พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงฐานแซม หรือที่ในยุคก่อนเรียกกันว่า “อกร่อง หูยาน ฐานแซม” นั้นเป็นพิมพ์ทรงที่มีการพบเจอมากที่สุด ในบรรดาพระสมเด็จฯวัดระฆังพิมพ์ทรงมาตรฐานทั้งหมด อันประกอบด้วย พิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ทรงเกศบัวตูม และพิมพ์ทรงปรกโพธิ์ ในขณะที่พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงปรกโพธิ์นั้นเป็นพิมพ์ทรงที่พบเจอได้น้อยที่สุด (นักเล่นพระในยุคก่อนมักไม่ยอมรับกันว่าพระพิมพ์ทรงนี้เป็นพระที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตเป็นผู้สร้าง สาเหตุหนึ่งอาจมาจากการที่ไม่ค่อยมีพระพิมพ์นี้ให้เล่นหามากนัก ทำให้ไม่เป็นที่นิยม)

ที่มาของคำว่า “อกร่อง” ที่พบเห็นบริเวณพระอุระของพระพิมพ์ทรงนี้นั้น เกิดจากการที่ช่างต้องการแกะพิมพ์ให้เป็นลักษณะของเส้นสังฆาฏิ อาจมีบางพิมพ์ทรงย่อยที่อกค่อนข้างตันมองไม่เห็นเส้นสังฆาฏิ หรือบางพิมพ์ทรงย่อยที่อาจจะเห็นเป็นร่องลึกกว่าปกติ สาเหตุอาจจะเกิดจากแม่พิมพ์สึก การเซาะแต่งแม่พิมพ์ หรืออาจเกิดจากสาเหตุอื่น อย่างไรก็ตาม นิรนาม ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯ ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า “คำว่าอกร่องนั้น สำหรับพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ฐานแซมนั้น บริเวณพระอุระในความเป็นจริงแล้วจะไม่ปรากฏร่องลึกลงไป ลักษณะของพระอุระตามภาษาในวงการเราเรียกว่า “อกตัน” แต่ถ้าพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามพิมพ์ฐานแซมองค์ใดที่กดแม่พิมพ์ได้คมลึกและติดชัด จะปรากฏเส้นสังฆาฏิแล่นจากกึ่งกลางพระอุระลงมาจรดพระนาภี ดูเผินๆคล้ายกับอกร่อง แต่หากพิจารณาให้ละเอียดแล้ว เส้นสังฆาฏิดังกล่าวจะเป็นเส้นนูนขึ้นมา มิใช่เป็นรอยลึกลงไป...”

พระสมเด็จฯพิมพ์นี้มักจะมีลักษณะ “หูยาน” ทั้ง 2 ด้าน โดยมักจะเป็นเส้นตรง (อาจมีบางองค์ที่คล้ายหูบายศรี) ทอดดตัวลงมาจากด้านข้างพระเศียรมาเกือบถึงพระอังสา (บ่า) เป็นการเลียนแบบลักษณะพระกรรณของพระพุทธรูปโบราณ ซึ่งในพระองค์พระพุทธรูปนั้นนอกจากพระกรรณยื่นยาวแล้วยังมักจะเห็นเป็นร่องตรงกลางติ่งหูสำหรับใส่ต่างหู มีนัยยะเพื่อเป็นเครื่องแสดงพระราชฐานะเก่าของพระพุทธองค์ก่อนทรงผนวช ที่อยู่ในวรรณะกษัตริย์ มีการสวมต่างหูที่ทำให้พระกรรณยื่นยาว

...

สำหรับ “ฐานแซม” ที่เป็นที่มาของชื่อพิมพ์ทรงนี้นั้น หมายถึงการที่มีเส้นแซมปรากฏเหนือฐานชั้นที่ 3 (นับจากด้านล่าง) และฐานชั้นที่ 2 (นิรนาม บอกว่า เส้นแซมเหนือฐานชั้นที่ 2 (ฐานชั้นกลาง) จะเริ่มจากหัวฐานทางขวามือขององค์พระ และมักจะไม่ติดต่อกันเป็นเส้นตรงทีเดียว หากแต่เป็นรอยขยักติดบ้างไม่ติดบ้าง จนไปถึงด้านซ้ายขององค์พระจะติดอย่างแผ่วเบา เมื่อเปรียบเทียบกับเส้นแซมใต้องค์พระ เส้นใต้ตักจะติดคมชัดกว่า และเส้นใต้ตักนี้จะอยู่กึ่งกลางระหว่างฐานพระเพลาขององค์พระกับฐานชั้นที่ 3 แต่สำหรับเส้นแซมของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม แบบหลังจะคมชัดกว่ากันมาก) 

น่าสนใจว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงฐานแซมนี้ เป็นพิมพ์ทรงมีลักษณะเฉพาะหลายประการ ที่มีความแตกต่างจากพิมพ์ทรงอื่นของวัดระฆังฯอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งควรค่าแก่การทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปในการออกแบบพิมพ์ทรงด้วยเช่นกัน

ประการแรก อาจารย์กิติ ธรรมจรัส ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ พรีเชียส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงฐานแซมนั้น “เป็นพระพิมพ์เดียวในกระบวนการวัดระฆังโฆสิตารามที่มีศิลปะแม่พิมพ์ที่ค่อนข้างตื้นและสะโอดสะองมาก ไม่ล่ำสันเหมือนพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์อื่นๆทุกพิมพ์” 

ประการที่สอง พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงฐานแซมนั้น องค์พระจะนั่งแบบขัดสมาธิเพชร ไม่เหมือนกับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงมาตรฐานพิมพ์ทรงอื่นที่จะนั่งแบบขัดราบทั้งสิ้น สังเกตได้จากรอยคอดเว้าบริเวณใต้พระเพลาตรงกลางที่คล้ายกับการนั่งแบบขัดเพชรที่จะไขว้พระชงฆ์ (แข้ง) และหงายพระบาทขึ้นไปอยู่บนพระชานุ (เข่า) (อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้อธิบายขยายความองค์ความรู้ที่น่าสนใจว่า พิมพ์ทรงที่มีการนั่งแบบขัดเพชร หรือพระเพลาขัดเพชรนั้น มีในพิมพ์ทรงอื่นด้วยเช่นกัน โดยอ้างอิงถึงตำราของตรียัมปวาย ที่แยกลักษณะพระเพลาเกศบัวตูมไว้ดังนี้ พิมพ์เขื่อง พระเพลาขัดราบ พิมพ์โปร่ง พระเพลาขัดเพชร พิมพ์สันทัด พระเพลาขัดเพชร พิมพ์ย่อม พระเพลาขัดราบ และพิมพ์เกศบัวเรียว พระเพลาขัดเพชร)

ประการที่สามศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงฐานแซมนั้น องค์พระจะประทับนั่งแบบลอยองค์อยู่บนฐาน ไม่เหมือนกับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์อื่นๆที่องค์พระจะมีลักษณะเหมือนนั่งแบบทิ้งน้ำหนักตัวลงไปบนฐาน โดยที่ฐานแต่ละฐานจะมีลักษณะเหมือนอ่อนตัวรับน้ำหนักเป็นทอดๆลงมา แต่เมื่อพิจารณาถึงฐานของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงฐานแซมนั้น จะเห็นว่าฐานแต่ละฐานทั้ง 3 ชั้น รวมถึงเส้นแซมเหนือฐาน ที่เป็นที่มาของชื่อพิมพ์ จะมีลักษณะเหมือนลอยตัวเป็นอิสระต่อกัน ไม่สอดประสานรับกันเหมือนฐาน 3 ชั้นของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์อื่น  

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตเสนอความคิดเห็นเพื่ออธิบายลักษณะเฉพาะทั้ง 3 ประการข้างต้นดังนี้ มีความเป็นไปได้ว่า การที่พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงฐานแซมมีการสร้างเป็นจำนวนมากกว่าพิมพ์อื่นนั้น น่าจะเป็นการสร้างในวาระพิเศษอะไรบางอย่างที่ต้องใช้พระเป็นจำนวนมาก การที่พระมีลักษณะตื้นนั้น เข้าใจว่าต้องรีบแกะ เนื่องจากน่าจะต้องมีการแกะแม่พิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน พระพิมพ์ทรงนี้บางองค์นั้นพบว่ามีลักษณะเส้นสายค่อนข้างใกล้เคียงกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมที่มีลักษณะของการเร่งรีบแกะที่อาจจะทำให้หย่อนความงดงามไปบ้างด้วยเช่นกัน สำหรับการออกแบบพิมพ์ทรงของพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงฐานแซมนั้น น่าจะได้รับอิทธิพลค่อนข้างมากจากพระสมเด็จฯ แบบฐาน 5 ชั้น 6 ชั้น และ 7 ชั้น ที่เป็นพระสมเด็จฯแบบสี่เหลี่ยมในยุคแรกหรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่าพระสมเด็จวัดเกศไชโย ที่มีลักษณะขององค์พระที่มีการลอยตัวบนฐานเช่นกัน แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่การออกแบบฐานทั้ง 3 ชั้น รวมถึงเส้นแซมนั้น เป็นลักษณะเฉพาะทางศิลปกรรมที่มีการออกแบบให้รับกับการนั่งแบบขัดเพชร ที่เป็นการแสดงความพิเศษและแข็งแกร่งของพุทธศิลป์ โดยเมื่อพิจารณาถึงพระพุทธรูปสำคัญที่มีการนั่งแบบขัดเพชรของประเทศไทย องค์พระจะมีลักษณะชลูดขึ้นตามลักษณะการนั่ง เช่น พระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่, พระพุทธสิหิงค์ ประดิษฐานในหอพระพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช, พระนิรันตราย พระพุทธรูปขนาดเล็กที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงสร้างขึ้นเพื่อครอบพระพุทธรูปทองคำโบราณองค์เก่าจากเมืองศรีมโหสถ ปราจีนบุรี ที่มีชาวบ้านนำมาถวาย ปัจจุบันประดิษฐาน ณ หอพระสุราลัยพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง การออกแบบฐานรองรับด้านล่างจึงน่าจะต้องมีความชลูดตัวขึ้นด้วยเช่นกัน

...

บทส่งท้าย

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วย การเรียบเรียงองค์ความรู้ในการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงฐานแซมของอาจารย์กิติ ธรรมจรัส ที่ได้ถ่ายทอดไว้ในหนังสือ พรีเชียส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ดังต่อไปนี้

1. พระเกศจะเรียวแหลมคมและติดชัดกว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์อื่นๆ

2. จากหัวไหล่ถึงวงแขนจะมีการทอดวงโค้งอย่างงดงาม องค์พระพุทธรูปอยู่ในลักษณะขัดสมาธิเพชร

3. เส้นซุ้มครอบแก้วหนามีลักษณะเหมือนหวายผ่าซีก เช่นเดียวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่ (พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ฐานแซมจะเล็กกว่า)

4. หูด้านขวาขององค์พระจะห่างจากพระเศียรชัดเจน ส่วนบนของหูจะโค้งออกนอก และหูด้านซ้ายขององค์พระจะชิดกับพระเศียร

5. แขนข้างขวาองค์พระจะโค้งหักศอก

6. แขนด้านซ้ายองค์พระจะโค้งมากกว่าแขนด้านขวามือองค์พระ

7. เส้นสังฆาฏิจะวิ่งจรดฝ่ามือองค์พระ ต้องสังเกตุให้ดีเพราะเป็นเส้นเล็กและตื้นมากบางองค์ที่ติดไม่เต็มจะมองไม่เห็น

8. บั้นเอวจะผายออก (พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ฐานแซมจะเป็นรูปตัววี)

9. ตอนกลางพระเพลาขัดสมาธิเพชรจะยุบเข้าเล็กน้อย (พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ฐานแซมจะไม่ยุบ)

10. เส้นแซมใต้ฐานจะติดไม่ชัดเท่าของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ฐานแซม

11. ฐานล่างสุดจะใหญ่ ขอบของหัวฐานจะเฉียงออกสู่ฐานล่าง ฐานกลางจะเล็กที่สุดลักษณะเป็นฐานหัวสิงห์ทั้งสองข้าง ฐานบนสุดจะใหญ่กว่าฐานกลางและเล็กกว่าฐานล่างสุด ปลายทั้งสองด้านจะเป็นขอบตัดเฉียงขึ้นด้านบนและค่อนข้างจะมนโค้งเข้าด้านในเล็กน้อย 

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูปพระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ฐานแซมแบบอกตัน องค์ครูที่งดงามมากอีกองค์หนึ่ง สภาพผ่านการใช้พอสมควร มองไม่เห็นเส้นสังฆาฏิ วรรณะขาวอมเหลือง เนื้อหนึกแกร่ง ปรากฏการแตกลายงาให้เห็นมีเนื้อรักติดในร่องลายงา (พระเนื้อหนึกแกร่งที่ผ่านการลงรักมักมีการแตกลายงาด้านหน้า) มีเม็ดพระธาตุปรากฏให้เห็น มีรอยรูพรุนเข็ม พื้นผนังองค์พระปรากฏรอยหนอนด้นที่เป็นเอกลักษณ์ของเนื้อพระวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา ปรากฏพระกรรณยาวเกือบจรดพระอังสาให้เห็นทั้งสองข้าง ซุ้มผ่าหวายใหญ่ (พระสมเด็จวัดระฆังฯมักมีซุ้มผ่าหวายขนาดใหญ่) มีคราบรักปรากฏตามหลุมร่องทั่วไปทั้งด้านหน้าและด้านหลังองค์พระ ตัดขอบพอดีกรอบบังคับแม่พิมพ์ ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ มีรอยปูไต่ (ขอบปริกระเทาะ) ที่แสดงถึงธรรมชาติความเก่า (พระสมเด็จวัดระฆังฯมักปรากฏรอยปูไต่ด้านหลัง) ปรากฏรอยยุบย่นโดยทั่วไป เป็นองค์ต้นแบบที่ดี เพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ

...

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม