พระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสมเด็จวัดระฆังฯนั้น ตามประวัติมักพบเจอในหย่อมย่านที่มีความเกี่ยวข้องกับท่านตั้งแต่ครั้งอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามถิ่นฐานบ้านช่องในละแวกคลองบางกอกน้อยซึ่งมักพบเจอได้มากกว่าที่อื่น โดยอาจจะเกิดจากการที่ชาวบ้านบริเวณนั้นเมื่อในอดีตมีการสัญจรทางเรือเป็นหลัก และมีการแจวเรือไปทำบุญที่วัดระฆังฯอยู่บ่อยครั้ง จึงมีโอกาสได้รับแจกพระสมเด็จวัดระฆังฯจากทางวัดมาครอบครองบูชาตั้งแต่สมัยที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งเมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตท่านพายเรือบิณฑบาตโปรดญาติโยมหรือเมื่อเดินทางไปที่อื่นในโอกาสต่างๆแล้ว ท่านก็มักจะนำพระสมเด็จฯติดตัวไปเพื่อแจกจ่ายญาติโยมด้วยเช่นกัน มีการกล่าวไว้ในตำราบางเล่มด้วยว่า เมื่อคราวที่ท่านได้ไปคุมการก่อสร้างพระยืนองค์ใหญ่หรือที่เรียกว่าพระศรีอริยเมตไตรย ที่วัดอินทรวิหาร ฝั่งพระนคร (กรุงเทพฯ) ในช่วงบั้นปลายของชีวิตท่านนั้น (ท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2415) ท่านก็ได้นำพระสมเด็จฯของท่านใส่ย่ามไปแจกจ่ายให้กับผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาในบริเวณนั้น โดยบอกด้วยว่าต่อไปพระของท่านจะหายาก
นิรนาม ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯแห่งนิตยสาร “พรีเชียส” ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2539 ว่า “...เป็นที่ค่อนข้างจะเชื่อได้ว่าเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ โต ท่านสร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯ ของท่านไปเรื่อยๆ ท่านอาจจะมีการดูฤกษ์เป็นกรณีพิเศษ แล้วท่านก็สร้างขึ้นมา ท่านมีกำหนดว่าจะสร้างกี่องค์ ท่านก็สร้างขึ้นมา แต่มั่นใจว่าท่านไม่ได้สร้างครั้งละมากๆ เพื่อไว้แจกนานๆ ...วันไหนที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จกำหนดจะสร้างพระ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จก็จะเอาปูนส่วนผสมต่างๆมาตำได้เนื้อพระสมเด็จมาก้อนหนึ่ง แล้วปั้นเป็นแท่งสี่เหลี่ยม ตัดออกเป็นชิ้นๆ ในสมัยก่อนเรียกว่าชิ้นฟัก...”
...
เข้าใจว่าที่นิรนามอนุมานเช่นนั้น ก็เพราะว่าในเวลานั้นพระสมเด็จวัดระฆังฯที่เป็นที่รู้จักกันยังมีจำนวนไม่มากนัก ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯในเวลานั้นบางท่านได้ประเมินว่ามีรวมกันแล้วเป็นจำนวนหลักร้อยหลักพันต้นๆเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านมาหลายสิบปีจวบจนถึงปัจจุบัน พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงมาตรฐาน หรือที่ตำราตรียัมปวายเรียกว่าพิมพ์ทรงหลวงวิจารณ์เจียรนัยนั้น มีการพบเจอมากขึ้น มีทั้งในส่วนที่มีการนำเข้าสู่ตลาดพระ และที่เจ้าของเก็บไว้บูชากับตัว เริ่มจากจำนวนหลักพันต้นๆ พันกลางๆ และมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ผู้เชี่ยวชาญพระบางท่านมีการประเมินใหม่อีกครั้งว่า พระสมเด็จฯทั้งสามสมเด็จ (วัดระฆังฯ วัดบางขุนพรหม และวัดเกศไชโย) นั้น น่าจะมีอยู่จริงในระดับใกล้เคียงหมื่นองค์ (นับรวมถึงองค์ที่ยังไม่ปรากฏโฉมออกมา)
เมื่อประเมินข้อมูลจากแหล่งต่างๆรวมถึงจากตำราที่น่าเชื่อถือแล้ว “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตอนุมานด้วยความเคารพความเห็นครูอาจารย์ในอดีตว่าเฉพาะพระสมเด็จวัดระฆังฯนั้น ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้มีการสร้างเป็นจำนวนมากเหมือนกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (สร้างประมาณ 84,000 องค์เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์) แต่ก็น่าจะมีการสร้างขึ้นเป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน น่าสนใจว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯเฉพาะพิมพ์ทรงมาตรฐานตามตำราตรียัมปวายทั้ง 5 พิมพ์ทรงอันได้แก่ พิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ทรงเกศบัวตูม และพิมพ์ทรงปรกโพธิ์ นั้นมีการสร้างออกมาทั้งหมดเป็นจำนวนเท่าไหร่กันแน่
ตำราพระสมเด็จฯที่น่าเชื่อถือ เช่นของตรียัมปวาย หรือของพระครูกัลยาณานุกูล (พระมหาเฮง อิฏฐาจาโร) ให้ข้อมูลว่า การสร้างพระสมเด็จฯครั้งใหญ่ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้นมีอยู่ 2 ครั้ง (ไม่นับรวมการสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ที่ดำเนินการโดยเสมียนตราด้วงเป็นหลัก) โดยในการสร้างพระสมเด็จฯครั้งใหญ่ครั้งแรกของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น สร้างประมาณ 84,000 องค์เท่าจำนวนพระธรรมขันธ์ เป็นพระสมเด็จฯแบบ 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น เป็นส่วนใหญ่ หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่าพระสมเด็จวัดเกศไชโย (อาจมีพระแบบอื่นบ้าง เช่นพระแบบล้อพิมพ์โบราณที่เป็นที่นิยมในขณะนั้น เช่นพระขุนแผน พระหลวงพ่อโตกรุวัดบางกระทิง พระรอดลำพูน ฯลฯ) การสร้างใหญ่ครั้งแรกนี้น่าจะสร้างในช่วงปี พ.ศ.2409 หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย (อย่างน้อยควรสร้างหลังจากที่ท่านได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะในปี พ.ศ. 2407 แล้ว) วัตถุประสงค์หลักในการสร้างก็คือเพื่อนำไปแจกจ่ายชาวบ้านและเพื่อบรรจุลงในปูชนียสถานต่างๆที่ท่านได้เคยสร้างเอาไว้ตลอดระยะเวลาที่ท่านดำรงสมณเพศ ตามประวัติว่าท่านมีการสร้างพระพุทธรูปองค์โตมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ต่อเนื่องถึงสมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 พระสมเด็จฯแบบ 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น ที่สร้างใหญ่ในครั้งแรกนี้นั้น น่าจะมีการนำไปบรรจุและแจกจ่ายไว้ใน 2 สถานที่หลักๆ ที่แรกคือวัดไชโยวรวิหาร จังหวัดอ่างทอง โดยบรรจุไว้ในองค์พระนั่งองค์โตที่ท่านเจ้าประคุณได้เคยสร้างเอาไว้ (โดยเฉพาะในองค์ที่สร้างครั้งที่ 3 เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2410) และต่อมามีการพังทลายลงมาในภายหลัง เป็นที่มาของตำนานพระแตกกรุ และอีกสถานที่หนึ่งก็คือ มีการบรรจุและแจกจ่ายไว้ในพระพุทธรูปยืนองค์โตหรือที่เรียกว่าพระศรีอริยเมตไตรย ที่วัดอินทรวิหาร จังหวัดพระนคร (กรุงเทพฯ) ดังที่ปรากฏในตำราของตรียัมปวายว่าพระสมเด็จวัดเกศไชโย ที่บรรจุลงในพระยืนองค์โตนี้ได้มีการแตกสลายผุพังไปทั้งหมดแล้ว มีประเด็นที่น่าสนใจคือ การสร้างพระใหญ่ครั้งแรกนี้มีการสร้างพระแบบ 3 ชั้น หรือไม่ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่า ในการสร้างใหญ่ครั้งแรกนี้ไม่น่าจะมีการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯแบบ 3 ชั้น ที่เป็นพิมพ์ทรงมาตรฐานรวมอยู่ด้วย แต่มีความเป็นไปได้เช่นกันที่จะมีการสร้างพระสมเด็จฯแบบ 3 ชั้น ที่มีศิลป์แบบพื้นบ้านรวมถึงเนื้อหามวลสารที่เป็นแบบของพระสมเด็จวัดเกศไชโยเอง
การสร้างพระใหญ่ครั้งที่สองนั้น (ไม่ปรากฏระยะเวลาที่แน่ชัด) ตำราที่น่าเชื่อถือบอกว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต มีดำริให้สร้างขึ้นในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน เพื่ออุทิศให้กับโยมมารดาของท่าน โดยตั้งใจสร้างเป็นแบบพิมพ์ทรง 7 ชั้น (หูบายศรี) แต่เมื่อท่านเห็นว่าไม่น่าจะทันกาลเนื่องจากท่านชรามากแล้ว ท่านจึงให้นำพระแบบ 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น ที่สร้างขึ้นในครั้งแรกมารวมด้วย มีความเป็นไปได้ว่าในการสร้างพระสมเด็จแบบ 7 ชั้น (หูบายศรี) เพื่ออุทิศให้กับโยมมารดาของท่านนั้น ท่านน่าจะต้องการสร้างพระที่งดงามที่สุดจึงมีการให้ช่างที่เก่งที่สุดในยุคนั้นคือช่างสิบหมู่หรือช่างทองหลวง เข้ามาช่วยสร้างแม่พิมพ์พระขึ้นมาใหม่ พระสมเด็จฯที่สร้างใหญ่ครั้งแรกนั้นเป็นลักษณะของศิลป์ชาวบ้าน มีศิลปะพิมพ์ทรงแบบพื้นบ้าน (อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ บอกว่าเป็นขั้นต้นของการพัฒนาพิมพ์ทรง คล้ายกับพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตร) เช่นที่สังเกตเห็นได้ในพระสมเด็จวัดเกศไชโย พิมพ์ทรง 6 ชั้น อกตลอด ซึ่งมีความต่างกับเชิงช่างที่พบในพระสมเด็จวัดเกศไชโย พิมพ์ทรง 7 ชั้น (หูบายศรี) (ในองค์ที่ปรากฏเชิงช่างเด่นชัด) จากการสร้างใหญ่ครั้งที่สอง ที่เป็นเชิงช่างชั้นสูงระดับช่างหลวง มีความใกล้เคียงกับเชิงช่างของพระสมเด็จวัดระฆังฯและพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมอย่างเห็นได้ชัด ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่พระสมเด็จวัดระฆังฯแบบพิมพ์ทรงมาตรฐาน ที่สร้างโดยช่างทองหลวงนั้น มีการสร้างในช่วงนี้ด้วยเช่นกัน โดยเมื่อพิจารณาจากหลักฐานต่างๆประกอบกับระยะเวลาการสร้างที่อยู่ในช่วงกลางระหว่างการสร้างพระสมเด็จวัดเกศไชโยและพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่าน่าจะมีความเป็นได้เช่นกัน มีตำราบางเล่มกล่าวไว้ด้วยว่าในการสร้างใหญ่ครั้งที่สองนี้ นอกจากการนำเอาพระสมเด็จฯแบบ 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น มารวมให้ครบ 84,000 องค์แล้ว ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตยังให้นำเอาพระสมเด็จฯแบบ 3 ชั้น เข้ามารวมด้วย แต่จะรวมกันจริงได้ถึง 84,000 องค์หรือไม่ และเป็นพิมพ์ชนิดไหนบ้างนั้น ไม่ปรากฏข้อมูลแน่ชัด
...
(หนังสือสามสมเด็จ ของอาจารย์ประชุม กาญจนวัฒน์ ได้ให้ข้อมูลเรื่องหลักฐานการพบพระสมเด็จวัดระฆังฯ แบบฐาน 3 ชั้น จำนวนหนึ่งในกรุวัดไชโยวรวิหาร โดยอ้างถึงคำสัมภาษณ์ของคนในพื้นที่หลายๆท่านที่รับทราบข้อมูลมาจากคนอ่างทองรุ่นก่อนๆ เช่นคุณสุรพล เปล่งวัฒน์ ที่บอกว่า “สมเด็จโตท่านมาสร้างพระโตไว้ที่วัดไชโยฯ แล้วก็เอาพระสมเด็จลงมากรุไว้รวมทั้งพระแบบ 3 ชั้น (หมายถึงพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ และพิมพ์ฐานแซม) ที่เป็นพระของวัดระฆังฯด้วย แต่ก็มีน้อยมาก...” อาจารย์ประชุมยังได้ตรวจสอบพระสมเด็จวัดระฆังฯเหล่านั้นด้วย เช่นพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเจดีย์ ของคุณสุรินทร์ ศรีประดับเกียรติ อดีตนายร้อยตำรวจชาวอ่างทอง ที่บอกว่าเป็นมรดกตกทอดจากคุณตา โดยบอกว่าได้จากกรุวัดไชโยวรวิหาร และพบว่าเป็นพระแท้)
บทส่งท้าย
พระสมเด็จวัดเกศไชโยนั้น จากข้อมูลต่างๆที่มี สามารถอนุมานได้ว่าสร้างประมาณ ปี พ.ศ. 2409 หรือก่อนหน้านั้นไม่นาน กรณีของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมนั้น ข้อมูลที่มีอยู่สามารถที่จะนำมาสรุปได้ว่าสร้างประมาณปี พ.ศ. 2411 – 2413 และทำการบรรจุกรุในปี พ.ศ. 2413 สำหรับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ข้อมูลจากตำราที่น่าเชื่อถือต่างๆ ไม่ได้บอกชัดเจนว่าการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงมาตรฐาน นั้น สร้างช่วงปี พ.ศ.ไหน แต่จากข้อมูลและพยานหลักฐานที่ปรากฏพอจะอนุมานได้ว่า เป็นการสร้างหลังพระสมเด็จวัดเกศไชโย และก่อนพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม สำหรับจำนวนการสร้างของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงมาตรฐาน ข้อมูลที่มีอยู่ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนเช่นกันว่าสร้างเป็นจำนวนเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” อนุมานว่าไม่ใช่เป็นการสร้างครั้งเดียวเป็นจำนวนมากเช่น 84,000 องค์ แต่ก็ไม่น่าจะเป็นการสร้างเป็นจำนวนน้อยเลยเสียทีเดียวเมื่อพิจารณาจากความหลากหลายของพิมพ์ทรงที่เกิดจากแม่พิมพ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นจำนวนไม่น้อย สำหรับจำนวนที่แน่นอนยังต้องรอข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติม น่าสังเกตว่าเนื้อพระสมเด็จวัดระฆังฯที่ตรียัมปวายบอกว่าเป็นแบบ “เนื้อจัด” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้น มีวิธีการเตรียมเนื้ออย่างไรจึงทำให้ออกมาใกล้เคียงกันทุกองค์ในกรณีที่พระสมเด็จวัดระฆังฯมีการสร้างหลายวาระโดยเป็นลักษณะของการทยอยสร้างไปเรื่อยๆ และคำถามสุดท้ายที่ยังรอคำตอบก็คือ การสร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงมาตรฐานจำนวนไม่น้อยนี้สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษอะไร
...
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ องค์ครู ที่งดงามมากอีกองค์หนึ่ง สภาพสมบูรณ์ ผ่านการใช้ วรรณะขาวอมน้ำตาล เนื้อหนึกนุ่ม ไม่ปรากฏผิวแตกลายงาชัดเจนนัก (พระเนื้อหนึกนุ่มมักไม่แตกลายงา) มีเม็ดพระธาตุปรากฏให้เห็นหลายจุดชัดเจน มีรอยรูพรุนเข็ม พื้นผนังองค์พระปรากฏรอยหนอนด้นที่เป็นเอกลักษณ์ของเนื้อพระวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา พระมีความลึกเต็ม มีเอกลักษณ์เฉพาะองค์ที่ฐานชั้นล่างด้านขอบบนมีลักษณะปริแยกเล็กน้อย (ฐานด้านล่างมีความสำคัญมากในการดูพระแท้) ซุ้มผ่าหวายมีขนาดใหญ่ซึ่งเป็นลักษณะของพระสมเด็จวัดระฆังฯ (วัดบางขุนพรหมมักมีขนาดเล็กกว่า) พื้นผนังเป็นระนาบเรียบซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพระสมเด็จฯ ตัดขอบพอดีกรอบบังคับแม่พิมพ์ ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบมีคราบคล้ายน้ำมันตังอิ้วสีแดงปรากฏให้เห็นประปราย มีร่องรอยยุบย่นทั่วไป มีรอยริ้วระแหงบริเวณด้านบน มีรอยปูไต่ (ขอบปริกระเทาะ) เล็กน้อยทั้งสี่ด้านที่แสดงถึงธรรมชาติความเก่า (มักพบในวัดระฆังฯ) เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์
อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม
...