มีผู้กล่าวไว้ว่า พระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น ท่านมีพุทธลักษณะครบอาการ 32 ประการ เป็นการกล่าวเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งหมายถึงพระสมเด็จฯนั้นมักจะแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนลักษณะของมนุษย์ (ประกอบด้วย ตา 2 หู 2 จมูก 1 ปาก 1 แขน 2 ขา 2 มือ 2 นิ้วมือ 10 นิ้วเท้า 10 รวมเป็น 32 ประการ) เช่น มักมีรายละเอียดของ พระกรรณ (หู) พระกร (แขน) และพระชงฆ์ (หน้าแข้ง) เป็นต้น 

พระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตโดยทั่วไปแล้วนั้น มักจะแสดงให้เห็นถึงลักษณะโดยรวมดังกล่าวเป็นแบบเชิงสังเขป โดยมักจะไม่ลงรายละเอียดที่คล้ายร่างกายของมนุษย์จริงมากนัก ต่างจากพระเครื่องที่มีการสร้างในยุคโบราณก่อนหน้า เช่นพระรอดลำพูน พระกำแพงซุ้มกอ พระผงสุพรรณ ฯลฯ ที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก และมักจะแสดงให้เห็นถึงรูปลักษณะของหน้าตา คือ พระเนตร (ตา) พระนาสิก (จมูก) พระโอษฐ์ (ปาก)และพระบาท (เท้า) อย่างชัดเจนในองค์ที่ติดชัด อย่างไรก็ตามในบรรดาพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงมาตรฐาน ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ทั้ง 9 พิมพ์ทรง อันประกอบด้วย พิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ทรงเกศบัวตูม พิมพ์ทรงปรกโพธิ์ พิมพ์ทรงเส้นด้าย พิมพ์ทรงสังฆาฏิ พิมพ์ทรงฐานคู่ พิมพ์ทรงอกครุฑ (ห้าพิมพ์ทรงแรกมีทั้งของวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม ส่วนสี่พิมพ์ทรงหลังเป็นของวัดบางขุนพรหมโดยเฉพาะ) “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่า ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่ามีพระสมเด็จฯที่มีร่องรอยของรูปลักษณะทั้ง 4 ประการ (พระเนตร พระนาสิก พระโอษฐ์ พระบาท) ครบถ้วนอยู่ในองค์เดียวกัน ปรากฏให้เห็นอยู่ด้วยเช่นกัน โดยพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนั้นก็คือ พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูม โดยมีปรากฏทั้งในของวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม (อาจมีพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงอื่น ที่พบเจอองค์ที่ปรากฏหน้าตาด้วยเช่นกัน แต่มีน้อยมากมากจึงขออนุญาตยังไม่นำมาวิเคราะห์ หรือในพิมพ์ทรงปรกโพธิ์นั้นอาจเห็นว่ามีพระบาทปรากฏให้เห็นชัดเจนเช่นกัน แต่พิมพ์ทรงนี้อาจจะเป็นการแปลงพิมพ์โดยการแกะใบโพธิ์เพิ่มเข้าไปในพิมพ์ทรงอื่น) 

...

พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูม ของวัดระฆังฯ ที่ปัจจุบันยอมรับกันว่าเป็นพิมพ์ทรงมาตรฐานนั้น มีสองพิมพ์ทรงย่อย คือพิมพ์ทรงฐานสิงห์แคบที่ยอมรับกันมาแต่เดิม (นักสะสมพระสมัยก่อน บอกว่ามีพิมพ์ทรงนี้เพียงพิมพ์ทรงเดียว โดยองค์ที่โด่งดังมาก พูดกันว่ามีคุณค่านิยมขึ้นไปถึง เก้าหลัก คือองค์คุณมนตรีฯ) และพิมพ์ทรงฐานสิงห์กว้างที่เพิ่งมีการยอมรับกันในภายหลัง โดยที่ร่องรอยของหน้าตา คือพระเนตร พระนาสิก และพระโอษฐ์ นั้นมีปรากฏในพิมพ์ทรงฐานสิงห์แคบบางองค์ (พบเป็นจำนวนน้อยมาก องค์คุณมนตรีฯนั้นอาจถือว่ามีร่องรอยดังกล่าวปรากฏด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พระสมเด็จฯส่วนมากในพิมพ์ทรงย่อยพิมพ์นี้นั้น ถึงแม้จะไม่ปรากฏร่องรอยของหน้าตา แต่เค้าโครงนั้นส่วนใหญ่ไปในทิศทางเดียวกัน) สำหรับปลายพระบาทซ้ายขององค์พระที่ยื่นห้อยเลยออกมาด้านล่างขวามือองค์พระเล็กน้อยนั้นมักจะพบในพิมพ์ทรงฐานสิงห์แคบด้วยเช่นกัน ในส่วนของพิมพ์ทรงฐานสิงห์กว้างนั้นมักจะเห็นเป็นลักษณะคล้ายการนั่งห้อยพระบาทโดยไม่ปรากฏร่องรอยของหน้าตา (มีหลายองค์ในพิมพ์ทรงฐานสิงห์กว้างที่ไม่เห็นรูปลักษณะของพระบาทเลยเช่นกัน)

สำหรับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) พิมพ์เกศบัวตูมนั้น นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ได้แยกแยะไว้เป็น 3 พิมพ์ คือ 1. พิมพ์ฐานสิงห์แคบ 2. พิมพ์ใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท 3. พิมพ์เล็ก (พิมพ์เล็กพบเจอได้น้อยมาก ศิลปะแม่พิมพ์จะคล้ายกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์สังฆาฏิ แต่มีพระเกศเป็นศิลปะของแม่พิมพ์เกศบัวตูม หรือที่เรียกว่า “พิมพ์ฏิตูม” หมายถึงพิมพ์สังฆาฏิเกศบัวตูม) โดยที่ร่องรอยของหน้าตา เช่นพระนาสิกนั้น มีปรากฏให้เห็นในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงนี้เช่นกัน โดยเฉพาะพิมพ์ใหญ่ประทับห้อยพระบาท (องค์หน้าปกนิตยสารพรีเชียส ฉบับที่ 20 พิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2540) แต่พบเป็นจำนวนน้อยมาก

นิรนาม ได้อธิบายถึงพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเกศบัวตูม ฐานสิงห์แคบ ว่ามีศิลปะแม่พิมพ์ที่คล้ายคลึงกับพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์เกศบัวตูมมาก โดยที่ ฐานสิงห์ (ฐานชั้นที่สอง) ของพิมพ์นี้ วัดจากหัวฐานด้านซ้ายถึงหัวขวานด้านขวาจะแคบกว่าพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์เกศบัวตูม และพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์ใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท  อันเป็นที่มาของชื่อ พิมพ์ฐานสิงห์แคบ 

สำหรับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเกศบัวตูม พิมพ์ใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท นั้น นิรนาม บอกว่า มีศิลปะแม่พิมพ์ที่สง่างามล่ำสัน และมีจำนวนมากกว่าพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์อื่นๆ พุทธศิลปะจะไม่เหมือนกับพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์เกศบัวตูม จุดเด่นของพระพิมพ์ใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท ก็คือจะปรากฏเรียวพระบาทซ้ายขององค์พระอย่างชัดเจน และปลายเรียวพระบาทจะห้อยออกมาอย่างชัดเจน เหนือเส้นแซมใต้หน้าตัก อันเป็นที่มา แห่งชื่อ “พิมพ์ใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท” 

บทส่งท้าย

พระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น มีผู้กล่าวกันว่ามีพุทธลักษณะครบ 32 ประการ อย่างไรก็ตามองค์ที่เรียกว่ามีหน้ามีตานั้นแทบจะไม่ปรากฏ จนบางครั้งมีผู้ตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วพระสมเด็จฯนั้นเป็นพระที่มีหน้ามีตาหรือไม่ อย่างไรก็ตามจากร่องรอยพยานหลักฐานที่มีปรากฏ น่าเชื่อว่าช่างผู้แกะแม่พิมพ์พระสมเด็จฯนั้น น่าจะมีการแกะหน้าตาองค์พระลงไปในแม่พิมพ์ในบางพิมพ์ทรงด้วยเช่นกันโดยเฉพาะพิมพ์ทรงเกศบัวตูม ทั้งของวัดระฆังฯและของวัดบางขุนพรหม รวมถึงเส้นสายรายละเอียดอื่นๆในพิมพ์ทรงที่มีค่อนข้างมาก อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นผู้หนึ่งที่ได้ทำการค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับ พระสมเด็จฯมีหน้ามีตา ในคอลัมน์ “ปาฏิหาริย์จากหิ้งพระ” ไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง

...

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ ด้วยวิธีการดูตำหนิพิมพ์ทรงพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเกศบัวตูม “พิมพ์ใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท” ของนิรนาม เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ดังต่อไปนี้

1. เส้นบังคับขอบแม่พิมพ์ด้านบนจะชิดติดกับซุ้มครอบแก้วมากกว่าพิมพ์อื่นๆ

2. พื้นขององค์พระด้านนอกซุ้มครอบแก้วจะสูงกว่าพื้นขององค์พระด้านในซุ้มครอบแก้ว

3. เส้นซุ้มครอบแก้วจะเล็กกว่าเส้นซุ้มครอบแก้วของพิมพ์ฐานสิงห์แคบ

4. พระเกศจะเหมือนดอกบัวตูมและที่โคนพระเกศจะคล้ายกับมีพวงมาลัยครอบอยู่

5. พระพักตร์เหมือนผลมะตูม

6. พระกรรณทั้งสองข้างจะเป็นรูปบายศรี

7. เส้นสังฆาฏิจะลาดเอียงขึ้นหาหัวไหล่

8. เส้นสังฆาฏิอีกเส้นจะเป็นเส้นตรง

9. พื้นที่ในร่องแขนด้านขวาขององค์พระจะแคบกว่าพื้นที่ในร่องแขนซ้ายขององค์พระ

10. ปรากฏเรียวพระบาทห้อยออกมาชัดเจนเหนือเส้นแซมใต้หน้าตัก

11. ฐานชั้นที่สามจะหนาและใหญ่

12. ปลายหัวฐานชั้นที่หนึ่งด้านขวามือขององค์พระประธานจะตัดเฉียงจรดซุ้มครอบแก้ว

13. ปลายหัวฐานชั้นที่หนึ่งด้านซ้ายมือขององค์พระประธานจะตัดป้านไม่จรดซุ้มครอบแก้ว

14. ที่ขอบซุ้มครอบแก้วล่างสุดด้านซ้ายมือขององค์พระประธานจะปรากฏเส้นบังคับแม่พิมพ์อยู่ชิดติดกับเส้นซุ้มครอบแก้ว 

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม องค์ครู อีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเกศบัวตูม พิมพ์ใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท (นิรนามได้แยกไว้ 3 พิมพ์ทรงย่อยคือ พิมพ์ฐานสิงห์แคบ, พิมพ์ใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท, พิมพ์เล็ก) ที่งดงามมากอีกองค์หนึ่ง พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา สังเกตเห็นพระบาทซ้ายห้อยลงเป็นแนวแทยงเฉียงลงด้านล่าง อันเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ทรง มีขี้กรุปรากฏทั้งด้านหน้าและด้านหลังองค์พระ มีวรรณะขาว ขอบปลิ้นปรากฏไม่ชัดเจนนัก อาจเกิดจากการตัดขอบพอดีขอบปลิ้น ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ ซึ่งเป็นลักษณะของหลังส่วนใหญ่ของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม บริเวณด้านหลังบนซ้ายมีลักษณะคล้ายขี้กรุฟองเต้าหู้ ตัดขอบพอดีสี่ด้าน เป็นองค์ต้นแบบที่ดี เพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม

...

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊กพระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม