การพิจารณา "พระกริ่ง" ถือเป็นเรื่องที่อาศัยความละเอียดอ่อนขั้นสูงในแวดวงการ เช่าพระเครื่อง เนื่องจากพระกริ่งจัดเป็นพระเนื้อโลหะที่มีกรรมวิธีการสร้างที่ซับซ้อน มีทั้งการหล่อดินไทย หล่อดินฝรั่ง และการประกบแม่พิมพ์ สำหรับนักสะสมมือใหม่ที่กำลังศึกษาและต้องการทราบ วิธีดูพระกริ่ง ว่าองค์ไหนเป็น พระกริ่งแท้ หรือพระปลอม วันนี้ไทยรัฐออนไลน์ได้สรุป 5 จุดตายสำคัญเชิงกายภาพที่ต้องนำไปใช้ประกอบการพิจารณามาฝากกัน

วิธีดูพระกริ่งแท้ พิจารณาอย่างไรไม่ให้พลาดท่าพระปลอม

1. รอยตะเข็บและพิมพ์ทรง (พุทธศิลป์ต้องคมชัด)

พระกริ่งที่หล่อแบบโบราณมักจะมีการประกบแม่พิมพ์หน้า-หลัง ทำให้เกิด "รอยตะเข็บ" หรือรอยเชื่อมต่อตามด้านข้างองค์พระ

  • พระกริ่งแท้ รอยตะเข็บข้างจะมีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับองค์พระ ไม่คมจนบาดมือ และดูเป็นธรรมชาติ ส่วนรายละเอียดในแม่พิมพ์ เช่น เส้นพระศก (เม็ดพระศก) ใบหน้า นิ้วพระหัตถ์ และเส้นจีวร จะมีความคมชัดลึก อ่อนช้อย ไม่ตื้นเขิน
  • พระปลอม รอยตะเข็บข้างมักจะดู "ตั้งใจทำเกินไป" หรือเห็นเป็นรอยแต่งตะไบหนาๆ ขีดข่วนชัดเจนอันเกิดจากการตัดแต่งผิวเพื่อตบตา และรายละเอียดตามองค์พระมักจะเบลอ ขาดความคมชัดเนื่องจากเป็นการถอดพิมพ์มาอีกที

2. รอยอุดกริ่ง (จุดสำคัญที่สุด)

นี่คือส่วนที่เซียนพระใช้เป็น ตำหนิพระกริ่ง ในการตัดสินเก๊-แท้ เพราะหลังจากเททองหล่อเสร็จแล้ว ช่างจะต้องเจาะรูที่บริเวณฐาน (ก้นพระ) เพื่อใส่เม็ดกริ่ง แล้วจึงทำการปิดตายรอยเจาะนั้น

  • พระกริ่งแท้ รอยอุดกริ่งจะดูแน่นสนิท เนื้อโลหะที่นำมาอุดจะมีความกลมกลืนไปกับเนื้อเดิมของก้นพระ การปิดมักใช้โลหะชนิดเดียวกันหรือใกล้เคียงกันอุดแล้วตอกจนแน่น รอยเชื่อมหรือรอยตอกจะมีความเก่าและแห้งตามธรรมชาติ สอดคล้องกับอายุผิวพระ
  • พระปลอม รอยอุดมักจะดูผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เช่น เนื้อโลหะที่อุดดูใหม่กว่าผิวส่วนอื่น รอยเชื่อมดูหลวม ขรุขระ หรือบางกรณีพบว่ามีการใช้กาวและวัสดุอื่นที่ไม่ใช่เนื้อโลหะมาหยอดอุดไว้

...

3. เสียงกริ่ง (เอกลักษณ์เฉพาะตัว)

ขึ้นชื่อว่าพระกริ่ง เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ขาดไม่ได้คือ "เสียง" เวลาที่ผู้บูชานำมาเขย่าเบาๆ ข้างหู

  • พระกริ่งแท้ เสียงกริ่งมักจะดังกังวานใส หรือกังวานทุ้ม (ขึ้นอยู่กับเนื้อโลหะและรุ่นที่สร้าง) แต่เนื้อเสียงต้องมีความ "นุ่มนวล" ไพเราะ สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวของเม็ดกริ่งที่กลิ้งอยู่ภายในช่องว่างอย่างเป็นอิสระ ไม่ติดขัด
  • พระปลอม เสียงเขย่ามักจะ "ทึบ" "แป๊ก" หรือบางองค์อาจไม่มีเสียงเลย เนื่องจากเม็ดกริ่งไปติดค้างอยู่กับเนื้อโลหะภายใน หรือไม่ได้ใส่เม็ดกริ่งไว้จริง หรือหากมีเสียงก็มักจะเป็นเสียงแหลมกระด้างแบบโลหะบางๆ กระทบกันไม่มีน้ำหนัก

4. ผิวพระและคราบความเก่า (ธรรมชาติของโลหะ)

ธรรมชาติของพระเนื้อโลหะที่ผ่านกาลเวลามานานหลายสิบหรือนับร้อยปี ผิวพรรณขององค์พระจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีตามธรรมชาติ

  • พระกริ่งแท้ ผิวพระมักจะมีสนิมหุ้ม คราบไคล หรือคราบกรุที่ดูแน่นตา ติดแน่นกับเนื้อพระไม่หลุดร่อนง่าย เนื้อโลหะมีความซึ้ง (ดูแล้วนุ่มตา สบายตา ไม่กระด้าง) ผิวมีมิติความเข้ม-อ่อนตามจุดที่ถูกสัมผัส
  • พระปลอม ผิวมักจะดู "เปียก" หรือฉ่ำเยิ้มเนื่องจากการใช้น้ำยาเคมีกัดผิว สีผิวขององค์พระดูสม่ำเสมอเท่ากันสม่ำเสมอเกินไปจนหลอกตา หรือใช้วิธีแต่งผิวด้วยการพ่นทราย ทาสีทองบรอนซ์ เพื่อพยายามเลียนแบบความเก่า

5. สัดส่วนและน้ำหนัก (ความหน่วงมือ)

พระกริ่งยอดนิยมแต่ละรุ่นจะมีขนาดและน้ำหนักที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะเนื้อโลหะผสม เช่น เนื้อนวโลหะ หรือเนื้อสัตตโลหะ

  • พระกริ่งแท้ สัดส่วนขององค์พระจะมีความสมดุล สง่างาม พระพักตร์ (หน้าตา) ได้สัดส่วนตามบล็อกพิมพ์ ไม่เบี้ยวเอียง น้ำหนักเมื่อยกขึ้นวางบนมือจะรู้สึก "หน่วงมือ" ชัดเจน ซึ่งเป็นคุณสมบัติของโลหะหล่อโบราณที่มีความหนาแน่นสูง
  • พระปลอม สัดส่วนมักจะเพี้ยนไปจาก "องค์ครู" (ภาพถ่ายพระแท้ที่ได้รับการยอมรับ) เช่น ใบหน้าดูแปลกตา นิ้วมือแข็งกระด้าง และน้ำหนักมักจะเบากว่าปกติเนื่องจากใช้โลหะราคาถูกหรือเนื้อทองเหลืองรุ่นใหม่ในการหล่อ

ทั้ง 5 ข้อนี้เป็นเพียง วิธีดูพระกริ่ง ในเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากในปัจจุบัน ขบวนการผลิต วิธีดูพระปลอม ได้มีการพัฒนาฝีมือการปลอมแปลงได้อย่างแนบเนียนและน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ คำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับนักสะสมมือใหม่คือ ควรทำการเปรียบเทียบกับ "องค์ครู" หรือภาพถ่ายพระแท้จากหนังสือที่ได้รับการรับรองจากสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย และหากเป็นการเช่าบูชาที่มีมูลค่าสูง ควรนำพระองค์นั้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญหรือกรรมการสายตรงช่วยตรวจสอบ เพื่อความปลอดภัยและได้วัตถุมงคลแท้มาบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล

ขอบคุณภาพจากคอลัมน์สนามพระวิภาวดี