หนังสือพระเครื่องและพระบูชาพระกรุเก้าวัด พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2508 โดย เทพชู ทับทอง อดีตนักหนังสือพิมพ์อาวุโสแห่งค่ายไทยรัฐ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของการเปิดกรุพระเจดีย์ใหญ่ วัดใหม่อมตรส (วัดบางขุนพรหม) ไว้อย่างน่าสนใจ โดยบันทึกจากคำบอกเล่าของพระครูบริหารคุณวัตร (ชุม) รองเจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรสในสมัยนั้น มีเนื้อหาดังนี้

“...การเปิดได้กระทำกันในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2500 โดยมีพลเอกประภาส จารุเสถียร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการเปิดกรุ มีอธิบดีกรมการศาสนา เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ ตำรวจ ทหาร ร่วมด้วยในพิธีนี้ สำหรับตำรวจและสารวัตรทหารนั้นได้เรียงรายล้อมรอบพระเจดีย์และพระอุโบสถเป็นชั้นๆอย่างหนาแน่นและเข้มแข็ง คือ ทหารสารวัตรล้อมรอบชั้นในส่วนตำรวจคุมอยู่รอบนอกอีกทีหนึ่ง…

การขุดได้เริ่มลงมือเมื่อเวลา 09.00 น. โดย พลเอกประภาส จารุเสถียร ทำการขุดเป็นพิธีสองสามที แล้วเจ้าหน้าที่ขุดซึ่งเป็นฆราวาสได้ทำการขุดต่อจนถึงกรุ ต่อจากนั้นการขุดจึงตกเป็นหน้าที่ของพระวัดใหม่อมตรส ซึ่งมีท่านพระครูบริหารคุณวัตร เป็นผู้อำนวยการขุดฝ่ายบรรพชิตโดยเฉพาะ ห้ามไม่ให้ฆราวาสผู้หนึ่งผู้ใดเข้ามายุ่งเกี่ยวเป็นอันขาด

สำหรับสภาพภายในพระเจดีย์ ปรากฏว่ามืดทึบและอบอ้าวหายใจไม่ออก ถึงกับทางวัดต้องเอาหลอดไฟฟ้าขนาด 100 แรงเทียนเดินสายเข้าไปติดข้างในเพื่อให้แสงสว่าง และเอาพัดลมเข้าไปเป่าเป็นการระบายลม…

ส่วนสภาพบริเวณที่บรรจุพระสมเด็จปรากฏว่ามีสี่หลุมด้วยกัน โดยมีคานกากบาทอยู่ข้างบนหลุม และคานนี้เองที่ตัวองค์พระเจดีย์นี้คร่อมอยู่ข้างบนอีกทีหนึ่ง…

เมื่อขุดพระแต่ละหลุมแล้ว ต้องคลานลอดคานเข้าไปแต่ละหลุม สำหรับพระที่บรรจุนั้นกองไว้กับหลุมซึ่งมีน้ำขึ้นแฉะและเปียกชุ่มอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นพระจึงมีขี้กรุจับหนาแน่นและเสียหายมาก…

...

เมื่อขุดพระเอาขึ้นมาจากหลุมแต่ละหลุมแล้ว ก็ได้ทำการบรรจุลังไม้ฉำฉาปิดลังตีตราลำเลียงเอาออกมาจากกรุทันที แล้วนำเอามาไว้ในพระอุโบสถทั้งหมด เป็นจำนวนทั้งสิ้น 31 ลัง แต่ในจำนวนนั้นเป็นดินในกรุล้วนๆ เสีย ๒๗ ลัง คงมีพระเพียง 4 ลังเท่านั้น และใน 4 ลังนั้นก็ไม่ใช่มีเฉพาะพระอย่างเดียว แต่มีดินปนอยู่ด้วยไม่ใช่น้อย จากการที่มีดินมากเช่นนี้ จึงได้ความจริงว่า ได้มีการตกพระกันจริง เพราะดินที่ตกพระอยู่ในนั้น

การขุดได้กระทำจนสำเร็จในวันเดียวกันนั้นเมื่อเวลา 22.00 น. ด้วยความเรียบร้อย โดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย และในวันเดียวกันนั้น คณะกรรมการตลอดจนพระและสามเณร ได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่กันตลอดรุ่ง ทุกคนและทุกองค์ต่างก็เหน็ดเหนื่อยไปตามๆกัน…

พอรุ่งขึ้นวันที่ 25 พฤศจิกายน คณะกรรมการก็ได้ทำการนับจำนวนพระที่ขุดได้ ปรากฏว่าได้พระสมเด็จทั้งหมด 2950 องค์ นอกจากนั้นก็ได้พระสมเด็จตะกั่วถ้ำชา 1 องค์ พระสมเด็จพิมพ์ทรงไสยาสน์ 3 องค์ สำหรับตะกรุดคงเป็นของคนสมัยนั้นนำเอามาบรรจุด้วย ส่วนพระสมเด็จที่หักชำรุดมีมากมาย...”

(พระหลักที่ได้เป็นพิมพ์ทรงมาตรฐานจำนวน ๙ พิมพ์ทรง เป็นของวัดระฆังเดิม 5 พิมพ์ทรง เพิ่มมาใหม่ 4 พิมพ์ทรง นอกจากนั้นยังพบพระสมเด็จวัดระฆังฯและพระสมเด็จวัดเกศไชโยนำมาฝากกรุอีกด้วย สำหรับพิมพ์ทรงไสยาสน์นั้น อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ บอกว่ามีพบมากกว่า 3 องค์โดยรวมองค์ที่ออกมาจากกรุก่อนปี พ.ศ.2500 ด้วย)

การเปิดกรุครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2500 นี้ทางวัดใหม่อมตรสถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยก่อนหน้านั้น พระครูอมรคณาจารย์ (เส็ง) เจ้าอาวาสในช่วงเวลานั้นได้ตั้งปณิธานไว้แน่วแน่ว่าจะไม่เปิดกรุ แม้แต่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและอดีตอธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งเคยเป็นประธานกรรมการจัดงานฉลองวัดนี้เมื่อปี พ.ศ. 2489 ได้มาขอให้เปิดกรุถึง 2-3 ครั้ง ท่านเจ้าอาวาสก็ไม่ยินยอม แต่เมื่อปรากฏว่ามีการลักลอบขุดพระเจดีย์เพื่อโจรกรรมพระหลายครั้ง มีการลักลอบนำพระออกไปจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อเวลาฝนตกฟ้าร้อง สุดที่ทางวัดจะป้องกันไหว จนในที่สุดท่านจึงอนุญาตให้มีการเปิดกรุ

พระที่ได้จากการเปิดกรุนั้นมีการตั้งราคาเปิดให้บูชาตามรายละเอียดที่ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ได้เคยนำเสนอไปบ้างแล้ว มีประเด็นถกเถียงเช่นกันว่าพระที่ได้จากการเปิดกรุมีจำนวนเท่าไหร่กันแน่ โดยเฉพาะองค์ที่สมบูรณ์ อาจจะมีมากกว่า 2,950 องค์ (ไม่นับรวมถึงพระที่ไม่สมบูรณ์และพระที่ฝังตัวอยู่ในดินที่จับเป็นก้อนแข็ง) ตามที่ประกาศโดยทางวัดหรือไม่ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากปณิธานที่แน่วแน่ของท่านเจ้าอาวาสในขณะนั้นที่จะรักษาพระสมเด็จฯไว้ในองค์พระเจดีย์ใหญ่โดยไม่ยอมให้เปิดกรุในตอนแรก และต่อมาเมื่อมีการเปิดกรุแล้วที่มีการควบคุมทุกขั้นตอนอย่างเข้มงวด รวมถึงขั้นตอนการให้เช่าบูชาที่เป็นที่ยอมรับโดยประชาชน บางท่านมีการจองล่วงหน้า โดยบันทึกของพระครูบริหารคุณวัตร (ชุม) ได้กล่าวถึงรายชื่อของผู้มีชื่อเสียงที่เคยเช่าบูชาพระสมเด็จฯจากทางวัด ได้แก่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี (ในขณะทำหนังสือ) พล.ร.อ. หลวงชำนาญอรรถยุทธ์ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นต้น สำหรับการจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปนั้น ก็ทำด้วยความรอบคอบ โดยผู้ที่จะเช่าพระพิมพ์ไหน ราคาใด เมื่อจ่ายเงินแล้ว ก็ถือใบเสร็จไปรับพระที่หน้าต่างพระอุโบสถตามช่องนั้นๆ ซึ่งจะมีพระสงฆ์คอยส่งองค์พระให้ (ไม่สามารถเลือกพระเองได้) ด้วยเหตุเหล่านี้ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เชื่อว่าการให้เช่าพระสมเด็จฯเมื่อคราวเปิดกรุครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2500 หรือที่เรียกกันว่า “กรุใหม่” (“กรุเก่า” จะหมายถึงพระสมเด็จฯที่ออกจากวัดก่อนหน้านั้น) ของทางวัดเป็นการกระทำที่เปิดเผยและโปร่งใส

...

(ข้อมูลในเรื่องวันเปิดกรุพระเจดีย์ใหญ่รวมถึงรายละเอียดการปล่อยเช่าพระที่ได้จากหนังสือของเทพชู ทับทอง นี้มีความใกล้เคียงกับข้อมูลจากแหล่งอื่นที่น่าเชื่อถือ เช่น ของตรียัมปวาย หรือจากหนังสือของ นพ ท่าพระจันทร์ ที่ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอไปบ้างแล้วเช่นกัน เพียงแต่อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันบ้าง)

หนังสือของเทพชู ทับทอง ยังได้พูดถึง นายแฉล้ม บัวเปลี่ยนสี ซึ่งเป็นกรรมการทำการขุดพระสมเด็จวัดใหม่อมตรสอีกท่านหนึ่ง โดยบอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการต่อพระสมเด็จฯ เพียงคนเดียวในขณะนั้น โดยนายแฉล้ม ได้ให้ข้อมูลว่า “ผมว่าเนื้อพระสมเด็จกรุนี้มีสีขาวสีเดียว โดยมากที่เราดูๆ กันนั้น เราดูแต่ผิวต่างหาก ถ้าจะดูเนื้อในก็ต้องหักดูถึงจะเห็น ความจริงพระสมเด็จใหม่ๆ (สร้างใหม่ๆ) เนื้ออาจจะมีสีขาวอมเหลืองบ้าง เพราะน้ำมันตังอิ๊วมีสีเหลือง ครั้นเมื่อมาอยู่ในกรุเนื้อกลายเป็นสีขาวหมด แต่เนื้อของท่านก็ไม่ใช่ขาวอย่างปูนขาวธรรมดา ถ้าสังเกตให้ดีจะมีความหนัก (หนึก) ปนอยู่ด้วย”

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยคำอธิบายเรื่อง ลักษณะเนื้อ (ผิว) ขององค์พระสมเด็จกรุวัดใหม่อมตรส 7 แบบ (เทพชู ทับทอง บอกว่าคัดมาจากหนังสือ “การเปิดกรุพระสมเด็จวัดใหม่อมตรส” ที่วัดใหม่อมตรสพิมพ์แจกฯ) เพื่อประโยชน์ในทางการศึกษา ดังนี้

1.เนื้อสีขาว หนัก (หนึก) แกร่ง ผิวมีฝ้ากรุฉาบโดยทั่วไป เป็นเนื้อชนิดมีคราบและมีฝ้า อย่างที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “สนิมกรุ หรือคราบกรุ” คราบนี้มีสีขาวหรือค่อนข้างขาวติดแนบแน่นอยู่กับพื้นผิวขององค์พระ จะล้างถูหรือขัดเช็ดได้ยาก บางองค์ก็มีคราบกรุบาง บางองค์ก็มีคราบกรุหนามาก เมื่อใช้ไปนานๆ หรือถูกเหงื่อไคลบ่อยๆ เข้า ผิวจะเกิดมันละเลื่อมขึ้น

2.เนื้อสีนวลค่อนข้างขาว เป็นเนื้อขาวนวลหนัก (หนึก) แกร่ง ผิวมีฝ้าคือคราบสีขาวทั่วไป เนื้อชนิดนี้คล้ายคลึงกับเนื้อสีขาวมาก หากแต่เนื้อมีสีแก่กว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

...

3.เนื้อสีขาวเจือเขียวอ่อน คือมีสีเขียวอ่อนๆ บางๆ เจือฉาบอยู่กับผิว ถ้าพิจารณาไม่ถี่ถ้วนจะเห็นเป็นสีขาวธรรมดาเช่นเดียวกับเนื้อขี้เถ้าอ่อน หากแต่ความระเรื่อของผิวมีสีต่างออกไปเท่านั้น

4.เนื้อสีขาวหม่น เนื้อชนิดนี้มีสีแก่กว่าชนิดเนื้อสีขาวนวลเพียงเล็กน้อย

5.เนื้อสีขาวเหลือง เนื้อชนิดนี้คล้ายคลึงกับเนื้อสีขาวเจือเขียวอ่อน คือ สีขี้เถ้าอ่อน หรือเนื้อผิวหน่อไม้อ่อน เพราะมีสีสันวรรณะคล้ายกัน และเป็นเนื้อชนิดฟูเหมือนกัน ต้องสังเกตและพิจารณาให้ถี่ถ้วนจริงๆ จึงจะปรากฏเห็นเป็นเนื้อสีเลื่อม คือมีสีขาวปนเขียวและเทาอ่อน

6.เนื้อเหลือง เนื้อชนิดนี้มีสีเหลือง ไม่เหมือนกับสีขาวหม่น และสีขาวนวล สีเนื้อชนิดนี้โดยมากเป็นแบบเนื้อฟู และมักเป็นทรงสังฆาฏิเป็นส่วนมาก ทรงเจดีย์และทรง(เกศ)บัวตูมก็มีบ้าง แต่เป็นส่วนน้อย

7.เนื้อขาวเจือเทาอ่อน เนื้อชนิดนี้มีสีขาวเจือเทาอ่อน เพราะมีสีเทาอ่อนคล้ายสีขี้เถ้าอ่อนเจือกับสีขาวอย่างบางๆ โดยมากมักเรียกกันว่า “สีขี้เถ้าอ่อน”

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมองค์ครู เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์เส้นด้ายที่งดงามมากอีกองค์หนึ่ง (พระพิมพ์เส้นด้ายเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ที่พบมากที่สุด พอๆ กับพิมพ์สังฆาฏิ) พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา เส้นซุ้มและเส้นองค์พระรวมถึงเส้นฐาน เป็นลักษณะเหมือนเส้นลวด หรือเส้นด้าย ที่เป็นที่มาของชื่อพิมพ์ มีวรรณะขาวอมเหลือง มีคราบขี้กรุปรากฏให้เห็นบริเวณด้านหน้าและด้านหลังองค์พระ (ด้านหลังตอนล่างคราบกรุค่อนข้างหนามีบางส่วนผสมคราบสีแดงของน้ำมันตังอิ๊ว) ตัดขอบพอดีเส้นบังคับพิมพ์ เห็นเป็นสันนูนเล็กน้อยด้านบนและด้านซ้ายมือองค์พระ ไม่ปรากฏรอยขอบปลิ้นชัดเจนนัก ซึ่งขอบปลิ้นมักจะพบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบผสมสังขยามีรอยยุบย่นแยกโดยทั่วไป เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ

...

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม