พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) นั้นวงการพระเครื่องบอกว่ามีอยู่ 2 กรุ คือ กรุเก่า และกรุใหม่ ในความเป็นจริงแล้ว เป็นพระที่มาจากแหล่งหรือกรุเดียวกัน คือกรุพระเจดีย์ใหญ่ วัดใหม่อมตรส เพียงแต่ได้มาในช่วงเวลาที่แตกต่างกันเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าได้มาจากต่างสถานที่กันแต่อย่างใด 

พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมกรุเก่า นั้นหมายถึง พระสมเด็จฯที่ถูกนำออกมาจากกรุพระเจดีย์ใหญ่ตั้งแต่ช่วงแรกๆ หลังจากบรรจุกรุเมื่อปี พศ. 2413 ไม่นานมากนักจนถึงก่อนที่จะมีการเปิดกรุครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยอาจจะเป็นการนำออกมาด้วยวิธีการตกพระที่ทางวัดงานจัดขึ้น หรืออาจมาจากการลักลอบขุดเจาะพระเจดีย์ที่มีมาตลอด โดยพระกลุ่มหลังนี้นั้นมักจะถูกนำมาขายที่สนามหลวงที่เป็นตลาดพระใหญ่ในช่วงเวลานั้น (พระกรุเก่านี้อาจรวมถึงพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมที่สร้างแล้วไม่นำลงบรรจุกรุ ซึ่งอาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯอาวุโส บอกว่ามีอยู่ด้วยเช่นกัน) 

ส่วนพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมกรุใหม่นั้น หมายถึงพระที่ได้มาจากการเปิดกรุอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 โดยสาเหตุหลักอันหนึ่งที่น่าจะทำให้ทางวัดอนุญาตให้มีการเปิดกรุก็คือ การโจรกรรมพระที่มีมากจนสุดปัญญาที่จะป้องกันได้ถึงแม้จะมีการจัดเวรยามดูแลแล้วก็ตาม โดยในช่วงประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ. 2500 เพียงเดือนเดียวนั้น กล่าวกันว่ามีการลักลอบขุดเจาะองค์พระเจดีย์นำพระออกไปได้นับพันองค์

พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมที่มีการพบเจอนั้นมีอยู่ 9 พิมพ์ทรงได้แก่ พิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ทรงเกศบัวตูม พิมพ์ทรงปรกโพธิ์ พิมพ์ทรงเส้นด้าย พิมพ์ทรงสังฆาฏิ พิมพ์ทรงฐานคู่ พิมพ์ทรงเศียรบาตรอกครุฑ (โดยที่ 4 พิมพ์ทรงหลังเป็นพิมพ์ทรงเฉพาะของวัดบางขุนพรหม นอกจากนี้ยังพบพระสมเด็จพิมพ์ทรงไสยาสน์ และพระสมเด็จตะกั่วถ้ำชาอีกด้วยแต่พบเป็นจำนวนน้อยมาก) พิมพ์ทรงที่พบเจอมากที่สุดทั้งในพระกรุเก่าและกรุใหม่นั้นมีอยู่ 2 พิมพ์ทรง คือพิมพ์ทรงสังฆาฏิและพิมพ์ทรงเส้นด้าย ซึ่งเมื่อสังเกตจากเส้นสายลายพิมพ์แล้ว ทั้งสองพิมพ์ทรงนี้ เป็นลักษณะของการที่ช่างผู้แกะได้ปาดตวัดแทงปลายเหล็กแกะแม่พิมพ์แบบที่ไม่ค่อยพิถีพิถันนัก การออกแบบลายเส้นก็ไม่ซับซ้อน (แต่ก็ยังปรากฏเชิงช่างให้เห็นอยู่ในบางองค์ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเป็นช่างชุดเดียวกับผู้แกะพระสมเด็จวัดระฆังฯ ส่วนองค์ที่พิสูจน์ทราบไม่ได้โดยเฉพาะพิมพ์ทรงสังฆาฏินั้น มีโอกาสที่จะเป็นแม่พิมพ์โบราณของวัดระฆังฯที่แกะไว้นานแล้ว ดังที่ตรียัมปวายกล่าวไว้ในหนังสือ “พระเครื่องประยุกต์” ได้หรือไม่) ซึ่งน่าจะมาจากความเร่งรีบที่จะต้องสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเป็นจำนวนมาก ตามคติโบราณให้เท่าจำนวนพระธรรมขันธ์ คือ 84,000 องค์ ในเวลาที่ค่อนข้างจำกัด 

...

อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ให้ความรู้ว่า พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงเส้นด้ายนั้นมีที่มาจากพระสมเด็จฯพิมพ์ใหญ่ (อาจเริ่มต้นจากพิมพ์ทรงใหญ่วัดระฆังฯ ถ่ายทอดมาเป็นพิมพ์ทรงใหญ่วัดบางขุนพรหม จนมาเป็นพิมพ์ทรงเส้นด้ายวัดบางขุนพรหม ตามลำดับ) สำหรับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงสังฆาฏินั้น อาจารย์ประกิต อธิบายว่า มีที่มาจากพิมพ์ทรงเจดีย์ (มีบางพิมพ์ทรงย่อยของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงสังฆาฏิ ที่มีส่วนคล้ายพระสมเด็จฯพิมพ์เกศบัวตูม หรือที่เรียกกันว่า พิมพ์ฏิ-ตูม โดยเฉพาะพระสมเด็จฯพิมพ์เกศบัวตูมที่พิมพ์ไม่ลึกนักจะคล้ายคลึงกันมาก และโดยองค์รวมนั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่าพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ ยังได้รับอิทธิพลในการออกแบบมาจากพระสมเด็จฯแบบทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาด้วยเช่นกัน) ส่วนพิมพ์ทรงฐานคู่นั้น ล้อมาจากพิมพ์ทรงฐานแซม อย่างไรก็ตามสำหรับพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรนั้น ตรียัมปวาย ได้อธิบายโดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่าเป็นพิมพ์ทรงที่แกะขึ้นโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตเอง โดยเป็นการแกะแม่พิมพ์ขึ้นในช่วงแรกๆ ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เริ่มมีการสร้างพระสมเด็จฯแบบกรอบสี่เหลี่ยม (ตำราตรียัมปวายบอกว่า ประมาณปี พ.ศ. 2409) ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประเด็นที่น่าสนใจคือ พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตร ที่พบเจอในปัจจุบันนั้น เป็นรูปแบบของพิมพ์ทรงดั้งเดิมที่แกะพิมพ์โดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต หรือเป็นรูปแบบพิมพ์ทรงที่แกะขึ้นใหม่ในภายหลังโดยช่างที่เข้ามาช่วยงานเช่นกลุ่มช่างสิบหมู่หรือช่างทองหลวงกันแน่ หรือมีทั้งสองแบบ

นิรนาม แห่งนิตยสารพรีเชียส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ได้กล่าวถึงพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงสังฆาฏิ หนึ่งในสองพิมพ์ทรงพระสมเด็จฯที่พบเจอมากที่สุด โดยนิรนามได้แบ่งพระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ทรงสังฆาฏิออกเป็น 4 พิมพ์ทรงย่อย ได้แก่ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ไหล่ตรง พิมพ์แขนกลม (พิมพ์ฏิ-ตูม) และพิมพ์หูช้าง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีผู้นิยมแบ่งพิมพ์ทรงย่อยออกเป็น 2 แบบ คือ แบบมีหู (หูช้าง) และแบบไม่มีหู ไว้ด้วยเช่นกัน (นิรนามบอกว่า แท้จริงแล้ว พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ ทรงสังฆาฏิ ทุกพิมพ์ทรงย่อยจะมีพระกรรณ (หู) เพียงแต่องค์ที่ติดไม่ชัดจะไม่เห็น ส่วนพิมพ์ทรงหูช้าง ที่เห็นหูชัดเจนนั้นจะมีลักษณะของใบหูที่แตกต่างออกไปคือมีหูห่างออกจากพระเศียรองค์พระ) นิรนาม ยังได้พูดถึงเอกลักษณ์เฉพาะของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงนี้ด้วยว่า “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์อื่นๆ หากเป็นพระที่ผ่านการใช้หรือผ่านการเสียดสี ผิวขององค์พระสมเด็จจะออกเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลและขึ้นเป็นเงามันเป็นประกาย แต่สำหรับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์สังฆาฏิ ที่ผ่านการใช้หรือผ่านการเสียดสี ผิวและสีสันขององค์พระสมเด็จจะมีกระสายออกไปทางสีเขียวอ่อนๆเหมือนก้านดอกมะลิ เอกลักษณ์นี้จะเป็นเฉพาะพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์สังฆาฏิเท่านั้น” 

บทส่งท้าย

พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงสังฆาฏินั้น ถือว่าเป็นพระสมเด็จฯ ที่มีโอกาสพบเจอมากที่สุดด้วยเช่นเดียวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเส้นด้าย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้จึงน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าถึงพระสมเด็จฯแท้ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต 

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียงแนวทางของนิรนาม ที่ใช้ในการพิจารณาพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงสังฆาฏิ พิมพ์ทรงย่อย “ไหล่ตรง” (ถือว่าเป็นพิมพ์ทรงย่อยแบบ “ไม่มีหู” ตามที่นิยมเรียกหากันในปัจจุบันได้เช่นกัน)  ซึ่งเป็นพิมพ์ทรงย่อยที่พบเจอได้มากที่สุดในบรรดา 4 พิมพ์ทรงย่อยของพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ มานำเสนอเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ดังต่อไปนี้

...

1. เส้นบังคับขอบแม่พิมพ์ทั้ง 4 ด้าน จะปลิ้นขึ้นและตั้งเป็นสัน

2. เส้นซุ้มครอบแก้วจะเรียวเล็ก ยาว ไม่หนาเหมือนหวายผ่าซีก

3. พระเกศจะเรียวยาวกว่าพิมพ์อื่นๆ จะจรดซุ้มครอบแก้วประหนึ่งว่าจะทะลุซุ้ม แต่ไม่ทะลุ

4. พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด

5. ในองค์ที่ติดชัดจะเห็นพระกรรณเรียวยาวโค้งน้อยๆ เหมือนบายศรี อันเป็นเอกลักษณ์เช่นเดียวกับพระกรรณของพระสมเด็จพิมพ์อื่นๆ

6. บ่าและไหล่กับยอดพระอุระจะขนานกันเป็นเส้นตรงอันเป็นที่มาของพระนามท่านว่า “พิมพ์ไหล่ตรง”

7. เส้นสังฆาฏิเป็นร่องลึกคมชัด แล่นตั้งแต่ยอดพระอุระลงมาจรดพระหัตถ์ อันเป็นที่มาของพระนามว่า “พิมพ์สังฆาฏิ” 

8. ที่หน้าตักจะปรากฏเรียวพระบาทห้อยลงมาอย่างชัดเจน 

9. ปลายเส้นแซมใต้หน้าตักด้านซ้ายมือขององค์พระจะม้วนเข้าหาหัวฐานชั้นที่สาม

10. ที่ปลายหัวฐานสิงห์ขององค์พระด้านซ้ายจะห่างจากซุ้มครอบแก้วน้อยกว่าปลายหัวฐานสิงห์ขององค์พระด้านขวา

11. ปลายหัวฐานชั้นที่หนึ่งด้านขวามือขององค์พระจะปิดตัน

12. ปลายหัวฐานชั้นที่หนึ่งด้านซ้ายมือขององค์พระจะเปิด

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูปพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมองค์ครู เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ทรงย่อยไหล่ตรง (นิรนามแบ่งเป็น 4 แบบ ) หรือแบบไม่มีหู (หรือมีแต่ติดไม่ชัด) ตามที่นิยมเรียกกันในปัจจุบัน ที่งดงามมากองค์หนึ่ง พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงสังฆาฏิเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ที่พบมากที่สุด พอๆ กับพิมพ์ทรงเส้นด้าย มีขี้กรุหนาปกคลุมทั้งด้านหน้าและด้านหลังองค์พระ โดยเฉพาะด้านหลังเป็นลักษณะคล้ายคราบกรุขี้ดิน มีวรรณะขาวอมเหลือง พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา บริเวณจากไหล่ด้านหนึ่งไปอีกด้าหนหนึ่งมีลักษณะค่อนข้างเป็นเส้นตรงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์ทรงย่อยพิมพ์นี้ มีความคมชัดกดเต็มพิมพ์ ปรากฏขอบปลิ้นแต่เห็นไม่ชัดเจนนักสามด้าน ยกเว้นด้านล่าง ซึ่งขอบปลิ้นมักจะพบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบเห็นร่องรอยหมึกจากตราประทับสีม่วงที่ด้านบนเล็กน้อย ซึ่งหลังเรียบเป็นลักษณะของหลังส่วนใหญ่ของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ตัดขอบค่อนข้างชิดสามด้าน ยกเว้นด้านล่างองค์พระที่ตัดเลยกรอบบังคับพิมพ์เข้ามา เป็นองค์ต้นแบบที่ดี เพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม

...

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊กพระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม