ในบรรดาพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงมาตรฐาน ทั้ง 5 พิมพ์ทรง ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อันประกอบไปด้วย พิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงเกศบัวตูม พิมพ์ทรงฐานแซม และพิม์ทรงปรกโพธิ์ นั้น ถ้าไม่นับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ที่ถือว่ามีคุณค่านิยมและมูลค่าเช่าหาสูงสุดแล้ว อาจพูดได้ว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์นั้นถือว่าได้รับความนิยมระดับที่ใกล้เคียงกัน และมักจะพบเจอได้ยากกว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ด้วยความที่น่าจะมีการสร้างออกมาในปริมาณที่น้อยกว่ามาก
ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯ อาจารย์วิชัย อุทัยสุทธิวิจิตร (ลิ้ม กรุงไทย) ได้กล่าวถึงลักษณะพิมพ์ทรงของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ไว้ในหนังสือ “อนุสรณ์ ครบ 100 ปี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)” ไว้ว่า “ลักษณะรูปทรงล่ำสันต้อกว่าพิมพ์ใหญ่เล็กน้อย พระพักต์กลม อกผายนูน ชั้นฐานมีความประสานกลมกลืนและลดหลั่นกันอย่างมีจังหวะ นั่งสมาธิในลักษณะคล้ายพระพุทธรูปเชียงแสน เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านคงจะได้สร้างสมเด็จพิมพ์ทรงเจดีย์ ให้มีสาทิศลักษณะของพระแก้วมรกตในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)”
ตรียัมปวาย ได้อธิบายถึงลักษณะของ พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเจดีย์ ไว้ในหนังสือปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง เล่มที่ 1 ว่า “เป็นพิมพ์ทรงที่มีความงดงามยิ่งในลักษณะสัมพันธ์ของเส้นวงนอก และการเน้นส่วนโค้งนูน และความลึก อย่างจัดที่สุด ในด้านความสัมพันธ์ของเส้นวงนอกนั้น คือ จากยอดพระเกตุลงมาจดมุมฐานชั้นล่างทั้งสองด้าน จะได้ลักษณะ ทรงเจดีย์ หรือ ทรงกรวย แนวสมมติที่เรียกว่า “เส้นวงนอก” นี้ สมมติว่าถ้ากำหนดเอาจุดยอดพระเกตุเป็นดุม และขึงเส้นด้ายลงมายังมุมหัวฐานชั้นล่างทั้งสองดังกล่าว แล้วหย่อนด้ายเสียเล็กน้อย จะเห็นว่าเกือบจะไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดขององค์พระปฏิมาและพระอาสนะที่จะยื่นล้ำแนวเส้นด้ายหย่อนสมมตินี้ออกมาเลย ด้วยเหตุนี้จึงได้นามว่า “พิมพ์ทรงเจดีย์” ส่วนในด้านความโค้งนูนและลึกนั้น คือเค้าอิทธิพลที่ได้รับจากพุทธศิลป์สกุลช่างเชียงแสนอย่างชัดเจน ซึ่งมีลักษณะในด้านความอวบสมบูรณ์ของพระองคาพยพเป็นยอดเยี่ยม อีกประการหนึ่งของลักษณะอันเด่น คือ การเน้นสัดส่วนต่างอย่างคมชัดยิ่งนัก”
...
(ลักษณะของพุทธศิลป์ของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงมาตรฐาน ที่ออกแบบโดยช่างทองหลวงทั้ง 5 พิมพ์ทรงนั้น ตรียัมปวาย ได้จัดให้อยู่ในกลุ่มของ พุทธศิลป์ปราณีต ถอดเค้าจากพุทธศิลป์โบราณชั้นคลาสสิก คือพุทธศิลป์สกุลช่างสุโขทัย เชียงแสน และอู่ทอง พิมพ์ทรงที่ได้รับอิทธิพล ได้แก่ พิมพ์ทรงพระประธาน (พิมพ์ใหญ่) พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ทรงเกตุบัวตูม และพิมพ์ทรงปรกโพธิ์)
องค์พระแก้วมรกต หรือ “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นต้นแบบในการออกแบบพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์นั้น เมื่อคราวที่ได้มีการอัญเชิญมาประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสนาดา ในพระบรมมหหาราชวังนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเครื่องทรงถวายสำหรับฤดูร้อนและฤดูฝน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนเครื่องทรงตามฤดูกาล ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเครื่องทรงสำหรับฤดูหนาวถวายเพิ่มขึ้นอีก โดยที่ เครื่องทรงสำหรับฤดูร้อน เป็นเครื่องต้นอย่างพระมหากษัตริย์ ทำด้วยทองคำลงยา ประดับเพชรและมณีต่าง ๆ มงกุฎที่ทรงเป็นเทริด ยอดประดับเพชรเม็ดใหญ่ เครื่องทรงสำหรับฤดูฝน ทรงอย่างห่มดอง ใช้ทองคำทำเป็นกาบจำหลักลายทรงข้าวบิณฑ์ ประดับมณีต่าง ๆ ลักษณะเหมือนผ้าทรงอย่างห่มดอง พระศกศิราภรณ์ (เครื่องประดับศีรษะที่ใช้สวมใส่ในโขน ละคร หรือเจ้านายฝ่ายในสมัยโบราณ พัฒนามาจากการเกล้าผมสูงแล้วใช้ดอกไม้รัดรอบ ก่อนเปลี่ยนเป็นโลหะมีค่า ตัวอย่างเช่น พระชฎา พระมงกุฏ พระเกี้ยว) ทำด้วยทองคำลงยาสีน้ำเงินแก่ ปลายพระเกศาที่เวียนเป็นทักษิณาวรรตประดับด้วยมณีเม็ดย่อม ๆ ทั่วไป พระรัศมีลงยา เครื่องทรงสำหรับฤดูหนาว ประกอบด้วย ผ้าคลุมทองคำลงยาลายดอกชิงดวงฝังทับทิม กลีบดอกประกอบจากโกเมน กลางดอกฝังพลอย ชายผ้าคลุมเป็นลายดอกลงยาประดับด้วยมรกตและบุษราคัม ริมขอบด้านนอกฝังเพชร
ครูอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯหลายท่านในอดีตได้ตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะของตำหนิพิมพ์ทรงของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ไว้หลายประการ โดย “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่ามีอยู่บางประการที่น่าจะมีความสัมพันธ์กับ “เครื่องทรง” ขององค์พระแก้วมรกต โดยสันนิษฐานว่าขณะแกะแม่พิมพ์ ช่างผู้แกะได้ใช้ต้นแบบที่เป็นองค์พระแก้วมรกตขณะที่มีการ ทรงเครื่องทรงสำหรับฤดูฝน ที่เป็นลักษณะของการห่มดอง และมีพระมงกุฏที่มียอดเป็นลักษณะคล้ายรัศมี ครอบพระเศียร โดยที่ฐานของพระมงกุฏประกอบด้วยเม็ดพระศกจำนวนมาก และมีมวยพระศกครอบเป็นวงกลมอยู่ด้านบน โดยขออนุญาตนำเสนอถึงแนวคิดเกี่ยวกับตำหนิพิมพ์ทรงดังกล่าวดังต่อไปนี้
ประการแรก การที่ “พระเศียร” ของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ มักมีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบสัดส่วนกับลำพระองค์ น่าจะเกิดจากการที่ช่างผู้ออกแบบได้แกะรวมเอาพระศกศิราภรณ์ที่ครอบพระเศียรขององค์พระเข้าไปด้วย ทำให้ดูมีลักษณะเหมือนพระเศียรใหญ่เกินจริง
ประการที่สอง บริเวณช่วงกลางของพระเกศ ในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ มักมีรอยหยักคล้ายพวงมาลัยครอบพระเกศ น่าจะเกิดจากการที่ พระศกศิราภรณ์ ที่ครอบพระเศียรส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเทริด พระมงกุฏ หรือ พระแก้ว มักจะมีลักษณะคล้ายพวงมาลัย ครอบไว้ตรงกลาง บางแบบมีให้เห็นหนึ่งพวง บางแบบมีหลายพวงโดยมีขนาดลดหลั่นกันไป (อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ บอกว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯบางพิมพ์นั้น ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามีพวงมาลัยครอบพระเกศให้เห็นถึงสามพวง) จะเห็นได้ว่ายอดของพระศกศิราภรณ์ ของพระแก้วมรกตนั้น มีลักษณะเป็นพระรัศมีที่มีการป่องใกล้เคียงตรงกลางเช่นกัน การที่ช่างออกแบบให้พระเกศมีลักษณะเป็นรอยหยักนี้ น่าจะแสดงให้เห็นว่า เส้นพระเกศนี้หมายถึงส่วนยอดของพระศกศิราภรณ์ ที่ครอบลงบนพระเศียรองค์พระพุทธรูป (พระศกศิราภรณ์ ของพระพุทธรูปสำคัญที่สร้างมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลที่ได้อัญเชิญมาประดิษฐานในวัดสำคัญต่างๆในกรุงเทพฯนั้นมีอยู่หลากหลายรูปแบบเช่นกัน)
...
ประการที่สาม พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์นั้น มักจะเห็นแนวเส้นสังฆาฏิสองเส้นพาดลงมาจากพระอังสา (บ่า) ซ้ายองค์พระทอดยาวลงมาเกือบถึงพระกร (ท่อนแขน) ด้านล่าง และจะเห็นเส้นขอบจีวรช้อนขึ้นไป ใต้พระกัจฉะ (รักแร้) ด้านขวามือองค์พระ ซึ่งลักษณะเหล่านี้มีความสอดคล้องกับลักษณะของการห่มดอง ในเครื่องทรงฤดูฝนของพระแก้วมรกตเช่นกัน
บทส่งท้าย
การออกแบบพุทธศิลป์พิมพ์ทรงในองค์พระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น เป็นการผสมผสานกันระหว่างเชิงช่างของศิลปินผู้ออกแบบและแกะแม่พิมพ์ที่รับถ่ายทอดคติการสร้างมาจากท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ลักษณะของพุทธศิลป์พิมพ์ทรงบางอย่างยังสามารถสะท้อนถึงต้นกำเนิดที่ใช้ในการออกแบบพระสมเด็จฯได้ด้วยเช่นกัน การศึกษาถึงเรื่องพุทธศิลป์พิมพ์ทรงในเชิงลึก น่าจะทำให้เข้าใจและเข้าถึงพระสมเด็จฯแท้ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้อย่างรอบด้านมากขึ้น
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยองค์ความรู้ของ นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่ได้อธิบายความแตกต่างระหว่างพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่ (พิมพ์ทรงพระประธาน) และพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ ไว้อย่างน่าสนใจ (นิรนามได้แบ่งพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเจดีย์ไว้เป็น 5 พิมพ์ทรง โดยพระสมเด็จพิมพ์ทรงเจดีย์องค์โด่งดัง คือองค์ “เจ๊แจ๋ว” ถือว่าอยู่ในกลุ่มพิมพ์ทรงที่ 2) เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาดังต่อไปนี้
1. เส้นขอบแม่พิมพ์ด้านซ้ายมือองค์พระ ของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์จะลากยาวลงมาจรดก้นขอบซุ้มเรือนแก้วตรงมุมล่างพอดี ส่วนพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ เส้นขอบแม่พิมพ์ดังกล่าวจะมาจรดกับขอบซุ้มเรือนแก้วประมาณกลางองค์พระ (บริเวณข้อศอก)
...
2. ที่พระเกศของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์พิมพ์ที่ 2 (พิมพ์ทรงเจ๊แจ๋ว) จะมีรอยขยักเหมือนกับมีพวงมาลัยครอบไว้กลางเกศ ซึ่งไม่มีในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่
3. บริเวณหัวไหล่ทั้งด้านซ้ายและขวาขององค์พระ ความหนาจากบนหัวไหล่จนถึงใต้รักแร้จะเท่าๆกัน ในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นั้น ความหนาดังกล่าวบริเวณหัวไหล่ขวามือองค์พระจะหนากว่าด้านซ้ายมือองค์พระ
4. เส้นซุ้มครอบแก้วของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ จะเล็กกว่าของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่
5. พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงที่ 2 (พิมพ์ทรงเจ๊แจ๋ว) จะมีเส้นผ้าอังสะพาดจากหัวไหล่ลงมาสู่ใต้รักแร้ชัดเจน แต่อาจจะไม่ปรากฏให้เห็นก็ได้ในองค์ที่กดพิมพ์ติดไม่ชัด สำหรับในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่จะไม่ปรากฏเส้นผ้าอังสะ
6.แขนข้างขวาด้านในของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ จะมีเนื้อพอกอยู่เป็นส่วนเกิน ซึ่งเป็นตำหนิของแม่พิมพ์ที่อยู่ส่วนลึกสุด ถึงแม้พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์องค์ใดจะใช้จนสึกหรือกดพิมพ์ไม่ลึกชัดเจนเพียงพอ แต่ก็ยังปรากฏเห็นชัดเจน
7. ข้อศอกซ้ายด้านนอกของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ จะไม่มีชายจีวรแล่นจากศอกซ้ายมายังหัวเข่าเหมือนพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่
8. สัดส่วนขององค์พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ จะเล็กกว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่
9. ด้านหลังของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์จะเป็นแบบ “หลังทื่อ” (หลังเรียบ)
10. มวลสารของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์จะเหมือนกับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่ ทุกประการ
11. ผิวของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ตลอดจนภาพรวมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอีกประการในการพิจารณา
...
12. เม็ดพระธาตุ ตลอดจนร่องรอยการหดตัวของเม็ดพระธาตุกับองค์เนื้อพระจะปรากฏให้เห็นชัดเจนทั้งในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่และพิมพ์ทรงเจดีย์
13. รอยรูเข็ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันสำคัญของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม จะปรากฏในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์เช่นเดียวกัน
14. รอยปูไต่ หรือร่องรอยของมวลสารที่สลายตัวบนเนื้อพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม จะปรากฏให้เห็นในพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์เช่นกัน
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูปพระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระในปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์องค์ครู ที่งดงามมากอีกองค์หนึ่ง (นิรนามได้แบ่งพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ไว้เป็น 5 แบบ องค์นี้เป็นพิมพ์ทรงแบบที่ 2 แบบเดียวกับองค์ “เจ๊แจ๋ว” อันโด่งดัง) สภาพผ่านการใช้ วรรณะขาวอมน้ำตาล เนื้อหนึกนุ่ม ไม่ปรากฏการแตกลายงา (พระสมเด็จฯเนื้อหนึกนุ่มมักไม่ปรากฏการแตกลายงา) มีเม็ดพระธาตุปรากฏให้เห็น มีรอยรูพรุนเข็ม พื้นผนังองค์พระปรากฏรอยหนอนด้นที่เป็นเอกลักษณ์ของเนื้อพระวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา วงแขนคอดเข้าหาลำตัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์ทรงนี้ ตัดขอบพอดีกรอบบังคับแม่พิมพ์ ด้านหลังเป็นแบบหลังกระดาน (หลังทื่อ), มีรอยปูไต่ (ขอบปริกระเทาะ) ทั้งสี่ด้านที่แสดงถึงธรรมชาติความเก่า (รอยปูไต่ด้านหลังมักปรากฏในพระสมเด็จวัดระฆังฯ) เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์