ตรียัมปวาย ได้พูดถึงเรื่องการสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ไว้ในหนังสือพระเครื่องฯประยุกต์ พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2507 ความว่า “สำหรับพระสมเด็จฯกรุวัดบางขุนพรหมนั้น หมายถึงที่บรรจุอยู่ในกรุ วัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม พระนคร... เสมียนตราด้วง ผู้เป็นต้นตระกูล “ธนโกเศศ” และเป็นผู้ปฏิสังขรณ์ วัดใหม่อมตรส (วัดใหม่บางขุนพรหม) เป็นผู้อาราธนา ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ มาสร้างทำพิธีสร้างพระสมเด็จฯ ที่วัดอินทรวิหาร แล้วนำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ องค์ประธานของ วัดใหม่อมตรสนี้ การสร้างต้องการปริมาณมาก จึงใช้แม่พิมพ์ทุกแบบของวัดระฆังฯ ที่เป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า แม้จะเป็นบางแบบพิมพ์เลิกสร้างที่วัดระฆังฯแล้ว เช่น พิมพ์ทรงเส้นด้าย และพิมพ์ทรงฐานคู่ ก็ตาม...”
ในการสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมนั้น เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2411 ถึง พ.ศ. 2413 นั้น จากข้อมูลหลักฐานรวมถึงตำราที่น่าเชื่อถือต่างๆพอจะอนุมานได้ว่า นอกจากการนำเอาแม่พิมพ์เดิมของวัดระฆังฯมาสร้างพระแล้ว ยังมีการแกะแม่พิมพ์เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่อีกเป็นจำนวนมาก โดยแม่พิมพ์กลุ่มหลังนี้ น่าสนใจว่ามีลักษณะเป็นเช่นไรบ้าง เหมือนหรือแตกต่างกับแม่พิมพ์ของพระสมเด็จวัดระฆังฯอย่างไร แต่ก่อนที่จะลงลึกเรื่องแม่พิมพ์ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตนำเสนอพื้นฐานความเข้าใจเรื่องพิมพ์ทรงของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมให้ทราบก่อน
ตรียัมปวาย บอกไว้ในหนังสือปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่องฯ เล่มที่ 1 ว่า แม่พิมพ์ที่ใช้สร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมนี้เป็นแม่พิมพ์ของหลวงวิจารณ์เจียรนัยทั้งสิ้น โดยเรียกว่าพิมพ์ทรงมาตรฐาน 9 พิมพ์ทรง เป็นพิมพ์ทรงของวัดระฆังฯ 5 พิมพ์ทรงคือ พิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ทรงเกศบัวตูม พิมพ์ทรงปรกโพธิ์ (ทั้ง 5 พิมพ์ทรงนี้มีการแกะเพิ่มในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมด้วย) และเป็นพิมพ์ทรงเฉพาะของวัดบางขุนพรหมอีก 4 พิมพ์ทรงคือ พิมพ์ทรงสังฆาฏิ พิมพ์ทรงเส้นด้าย พิมพ์ทรงฐานคู่ พิมพ์ทรงอกครุฑ
...
(ร่องรอยพยานหลักฐานที่พบเจอในภายหลังบางอย่าง ทำให้มีแนวทฤษฎีใหม่เกิดขึ้นมาว่า มีความเป็นไปได้เช่นกัน ที่พิมพ์ทรงทั้ง 4 พิมพ์ทรงหลัง ที่เป็นของวัดบางขุนพรหมนี้ เคยเป็นพิมพ์ทรงของวัดระฆังฯมาก่อนเช่นกัน ดังที่ตรียัมปวาย ได้กล่าวไว้ในหนังสือพระเครื่องฯประยุกต์ข้างต้น โดยเป็นการแกะพิมพ์ในช่วงแรกโดยช่างฝีมือชาวบ้าน เช่นกลุ่มของนายเทศ หลานท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต และต่อมาจึงมีการปรับพิมพ์ทรงโดยช่างทองหลวงที่เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ชุดพิมพ์ทรงมาตรฐาน อาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯอาวุโส เคยบอกว่า เคยเห็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ที่เป็นเนื้อวัดระฆังฯทุกพิมพ์ โดยเฉพาะพิมพ์ทรงไสยาสน์ ที่เป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน ที่ก่อนเปิดกรุครั้งใหญ่มักพบเจอเป็นเนื้อวัดระฆังฯ)
ในการศึกษาเรื่องแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เนื่องจากพระสมเด็จฯบางพิมพ์ทรงมีหลากหลายรูปแบบพิมพ์ทรงย่อย เนื่องจากมีการสร้างแม่พิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางครั้ง อาจมีข้อถกเถียงกันว่า แม่พิมพ์ที่ใช้สร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมบางพิมพ์ทรงนั้นเป็นแม่พิมพ์ของวัดระฆังฯหรือวัดบางขุนพรหมกันแน่ ครูอาจารย์บางท่านบอกว่าวิธีแยกแยะแม่พิมพ์ว่าเป็นแม่พิมพ์ของวัดระฆังฯหรือของวัดบางขุนพรหมก็คือ ให้ดูจากขอบปลิ้นด้านหน้าองค์พระ ถ้ามีการพบเจอองค์พระที่กดจากแม่พิมพ์นั้นแล้วมีขอบปลิ้นที่ด้านหน้าก็หมายความว่าเป็นแม่พิมพ์ที่แกะขึ้นเพื่อสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมอย่างแน่นอน แต่ถ้าไม่พบขอบปลิ้นเลยก็น่าจะเป็นแม่พิมพ์ของวัดระฆังฯ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เกี่ยวข้องโดยตรงกับวิธีการสร้างแม่พิมพ์พระของแต่ละวัดที่มักจะมีความแตกต่างกัน กล่าวคือพระสมเด็จวัดระฆังฯนั้น แม่พิมพ์มักจะแกะจากหินสบู่ แล้วจึงนำก้อนมวลสารที่ปั้นได้ขนาดพอเหมาะสำหรับกดพระหนึ่งองค์ นำมากดลงบนแม่พิมพ์ (นิรนาม บอกว่าเคยเห็นพระสมเด็จวัดระฆังฯแบบที่ไม่มีการตัดขอบสี่ด้าน โดยที่เนื้อพระด้านหลังแผ่เป็นวงกลมด้วยเช่นกัน แต่พบน้อยมาก) แล้วจึงมีการนำไม้กระดานมากดเคาะ เพื่อให้เนื้อพระอัดแน่นลงไปเต็มแม่พิมพ์ ทำให้พิมพ์พระคมชัด (บางตำราบอกว่า เป็นการนำแม่พิมพ์กดลงบนเนื้อพระ แต่วิธีนี้พระจะไม่อัดแน่นเต็มพิมพ์ และเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อมูลอื่นเช่นลักษณะของแม่พิมพ์หินสบู่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ที่มักจะเป็นการแกะลวดลายลงบนแผ่นหินสบู่ขนาดใหญ่ ซึ่งไม่น่าจะเป็นการยกแม่พิมพ์มากดลงบนเนื้อพระ จึงยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น) พระสมเด็จวัดระฆังฯบางองค์ที่ปรากฏลายคล้ายรอยนิ้วมืออยู่ด้านหลังนั้น อาจเกิดจากการที่หลังจากมีการนำแผ่นไม้กระดานออกแล้ว เมื่อเนื้อหมาดตัวแล้วจึงมีการกดย้ำด้วยนิ้วมือ หรืออาจจะเกิดจากที่ลายไม้บนแผ่นกระดานนั้นคล้ายรอยลายนิ้วมือก็ได้เช่นกัน
แม่พิมพ์พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมในส่วนที่ทำขึ้นมาใหม่นั้น น่าจะทำจากไม้เป็นส่วนใหญ่ ตำราที่น่าเชื่อถือบอกว่า อาจทำจากไม้โมก หรือไม้แก่น (อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ บอกว่าไม้โมกเป็นไม้ชนิดหนึ่งที่มีความเหนียวมีคุณสมบัติเหมาะสมในการใช้แกะแม่พิมพ์พระ) โดยเป็นการแกะพิมพ์พระลงบนแผ่นไม้ แล้วจึงมีการตัดแบ่งให้มีขนาดเล็กลงพอดีกับขนาดแม่พิมพ์ และน่าจะมีการทำแม่พิมพ์ไม้ออกมาเป็นจำนวนมาก แล้วจึงนำมากดพระ โดยเป็นการนำแม่พิมพ์ไม้กดลงบนแผ่นเนื้อพระที่วางรองอยู่บนวัสดุผิวเรียบ (การที่หลังพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเป็นแบบหลังเรียบแทบทั้งหมดนั้นน่าจะเกิดจากสาเหตุนี้) พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมที่ส่วนใหญ่สร้างด้วยวิธีนี้นั้นมักจะกดได้ไม่แน่นเต็มพิมพ์นัก เมื่อเทียบกับวิธีกดพระแบบพระสมเด็จวัดระฆังฯ การกดพระด้วยวิธีนี้ยังทำให้เกิดลักษณะสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมก็คือ การเกิดขอบปลิ้นขึ้นที่ด้านบนองค์พระ ซึ่งเกิดจากการที่เมื่อกดแม่พิมพ์ไม้จมลงไปบนแผ่นเนื้อมวลสารที่วางรออยู่ด้านล่างแล้ว เมื่อดึงแม่พิมพ์ขึ้น เนื้อพระบริเวณขอบข้างทั้งสี่ด้านของแม่พิมพ์จะปรากฏเป็นระนาบแนวตั้งขึ้นมา (อาจเกิดกับเส้นบังคับพิมพ์ที่อยู่ถัดเข้าไปด้านในได้ด้วยเช่นกันที่จะมีลักษณะนูนตั้งขึ้นมา โดยเกิดจากการที่แม่พิมพ์ดึงเนื้อพระตามขึ้นมา) ทำให้เมื่อมีการตัดขอบทั้งสี่ด้านจากด้านบนลงด้านล่างจะเกิดเป็นลักษณะของขอบปลิ้น พระบางองค์ที่ไม่ปรากฏขอบปลิ้นนั้นอาจจะเกิดจากการตัดขอบที่ตัดแคบทำให้มีการตัดขอบปลิ้นทิ้งออกไป หรืออาจจะเกิดจากการที่แม่พิมพ์ไม้ตัวนั้นมีขนาดกว้างยาวมากกว่าปกติขอบปลิ้นอยู่ห่างจากกรอบบังคับพิมพ์มาก ทำให้ขอบปลิ้นถูกตัดทิ้งทุกครั้ง หรือประการสุดท้ายเป็นการนำเอาแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯที่แกะจากหินสบู่มาใช้และใช้วิธีกดพระแบบเดียวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯก็จะทำให้ไม่เห็นขอบปลิ้นเช่นเดียวกัน (มีความเป็นไปได้เช่นกัน ที่มีการแกะแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยเป็นการแกะจากหินสบู่ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมในกลุ่มนี้จะมีความคมชัดเป็นพิเศษ และจะไม่มีขอบปลิ้นปรากฏเช่นกัน บางตำราบอกว่ามีการพบลักษณะเช่นนี้ในพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงอกครุฑ บางองค์)
...
บทส่งท้าย
แม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯนั้นน่าจะสร้างจากหินสบู่ ส่วนแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมส่วนใหญ่ที่แกะเพิ่มจำนวนมาก เมื่อคราวสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเพื่อบรรจุในกรุพระเจดีย์ใหญ่ วัดใหม่อมตรส จากพยานหลักฐานต่างๆโดยเฉพาะวัตถุพยานคือองค์พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเอง มีความเป็นไปได้สูง ว่าสร้างจากไม้ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เชื่อว่าองค์ความรู้ในเรื่องนี้นั้นน่าจะสามารถนำไปต่อยอดเพื่อหาพระสมเด็จฯแท้ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตได้ด้วยเช่นกัน
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียงนำเสนอแนวทางการพิจารณาพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์ ของ นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ โดยนิรนามบอกว่าพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์ที่แกะแม่พิมพ์ขึ้นมาใหม่นั้น มีอยู่ 2 พิมพ์ทรงย่อย โดยมีการใช้พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์พิมพ์ทรงที่ 2 (พิมพ์ทรงเจ๊แจ๋ว) เป็นต้นแบบ ดังมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
1. รอยปูไต่ (ขอบปริด้านหลัง) จะเกิดในพระสมเด็จวัดระฆังฯ
2. ขอบปลิ้นด้านหน้า จะเกิดในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม
3. ด้านหลังพระสมเด็จพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม จะเป็นแผ่นเรียบและมีร่องรอยปูไต่อยู่ทั่วๆไป ไม่ใช่รอยปูไต่เฉพาะที่ขอบอย่างของพระสมเด็จวัดระฆังฯ รอยหดตัวหรือรอยปูไต่ในพระสมเด็จวัดระฆังฯจะมีขนาดใหญ่และชัดเจนกว่าของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม
4. เส้นขอบแม่พิมพ์ทางด้านหน้าทั้ง 4 ด้าน ของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์ จะปรากฏตั้งฉากจากพื้นขององค์พระเป็นสันคมพอสังเกตุเห็นได้ ในขณะที่ของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ จะไม่ตั้งขึ้นเป็นสัน
5. รอยขยักบริเวณพระเกศของพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะปรากฏเป็นลักษณะที่คนโบราณเรียกว่า “พวงมาลัยครอบพระเกศ” ส่วนพระเกศของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงที่ 1 จะคล้ายกับปลีกล้วย ดูผิวเผินจะคล้ายกับพระเกศของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม หรือวัดระฆังฯ พิมพ์เกศบัวตูม แต่ถ้าใช้กล้องส่องดูจะพบว่า เป็นลักษณะของเนื้อเกินที่พอกออกมาทางด้านซ้ายขององค์พระ สำหรับพระเกศของ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงที่ 2 จะเป็นลักษณะเรียวยาวธรรมดาเท่านั้น
...
6. เนื้อที่หัวไหล่ทั้งด้านซ้ายและขวาของ พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะมีความหนาเท่าๆกัน แต่ใน พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงที่ 1 และพิมพ์ทรงที่ 2 หัวไหล่ด้านซ้ายมือขององค์พระจะหนากว่าด้านขวามือองค์พระ
7. พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงที่ 2 องค์ที่กดติดพิมพ์ชัดๆ จะปรากฏเส้นอังสะม้วนจากพระอุระไปยังซอกรักแร้ด้านขวามือองค์พระอย่างชัดเจน และลำพระองค์จะปรากฏเส้นสังฆาฏิวิ่งเป็นแนวยาวจากยอดพระอุระจรดพระนาภี ในขณะที่ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงที่ 1 และพิมพ์ทรงที่ 2 แม้จะติดชัดเพียงใดก็ไม่ปรากฏเส้นอังสะและสังฆาฏิ
8. ที่หัวฐานชั้นที่ 3 (จากด้านล่าง) ด้านขวามือองค์พระจะมีลักษณะคล้ายหัวเรือสำปั้น ทั้งในพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ที่ 2 และใน พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงที่ 1 และพิมพ์ทรงที่ 2
9. ที่มุมซุ้มครอบแก้วทางขวามือองค์พระ ของพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ที่ 2 จะปรากฏเส้นนูนวิ่งจากมุมซุ้มครอบแก้วถึงมุมหัวฐานชั้นที่ 1 สำหรับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงที่ 1 ที่หัวฐานชั้นที่ 1 ทางด้านขวามือองค์พระจะมีรอยพิมพ์แตกบริเวณมุมล่าง และในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงที่ 2 ที่หัวฐานชั้นที่ 1 ทางด้านซ้ายมือองค์พระจะมีรอยแตกบริเวณมุมล่าง
10. พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์ องค์ที่กดแม่พิมพ์ชัดๆ จะปรากฏพระกรรณอยู่รำไร แต่ส่วนใหญ่จะมองไม่เห็น เพราะมีขี้กรุขึ้นเต็มหรือกดไม่เต็มพิมพ์
11. พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์ พระบาทขวาจะวางซ้อนบนพระบาทซ้ายอย่างชัดเจน เหมือนพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์
12. บริเวณด้านหลังสันขอบตัดทั้ง 4 ด้านจะนูนขึ้นเล็กน้อย
...
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมองค์ครู เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเจดีย์ที่งดงามมากอีกองค์หนึ่ง (นิรนามได้แบ่ง เป็น 2 พิมพ์ทรงย่อย โดยองค์นี้เป็นพิมพ์ทรงย่อยที่ 2) พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา ซุ้มมีขนาดเล็กกว่าของวัดระฆังฯด้านบนยุบตัวเล็กน้อยอาจเกิดจากการถูกบีบหรือกระแทกขณะอ่อนตัว มีความคมชัด เนื้อแก่ปูน มีวรรณะออกน้ำตาลอ่อน มีคราบขี้กรุไม่มากนักปกคลุมโดยทั่วไปทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลังองค์พระ มีตราประทับสีออกม่วงของทางวัดที่มีการประทับเมื่อคราวเปิดกรุอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.2500 ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ มีรอยยุบย่น รอยปูไต่ขนาดเล็กปรากฏโดยทั่วไป ด้านหน้าเห็นรอยขอบปลิ้นเล็กน้อยที่ด้านล่างและด้านซ้ายมือองค์พระ ซึ่งขอบปลิ้นมักจะพบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่ คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์