯของวัดระฆังโฆสิตารามหรือวัดบางขุนพรหม และการแยกพิมพ์ทรงไม่ออกว่าเป็นพิมพ์ทรงไหนกันแน่
สำหรับแบบแรกนั้น วิธีง่ายที่สุดก็คือดูจากคราบกรุ คือถ้ามีคราบกรุก็ต้องถือว่าเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (รวมพระสมเด็จวัดระฆังฯฝากกรุวัดบางขุนพรหมหรือที่เรียกว่า “พระสองคลอง” ด้วย) วิธีต่อมาก็คือดูเนื้อพระ เนื้อพระวัดบางขุนพรหมนั้นมักจะแก่ปูน ส่วนของวัดระฆังฯนั้นจะแก่มวลสารและเนื้อมักจะหยาบกว่า อย่างไรก็ตามพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมบางองค์นั้นเนื้อจะคล้ายวัดระฆังฯมากโดยเฉพาะพระกรุเก่า (นำออกจากกรุก่อนเปิดกรุครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2500) และแทบจะไม่เห็นคราบกรุ ทำให้ยากต่อการพิจารณา จึงต้องมาตัดสินกันที่พิมพ์ทรง ที่แต่ละวัดจะมีพิมพ์ทรงของตัวเองโดยเฉพาะ (ตัวช่วยในการพิจารณาแบบง่ายๆอันหนึ่งก็คือ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมนั้นมักจะพบขอบปลิ้นที่ด้านหน้าองค์พระ ในขณะที่พระสมเด็จวัดระฆังฯนั้นมักจะไม่พบขอบปลิ้นที่ด้านหน้า)
...
พระสมเด็จวัดระฆังฯทั้ง 5 พิมพ์ทรงมาตรฐานอันประกอบด้วย พิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ทรงเกศบัวตูม พิมพ์ทรงปรกโพธิ์ นั้นมักไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องแยกพิมพ์ทรงไม่ออก เนื่องจากแต่ละพิมพ์ทรงมีรูปลักษณะที่แตกต่างกันค่อนข้างจะชัดเจน แต่สำหรับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) ที่มีพิมพ์เฉพาะของทางวัดอีก 4 พิมพ์ทรง (เพิ่มเติมจาก 5 พิมพ์ทรงแรก ซึ่งมีทั้งที่ใช้แม่พิมพ์ของวัดระฆังฯ และแม่พิมพ์ของวัดบางขุนพรหมที่สร้างขึ้นใหม่ เมื่อช่วงประมาณปี พ.ศ.2411 ถึง พ.ศ. 2413 มากดพระ) ได้แก่ พิมพ์ทรงเส้นด้าย พิมพ์ทรงสังฆาฏิ พิมพ์ทรงฐานคู่ พิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาท อาจจะพบปัญหาในการแยกพิมพ์ทรง ตัวอย่างที่มักพบเจอเช่น
พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ตื้น (นิรนามบอกมี 3 พิมพ์ทรงย่อย โดยอีก 2 พิมพ์ จะคล้ายกับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์อกวี ส่วนพิมพ์ตื้นนี้ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัดบางขุนพรหม) ที่คล้ายกับ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์เส้นด้าย พิมพ์ใหญ่ (มีทั้งหมด 7 พิมพ์ทรงย่อย)
พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์เล็ก (มี 3 พิมพ์ทรงย่อย อีก 2 พิมพ์ทรงย่อยได้แก่ พิมพ์ฐานสิงห์แคบ พิมพ์ใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท) ที่จะคล้ายกับ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์แขนกลม หรือฏิ-ตูม (มี 4 พิมพ์ทรงย่อย อีก 3 พิมพ์คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ไหล่ตรง พิมพ์หูช้าง)
พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานคู่ (มี 1 พิมพ์ทรงย่อย) ที่มีความคล้ายกับ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ที่ 3 (มี 3 พิมพ์ทรงย่อย) โดยที่ในบรรดาพระสมเด็จฯที่มีพิมพ์ทรงคล้ายกัน คู่นี้จะมีความคล้ายกันมากที่สุด แยกแยะความแตกต่างได้ยากที่สุดโดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ชำนาญ
บทส่งท้าย
พระสมเด็จฯ พิมพ์ทรงฐานคู่นั้น ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯ ส่วนใหญ่เห็นค่อนข้างตรงกันว่ามีเฉพาะในวัดบางขุนพรหม ไม่ปรากฏในวัดระฆังฯ ส่วนพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงฐานแซม จากที่ปรากฏในตลาดพระพบว่ามีทั้งในวัดระฆังฯ และวัดบางขุนพรหม (อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ให้ความรู้ว่า พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานคู่ มาจากพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงฐานแซม) การที่พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานคู่ มีลักษณะที่คล้ายกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานแซม (พิมพ์ที่ 3) จนเรียกว่าเกือบจะเหมือนกันนั้น อาจจะเกิดจากการแกะแม่พิมพ์ในเวลาใกล้เคียงกัน ใช้แม่แบบเดียวกัน (ใช้พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงฐานแซม เป็นแม่แบบ) หรือแม้กระทั่งอาจจะเป็นช่างคนเดียวกัน (สันนิษฐานว่าเป็นช่างชุดเดียวกับที่แกะแม่พิมพ์วัดระฆังฯด้วย) จึงทำให้พิมพ์ทรงออกมาเกือบจะเหมือนกัน
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขอส่งท้ายตอนนี้ด้วยองค์ความรู้ของ นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่ใช้ในการพิจารณาพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานคู่ รวมถึงจุดสังเกตความแตกต่างของพระพิมพ์นี้กับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานแซม (พิมพ์ที่ 3) ที่มีความคล้ายกันมาก เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ดังต่อไปนี้
...
1. ขอบแม่พิมพ์ทั้ง 4 ด้านจะมีเส้นขอบแม่พิมพ์นูนขึ้น และมักจะปรากฏรอยครูดของการยกตอกขึ้นในเวลาตัดตอก และมักมีลักษณะเนื้อปลิ้นขึ้นด้านหน้า เพราะพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) วิธีการตัดตอกจะใช้ตอกกดลงบนด้านหน้าเสร็จแล้วยกตอกขึ้นด้านบน หรือใช้วิธีปาดเนื้อส่วนเกินออกด้านข้าง จึงมักจะปรากฏรอยเนื้อปลิ้นที่ติดกับตอก เวลายกตอกขึ้นสูง ซึ่งจะต่างกับพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามที่ตัดตอกจากด้านหลังมาด้านหน้าองค์พระ ขององค์พระ จึงไม่ปรากฏเนื้อปลิ้นขึ้น แต่กลับไปปรากฏรอยปูไต่ที่ด้านหลังขององค์พระสมเด็จ
(“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่าเป็นไปได้เช่นกัน ที่ขอบปลิ้นอาจเกิดจากการกดพระแบบที่ใช้แม่พิมพ์ ซึ่งน่าจะทำจากไม้ กดลงไปบนเนื้อพระที่วางเป็นแผ่นรองอยู่ด้านล่าง ทำให้เนื้อพระยุบลงไป มีขนาดกว้างยาวเท่ากับขนาดของแม่พิมพ์ ขณะที่ยกแม่พิมพ์ขึ้น เนื้อพระบางส่วนจะถูกขอบข้างแม่พิมพ์ดูดตามขึ้นมา ถ้าตัดที่บริเวณขอบพอดีหรือกว้างกว่าเล็กน้อย ก็อาจจะทำให้เกิดลักษณะเหมือนขอบปลิ้นขึ้นได้ ถ้าตัดแคบเข้าไปก็จะตัดเอาขอบปลิ้นออก ทำให้มองไม่เห็น ส่วนกรณีของพระสมเด็จวัดระฆังฯ ที่มักจะไม่พบรอยขอบปลิ้นนั้น เป็นไปได้ว่าเกิดจากการกดพระแบบที่มีการนำเอาเนื้อพระที่ปั้นเป็นก้อน กดลงไปบนแม่พิมพ์ที่น่าจะทำจากแผ่นหินสบู่ขนาดพอสมควร ที่สามารถแกะลวดลายพิมพ์พระหลายองค์ลงในแผ่นหินเดียวกัน นำไม้กระดานหรือวัสดุคล้ายกันมากดด้านหลัง ให้เนื้อพระอัดลงไปบนแม่พิมพ์ จากนั้นจึงมีการตัดขอบ ซึ่งอาจจะตัดจากด้านหลังไปด้านหน้าพระ ขณะที่พระยังอยู่บนแม่พิมพ์ หรือตัดจากหน้าไปหลัง เมื่อนำเอาพระออกจากแม่พิมพ์แล้วก็ได้ ซึ่งวิธีกดพระแบบวัดระฆังฯนี้ มีโอกาสเกิดขอบปลิ้นได้น้อยมาก)
2. เส้นซุ้มเรือนแก้ว จะเป็นเส้นเรียวเล็ก และคมชัดมาก
...
3. พระเกศ จะเรียวยาวจรดซุ้มเรือนแก้ว
4. พระพักตร์ เป็นรูปไข่ผ่าซีก แต่ค่อนข้างจะเล็ก สมกับขนาดขององค์พระ
5. พระกรรณ จะเป็นเส้นตรงและคมชัด พระกรรณด้านขวาขององค์พระ หรือถ้าดูจากด้านหน้าจะเห็นพระกรรณด้านซ้ายอยู่ต่ำกว่าด้านขวา และจะยาวจรดบ่าขององค์พระ
6. เส้นจีวร เป็นร่องลึกตรงกลาง เรียกว่า “อกร่อง”
7. พระอุระ (อก) เส้นจีวรทั้งคู่ ที่วิ่งขึ้นไปชนอกทั้งสองข้าง และมีลักษณะที่ม้วนเข้าพระอุระ จุดตำหนิแม่พิมพ์ตรงนี้จะเห็นได้ชัด ว่าจะต่างกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ฐานแซมนั้น เส้นจีวรทั้ง 2 เส้น เมื่อวิ่งขึ้นไปชนอกนั้น จะมีลักษณะผายออกไปทางรักแร้ทั้งสองด้าน ในขณะที่พุทธลักษณะของพิมพ์ฐานคู่นั้นเส้นจีวรทั้ง 2 เส้นจะวิ่งขึ้นไปชนอกตรงๆ เท่านั้น และในองค์พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานคู่ ที่ติดชัดๆ เส้นอกที่วิ่งจากไหล่ทั้งสองข้างจะเป็นเส้นสูงกว่าเส้นจีวรที่วิ่งขึ้นไปชนกับเส้นอก
8. เส้นตัก จะเป็นเส้นตรง ซึ่งจะต่างกับ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 3 เส้นหน้าตักจะเป็นเส้นที่มีลักษณะที่มีหัวเข่าทั้ง 2 ข้าง และเป็นลักษณะที่มีเรียวกระบาทซ้อนกัน ถึงแม้จะไม่ชัดเจนนัก
9. เส้นแซมใต้หน้าตัก ทางด้านซ้ายมือขององค์พระ จะมีลักษณะเรียวยาวเกินหัวเข่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะต่างกับ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม เส้นแซมใต้ตัก จะยาวพอๆกับหัวเข่าทั้งซ้ายและขวา
10. เส้นฐานชั้นที่สาม กับเส้นแซมใต้ฐาน เส้นคู่นี้จะมีลักษณะอยู่ชิดกันมากกว่าเส้นอื่นๆ
11. เส้นแซมใต้ฐานชั้นที่สาม ทางด้านซ้ายมือขององค์พระจะสั้นกว่าเส้นอื่นๆ ซึ่งจะต่างกับเส้นแซมใต้ฐานชั้นที่สามของ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 3 เส้นแซมจะไม่สั้นเหมือนพิมพ์ฐานคู่
...
12. ฐานชั้นที่หนึ่ง (ชั้นล่างสุด) จะเป็นแท่งตรงและใหญ่ ตรงกลางของฐานจะมีลักษณะเว้าลึก จนดูเหมือนเป็นเส้นฐานคู่กัน และมีลักษณะที่เว้าลึกกว่าพระพุทธลักษณะของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 3
13. พิมพ์ด้านหลัง ส่วนใหญ่จะเป็นพิมพ์หลังเรียบ สำหรับพิมพ์หลังสังขยานั้นจะมีเป็นส่วนน้อยมาก
14. ผิวและขี้กรุ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ส่วนใหญ่จะต้องมีขี้กรุ ซึ่งเกิดจากพระสมเด็จทั้งหมดจะต้องบรรจุอยู่ในกรุพระเจดีย์และระยะเวลาอันยาวนานกว่าร้อยปี สภาพภายในกรุพระเจดีย์ที่ทั้งร้อนในเวลากลางวัน และหนาวเย็นในเวลากลางคืน ทำให้สภาพขององค์พระสมเด็จเปลี่ยนแปลงไป มีคราบกรุคราบหินปูนจับ เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญยิ่งของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม เอกลักษณ์อันสำคัญนี้ เกิดขึ้นเฉพาะกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเท่านั้น พระที่เกิดจากกรุพระเจดีย์อื่นๆ ก็จะมีคราบกรุที่แตกต่างกันออกไป จึงกลายเป็นเอกลักษณ์อันสำคัญของการดูพระแท้
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูปพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมองค์ครู เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระองค์ปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานคู่ ที่งดงามมากองค์หนึ่ง มีคราบขี้กรุ ปกคลุมทั้งองค์ ด้านหลังมีคราบกรุสีแดงคล้ายน้ำมันตังอิ้ว มีวรรณะขาว พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา มีความสมบูรณ์ มีเอกลักษณ์ของพิมพ์ทรงคือฐานทั้งสามชั้นเป็นเส้นคู่ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ทรง และเส้นจีวรทั้ง 2 เส้นจะวิ่งขึ้นไปชนเส้นอกตรงๆ (ถ้าเป็นพิมพ์ฐานแซมวัดบางขุนพรหม เส้นจีวรจะมีลักษณะผายออกไปทางซอกแขนทั้ง 2 ข้าง) พระเศียรและพระวรกายโดยรวมจะมีขนาดเล็กกว่าพิมพ์ฐานแซม เส้นหน้าตักเป็นเส้นตรง (ถ้าเป็นพิมพ์ฐานแซม จะคล้ายเลขแปด) ขอบพระด้านหน้าปรากฏขอบปลิ้นหรืออาจเป็นแนวกรอบบังคับพิมพ์ที่เป็นสันขึ้นมา ซึ่งขอบปลิ้นมักจะพบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ ตัดขอบพอดี เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์