ในการศึกษาเรื่องพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ตามแนวทางพิสูจน์หลักฐานนั้น เรื่องที่สำคัญที่สุดที่จะต้องนำมาพิจารณาเป็นลำดับแรก ก็คือการหาพระสมเด็จต้นแบบ หรือที่เรียกกันในวงการพระเครื่องว่า พระสมเด็จองค์ครู ถือเสมือนว่าเป็นการติดกระดุมเม็ดแรก ที่มีความสำคัญมาก

“การติดกระดุมเม็ดแรก” นี้มีหลักการสำคัญก็คือ พระสมเด็จต้นแบบ หรือพระสมเด็จองค์ครู เหล่านี้ ต้องสามารถ “สอบกลับได้” ไปยังผู้สร้างพระว่าเป็นท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตจริง ซึ่งต้องใช้พยานหลักฐานต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นพยานวัตถุ พยานเอกสาร พยานบุคคล (ปัจจุบันมีแต่พยานบอกเล่าต่อ ๆ กันมาหรืออาจอยู่ในรูปของบันทึก) หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งถ้าว่ากันตามทฤษฎีแล้ว พยานหลักฐานต่างๆที่นำมาพิสูจน์เหล่านี้ ต้องมีความเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ต้องการพิสูจน์และต้องมีความน่าเชื่อถือ หรือเรียกว่าต้องมีคุณค่าในเชิงพิสูจน์ด้วยเช่นกัน 

โชคดีที่การสร้างพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น “มิได้ตั้งใจให้เป็นความลับ” ไม่ให้ใครรู้ว่าใครเป็นคนสร้าง ด้วยท่านนั้นเป็นพระอริยะรู้ว่าการใดควรมิควร เหมือนดังที่ท่านเคยกล่าวไว้ว่า ต่อไปพระของท่านจะหายาก (ทำให้มีการปลอมแปลงพระของท่านเป็นจำนวนมากในเวลาต่อมา) การสร้างพระสมเด็จฯของท่านนั้นจึงมีการทิ้งร่องรอยพยานหลักฐานเอาไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเอาพระสมเด็จวัดระฆังฯ (พระสมเด็จฯสองคลอง) และพระสมเด็จวัดเกศไชโย ที่สร้างไว้ก่อนหน้า มาบรรจุไว้ในกรุพระเจดีย์ใหญ่ เมื่อคราวสร้างบรรจุพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ที่วัดใหม่อมตรส ในปี พ.ศ. 2413 ซึ่ง “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เชื่อว่าเป็นความตั้งใจของท่านที่ต้องการถ่ายทอดเรื่องราวถึงคนรุ่นหลัง เป็นเหมือนของขวัญจากท่านว่า พระสมเด็จฯที่ท่านสร้างไว้ส่วนหนึ่ง (พิมพ์ทรงมาตรฐาน) นั้นมีลักษณะเป็นเช่นไร 

...

การพบพระสมเด็จฯดังกล่าว ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้และมีน้ำหนักมาก หรือเรียกว่า มีคุณค่าในเชิงการพิสูจน์สูง พระสมเด็จฯเหล่านี้ถือว่าเป็นวัตถุพยานสำคัญ ที่สามารถทำให้ “สอบกลับ” ไปยังท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตได้ว่าเป็นผู้สร้างจริง หลักของการพิจารณาคดีในกระบวนการยุติธรรมนั้น ร่องรอยของพยานหลักฐานบางอย่างนั้นอาจนำมาพิจารณาได้ด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าอาจจะไม่มีน้ำหนักมากนัก เช่นการพบพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงมาตรฐาน จำนวนหนึ่ง ที่บริเวณใกล้เคียงวัดไชโยวรวิหาร จังหวัดอ่างทอง ถึงแม้ว่าเจ้าของพระบอกว่าได้รับตกทอดมาจากบรรพบุรุษที่ได้มาจากกรุวัดไชโยฯเมื่อคราวหลวงพ่อโตองค์ใหญ่พังทลายลง แต่ก็ถือว่าเป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับ ร่องรอยของพยานหลักฐานอื่น ๆ ประกอบ เช่น บันทึกของทางราชการสมัยรัชกาลที่ 5 ที่บอกว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตได้เคยไปสร้างพระหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ที่วัดไชโยฯจริง และหลักฐานอื่นๆที่สนับสนุนไปในทิศทางเดียวกัน ก็ทำให้ร่องรอยของพยานหลักฐานเหล่านี้พอรับฟังได้และมีน้ำหนักมากขึ้น ทำให้ข้อมูลที่ว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตได้นำพระสมเด็จฯของท่านแบบพิมพ์ทรงต่าง ๆ มาแจกจ่ายและบรรจุที่กรุวัดไชโยวรวิหารนั้นน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น (อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นผู้หนึ่งที่ทำการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับพระสมเด็จวัดเกศไชโย ที่คนพื้นที่มีการเล่นหากันมาตั้งแต่ยังมีราคาไม่แพงมาก)

(หนังสือสามสมเด็จ ของอาจารย์ประชุม กาญจนวัฒน์ กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “... ใน พ.ศ. 2421 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ได้เสด็จประพาสมณฑลอยุธยา และได้ผ่านลงมาถึงเมืองอ่างทอง อันเป็นที่ตั้งของวัดไชโยจึงทรงพระราชหัตถ์เลขาไว้ตอนหนึ่งว่า ...ล่องลงไปอีกหน่อยก็ถึงวัดไชโยซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) สร้างพระใหญ่ขึ้นและจอดเข้าที่นั่น พระยาราชเสนา, พระยาอ่างทอง, หลวงยกบัตรมาคอยรับเสด็จขึ้นไปดูพระ หน้าตารูปร่างไม่งามเลย แลดูที่หน้าวัด ปากเหมือนท่านขรัว (โต) ไม่ผิด ถือปูนขาวไม่ได้ปิดทอง ทำนองท่านจะไม่คิดจะปิดทองจึงได้เจาะท่อน้ำไว้ ที่พระหัตถ์ แต่เดี๋ยวนี้มีผู้ไปต่อวิหารซึ่งค้างอยู่ ใครจะทำต่อไปไม่ทราบ...)

หลังจากที่สามารถติดกระดุมเม็ดแรกได้อย่างถูกต้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปในการพิจารณาพระสมเด็จฯตามหลักวิชาการพิสูจน์หลักฐาน ก็คือ การพิจารณาสังเกต วิเคราะห์ วิจัย พระองค์ครู ว่ามีคุณลักษณะเป็นอย่างไร โดยที่คุณลักษณะบางอย่างนั้นมีปรากฏเฉพาะในพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณหรืออาจเรียกว่าเป็นอัตลักษณ์พระสมเด็จฯ วัตถุประสงค์ก็เพื่อกำหนดเป็นมาตรฐานว่าพระสมเด็จฯแท้ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้นควรมีลักษณะเป็นอย่างไร 

...

สำหรับขั้นตอนสุดท้ายนั้น ก็คือนำพระที่ต้องการพิสูจน์มาเปรียบเทียบกับมาตรฐาน  โดยถ้าสอดคล้องกันก็ถือว่าเป็นพระแท้ (โดยถ้าอ้างตามทฤษฎี “มาตรฐานการพิสูจน์” ตาม “หลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน” ความแท้อาจมีได้หลายระดับ ตามที่ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอไปบ้างแล้วเช่นกัน)  ส่วนถ้าไม่สอดคล้องกันนั้นก็อาจจะเป็นพระที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตสร้างไว้ก็ได้เพียงแต่ยังไม่มีพยานหลักฐานมายืนยัน หรืออาจจะไม่ใช่พระที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตสร้างโดยอาจจะเป็นพระแท้ที่สร้างโดยเกจิอาจารย์ท่านอื่นหรืออาจเป็นพระที่ตั้งใจสร้างเลียนแบบให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นพระของท่านก็ได้

บทส่งท้าย

ในกระบวนการพิสูจน์พระสมเด็จฯแท้ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น ความน่าเชื่อถือของพระสมเด็จฯองค์ต้นแบบ หรือองค์ครูนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เปรียบเสมือนกระดุมเม็ดแรก ถ้าต้นแบบไม่น่าเชื่อถือหรือมีความน่าเชื่อถือน้อยเสียแล้ว กระบวนการต่าง ๆ ที่ตามมาย่อมแทบจะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ เลย

ปัจจุบันมีการนำองค์ความรู้รวมถึงอุปกรณ์เครื่องมือใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการพิสูจน์พระสมเด็จฯ เพิ่มเติมจากองค์ความรู้แบบใหม่ ๆ เหล่านั้นสามารถนำมาช่วยในการพิจารณาพระสมเด็จฯแท้ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตได้จริงหรือไม่ ประเด็นสำคัญก็คือองค์ความรู้ต่าง ๆ เหล่านั้น ถ้าใช้โดยปราศจากความซื่อสัตย์ทางวิชาการแล้ว ผลกระทบที่เกิดกับสังคมจะเป็นอย่างไร โดย “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตนำมาเสนอในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป

...

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ ที่มีความงดงาม ผ่านการใช้งานพอสมควร เนื้อหนึกนุ่มค่อนข้างหยาบ (ผสมมวลสารมาก) มีวรรณะขาวอมเหลือง มีคราบคล้ายน้ำมันตังอิ้วปรากฏบนผิวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตัดขอบใกล้เคียงกรอบบังคับพิมพ์ มีองค์ประกอบพระสมเด็จฯ แท้ ทั้ง 3 อย่างปรากฏให้เห็น คือเม็ดพระธาตุ รอยหนอนด้น และรอยรูพรุนเข็ม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ แต่ปรากฏมีรอยยุบย่นแยก รอยริ้วระแหงให้เห็นค่อนข้างมาก รอยปูไต่ (รอยปริกะเทาะตามขอบ) ไม่ชัดเจนนัก อาจเกิดจากพระมีการผสมน้ำมันตังอิ้วมากทำให้เนื้อไม่หมาดตัวนัก เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม