พระสมเด็จฯแบบกรอบสี่เหลี่ยมของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นั้น สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์รูปเคารพแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เส้นสายของงานศิลปกรรมแบบนูนต่ำที่ฝังตัวลงบนพื้นระนาบแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้านั้น เกิดจากการที่ช่างผู้แกะแม่พิมพ์ได้ออกแบบตามคติการสร้างของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างศิลปะเชิงช่างของผู้สร้างแม่พิมพ์และคติการสร้างที่รวมถึงปริศนาธรรมของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ทำให้ได้งานพุทธศิลปกรรมอันทรงคุณค่า เป็นพระสมเด็จองค์น้อย แต่มากด้วยบุญญาบารมีแห่งองค์พระอริยะสงฆ์ผู้สร้าง เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดคติธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่ถึงพร้อมด้วยพระพุทธคุณไปยังผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา ให้มีจิตใจที่ยึดมั่นในกรรมดี มีสติตั้งมั่นเมื่อเผชิญภยันอันตราย ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัย สามารถตัดสินใจในการใหญ่น้อยได้เป็นอย่างดี และมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต

มีผู้กล่าวว่าพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น มีสุนทรียลักษณ์แห่งความงามตามหลักการศิลปะ กล่าวคือมักมีกรอบด้านนอกเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงสูง ถัดเข้ามามีเส้นนูนรูปโค้งครึ่งวงรูปไข่ โอบรอบองค์พระทั้งองค์ไว้ เป็นลักษณะของความมั่นคงที่แฝงไว้ด้วยความเคลื่อนไหว ที่งดงามและตื่นรู้ องค์พระถูกออกแบบให้อยู่ตรงกึ่งกลาง มีการเว้นที่ว่างรอบองค์พระอย่างพอเหมาะขับเน้นให้เห็นองค์พระเป็นจุดเด่น มีลายเส้นที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน ทำให้จิตใจของผู้พบเห็นเกิดความสงบ ผ่อนคลาย

ตรียัมปวาย ได้พูดถึงเรื่องรูปทรงของพระสมเด็จฯไว้ในหนังสือพระเครื่องประยุกต์ว่า “แบบสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้ มีความหมายถึง อริยสัจสี่ และฐาน 3 ชั้นหมายถึง องค์ไตรสรณาคมณ์ (หมายถึงการรับพระรัตนตรัยมาเป็นที่พึ่งที่ระลึก) เริ่มแรกที่จะมีแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้ กล่าวกันว่า “นายเทศ” (กล่าวกันว่าเป็นหลานท่านเจ้าพระคุณฯ) บ้านอยู่ถนนดินสอเป็นผู้แกะพิมพ์ขึ้นถวายท่านเจ้าพระคุณฯ เป็นเบื้องแรก ซึ่งเข้าใจว่าเป็น พิมพ์ทรงเส้นด้าย, พิมพ์ทรงฐานคู่, พิมพ์ทรงสังฆาฏิ เป็นต้น สำหรับพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรนั้น เชื่อกันว่า พระคุณฯเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ต่อมา เจ้าวังหลัง พระองค์หนึ่ง ซึ่งรับราชการอยู่ในกรมช่าง 10 หมู่ ได้คิดออกแบบใหม่ถวาย กล่าวคือ ได้ดัดแปลงแก้ไขจากแบบเก่าๆ ให้ได้ลักษณะงดงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม และในที่สุด หลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองหลวงราชสำนัก ร.4 เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย ซึ่งนับว่าเป็นแม่พิมพ์ที่งดงามมาก แฝงลักษณะศิลปะแบบโบราณเข้าไว้อย่างสมบูรณ์ ลักษณะของกรอบมีมาตรฐาน ได้อัตราส่วนประมาณดังนี้ กว้าง 1 นิ้ว และยาว 1.5 นิ้ว หรือเป็นอัตราส่วนระหว่างความกว้างและความยาวเป็น 2:3 สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีอัตราส่วนเช่นนี้ เรียกว่า “กรีค ออปลอง” เป็นศิลปะเหลี่ยมลูกบาศก์ ของชนชาติกรีคโบราณ อันมีชื่อเสียงมาก เป็นที่นิยมกันมาจนวันนี้ เพราะจัดว่าเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีสัดส่วนงดงามที่สุด”

...

(มีตำราบางเล่มบอกว่า ในการออกแบบพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จนั้น ได้มีการนำเอาหลักของสัดส่วนทองคำ ที่เป็นลักษณะของสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีอัตราส่วน 1:1.618 ของกรีกโบราณในสมัยคลาสสิก มาใช้ในการออกแบบด้วยเช่นกัน ทำให้มีความงดงามของสัดส่วนได้ทุกยุคสมัย)

สำหรับเรื่องของ คติการสร้าง หรือกรอบแนวคิดที่กำหนดรูปลักษณะเบื้องต้นของพระที่จะสร้างนั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า ท่านเจ้าประคุณฯ น่าจะได้มีการกำหนดคติการสร้างพระสมเด็จฯ แบบสี่เหลี่ยมไว้เป็นสองรูปแบบ สอดคล้องกับช่วงเวลาที่พระพุทธองค์ได้ทรงบำเพ็ญเพียรจนกระทั่งตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คติการสร้างรูปแบบแรก คือ “การบำเพ็ญทุกกรกิริยาก่อนที่จะทรงตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” และคติการสร้างรูปแบบที่สอง คือ “การตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

คติการสร้างรูปแบบแรกนั้น สะท้อนให้เห็นในรูปลักษณะของพระสมเด็จฯ แบบสี่เหลี่ยมในยุคแรก ที่เป็นแบบฐาน 5 ชั้น 6 ชั้น และ 7 ชั้น หรือที่เรียกว่าพระสมเด็จเกศไชโย ที่เป็นลักษณะของ “การบำเพ็ญทุกกรกิริยา” (การทรมานตนให้ลำบากด้วยประการต่าง ๆ เพื่อหาหนทางแห่งการดับทุกข์ก่อนที่จะทรงตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) องค์พระจะเน้นให้เห็นพระวรกายที่ผ่ายผอมจนมองเห็นพระผาสุกะ (ซี่โครง) ตลอดทั้งพระวรกาย หนังสือ “พระสมเด็จเกศไชโยและพระเครื่องเมืองอ่างทอง” ของเทศมนตรีเข่ง อ่างทอง และอาจารย์อ้า สุพรรณ ได้สรุปลักษณะของพระสมเด็จฯกลุ่มนี้ไว้ว่า “ออกจะปรากฏพิมพ์ไว้ค่อนข้างแปลกพิสดาร และต่างกับสมเด็จวัดระฆัง และวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม มากทีเดียว โดยพระพิมพ์ส่วนใหญ่จะปรากฏเอกลักษณ์ให้เห็น อกร่อง หูบายศรี และต้องมีกรอบกระจก” สำหรับฐานที่มีแบบ 5 ชั้น 6 ชั้น และ 7 ชั้น นั้น เข้าใจว่าเป็นปริศนาธรรมของท่านเจ้าประคุณฯ 

มีผู้กล่าวถึงความหมายของฐานแบบ 5 ชั้น 6 ชั้น และ 7 ชั้น ว่าหมายถึง อุดมคติในการหาหนทางในการตรัสรู้เพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง โดยฐานแบบ 5 ชั้น นั้นหมายถึง พละ 5 ได้แก่ ศรัทธาพละ, วิริยะพละ, สติพละ, สมาธิพละ, ปัญญาพละ ส่วนฐานแบบ 6 ชั้น หมายถึง อายาตนะ 6 ประกอบด้วย จักขุ-รับรูป, โสตะ-รับเสียง, ฆานะ-รับกลิ่น, ชิวหา-รับรส, กาย-รับสัมผัส (โผฏฐัพพะ), มโน-รับอารมณ์ทางใจ (ธรรมารมณ์) สำหรับฐานแบบ 7 ชั้น นั้นหมายถึง โพชฌงค์ 7 ประกอบด้วย สติ ความระลึกได้, ธรรมวิจยะ การศึกษาสอดส่องธรรมะ, วิริยะ ความพากเพียร, ปีติ ความเอิบอิ่มใจโดยปราศจากอามิส, ปัทสัทธิ ความสงบกายใจ, สมาธิ ความจิตตั้งมั่น, อุเบกขา ความมีใจเป็นกลาง (อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐบอกว่า หมายถึงความหลุดพ้น ความหมายเดียวกับ นิพพาน)

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต เมื่อคราวเข้าสู่ปัจฉิมวัย นั้น ตามประวัติบอกว่าได้เคยมีดำริให้สร้างพระสมเด็จฯแบบฐาน 7 ชั้น (หูบายศรี) เพื่ออุทิศให้กับโยมมารดาของท่าน โดยตั้งใจให้นำไปบรรจุไว้ที่กรุวัดไชโยวรวิหาร เข้าใจว่าการที่ท่านเลือกสร้างเป็นแบบฐาน 7 ชั้น น่าจะหมายถึงการที่โยมมารดาของท่านมีการปฏิบัติธรรมตาม โภชฌงค์ 7 ซึ่งมีจุดหมายอยู่ที่พระนิพพาน

...

ในส่วนของคติการสร้างรูปแบบที่สองของท่านเจ้าประคุณฯ นั้น แสดงให้เห็นถึง “การตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” รูปลักษณะของพระจะแสดงให้เห็นถึงพระวรกายที่สมบูรณ์ ประทับนั่งบนฐาน 3 ชั้น หมายถึงการที่ทรงตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว โดยฐานทั้ง 3 ชั้นนั้น อาจจะหมายถึง พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยไตรสิกขา อันมี ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อการพ้นทุกข์ ด้วยอริยสัจสี่ อันมีพระนิพพานเป็นจุดมุ่งหมาย พระสมเด็จฯ แบบสี่เหลี่ยมในยุคปลาย หรือที่เรียกว่าแบบพิมพ์ทรงมาตรฐาน สร้างโดยช่างทองหลวง มักจะสร้างตามคติการสร้างรูปแบบนี้

บทส่งท้าย

พระสมเด็จฯนั้น ถือว่าเป็นงานพุทธศิลปกรรมแบบหนี่ง ในการศึกษางานศิลปะนั้น ผู้ศึกษาสามารถที่จะรับรู้ได้ทั้งทางด้านรูปทรงและความหมายของศิลปะไปพร้อมกัน โดยถ้าสามารถเข้าใจถึงวัตถุประสงค์หรือความหมายของงานศิลปะที่ศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ ต้องการแสดงออกมาแล้วนั้น ก็ย่อมจะทำให้เกิดความประทับใจในงานศิลปกรรมดังกล่าวได้อย่างลึกซึ้ง และยังสามารถเข้าถึงธรรมะของพระพุทธองค์ได้ด้วยเช่นกัน 

ข้อมูลที่ปรากฏจากหลักฐานและตำราที่น่าเชื่อถือต่างๆ พบว่าพระสมเด็จฯแบบกรอบสี่เหลี่ยมแบบที่มีฐานรองรับนั้น เท่าที่ยอมรับกันในปัจุบันว่าเป็นพระสมเด็จฯที่สร้างโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตจริง ปรากฏว่ามีเพียงแบบฐาน 3 ชั้น 5 ชั้น 6 ชั้น และ 7 ชั้น เท่านั้น น่าสนใจว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้สร้างพระสมเด็จฯแบบฐานชนิดอื่นไว้ด้วยหรือไม่

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมองค์ครู เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ที่งดงามมากอีกองค์หนึ่ง พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา เป็นแม่พิมพ์ของวัดบางขุนพรหม (เส้นซุ้มมีขนาดค่อนข้างเล็กกว่าของวัดระฆังฯ) มีวรรณะออกน้ำตาลอ่อน มีคราบขี้กรุปกคลุมโดยทั่วไปทั้งบริเวณด้านหน้า (ค่อนข้างหนา) และด้านหลังองค์พระ ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ ปรากฏรอยหมึกของตราประทับสีออกม่วงของทางวัด ด้านหน้าเห็นรอยขอบปลิ้นเล็กน้อยด้านซ้ายมือองค์พระ ซึ่งขอบปลิ้นมักจะพบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่ คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ

...

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม