“หนังสืออนุสรณ์ครบ 100 ปี สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี” พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2515 จัดทำเนื่องในโอกาสที่มีการจัดสร้างปูชนียวัตถุเพื่อเป็นอนุสรณ์ ๑๐๐ ปีแห่งการมรณภาพของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต โดยมีศาสตราจารย์ น.อ.สมภพ ภิรมย์ ร.น. เป็นประธานจัดทำหนังสือ ปรากฏภาพของพระสมเด็จวัดเกศไชโย แบบพิมพ์ 7 ชั้นนิยมจำนวน 2 องค์ (มีคราบกรุ 1 องค์และไม่มีคราบกรุ 1 องค์) โดยองค์ที่มีคราบกรุนั้น อาจารย์วิชัย อุทัยสุทธิวิจิตร (ลิ้ม กรุงไทย) ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯ ในยุคนั้นได้เขียนคำบรรยายภาพว่า “สมเด็จวัดเกศไชโย เนื้อเหลืองจัด อกร่อง หูบายศรี ช่วงแขนกลม คราบกรุสีน้ำตาลไหม้ ความลึกชัดเจน ผิวเรียบตลอด พระองค์นี้พบที่กรุบางขุนพรหม” สำหรับองค์ที่ไม่มีคราบกรุนั้น บรรยายว่า “สมเด็จวัดเกศไชโย เนื้อขาวอมเหลือง หนึกใส ปราศจากคราบกรุ อกร่อง หูบายศรี ฐานและซุ้มชัดเจน ผิวเรียบตลอด”
อาจารย์วิชัยฯ ได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วยว่า “พระสมเด็จวัดเกศไชโย พิมพ์ทรง ๗ ชั้น ที่พบเป็นของเก่าจริงๆ ส่วนมากเนื้อนุ่มเหลืองใสละเอียดจัดกว่าของวัดระฆัง ผงมวลสารต่างๆ คล้ายกับของวัดระฆัง แต่จะแลเห็นเล็กละเอียดกว่ามาก สมเด็จวัดเกศไชโยโดยมากด้านหลังขององค์พระจะถูกปาดด้วยรอยปาดมีดเรียบทั้ง ๔ ด้านทุกองค์ สมเด็จวัดเกศไชโยทรง ๗ ชั้น อกร่องหูบายศรี ขอบกระจกหน้า ๒ ชั้น ...สมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ทรง ๖ ชั้นที่นิยมกันในครั้งหลังนี้เนื้อไม่จัดและไม่เก่าเหมือนพิมพ์ทรง ๗ ชั้น”
หนังสือ “พระสมเด็จเกศไชโยและพระเครื่องเมืองอ่างทอง” พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2528 ของเทศมนตรีเข่ง อ่างทอง และอาจารย์อ้า สุพรรณ ได้ลงรูป “พระสมเด็จเกศไชโย พิมพ์ใหญ่ 7 ชั้น” และ “พระสมเด็จเกศไชโย พิมพ์อกตลอด 6 ชั้น” (ปรากฏคราบกรุทั้ง 2 องค์) โดยบอกว่า “พระทั้งสององค์นี้ พบในกรุวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม เมื่อคราวเปิดกรุ พ.ศ. 2500 จะเห็นได้ว่า พระสมเด็จวัดระฆัง พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม และพระสมเด็จวัดเกศไชโย จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ถือเป็นหลักฐานถึงองค์ผู้สร้างว่า เป็นองค์เดียวกัน คือสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ยอดอัจฉริยะเกจิอาจารย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”
...
หนังสือเล่มนี้ได้สรุปลักษณะของพระสมเด็จวัดเกศไชโย ไว้ด้วยว่า “ออกจะปรากฏพิมพ์ไว้ค่อนข้างแปลกพิสดาร และต่างกับสมเด็จวัดระฆัง และวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม มากทีเดียว โดยพระพิมพ์ส่วนใหญ่จะปรากฏเอกลักษณ์ให้เห็น อกร่อง หูบายศรี และต้องมีกรอบกระจก” และยังได้นำเสนอรูปพระสมเด็จวัดเกศไชโยจำนวน 19 แม่พิมพ์ประกอบด้วย พิมพ์ทรงฐาน 7 ชั้น จำนวน 12 แบบ พิมพ์ทรง 6 ชั้น จำนวน 7 แบบ และพิมพ์ทรง 5 ชั้น จำนวน 1 แบบ สำหรับพระสมเด็จวัดเกศไชโย “กรุเคลื่อนที่” วัดโพธิเกรียบนั้น หนังสือเล่มนี้บอกว่าเป็นพระแท้ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตด้วยเช่นกัน โดยอ้างความเห็นของอาจารย์ประชุม กาญจนวัฒน์ ที่กล่าวยืนยันไว้ในหนังสือสามสมเด็จ พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2523 โดยบอกว่า “พระสมเด็จของวัดโพธิเกรียบนั้น ที่จริงก็คือพระกรุเคลื่อนที่จากวัดไชโยวรวิหารซึ่งเป็นพระของท่านเจ้าประคุณสมเด็จสร้างไว้นั่นเอง” ซึ่งความเห็นนี้ตรงกับความเห็นของ อาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯ อาวุโสอีกท่านหนึ่งด้วยเช่นกัน
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า พระสมเด็จฯแบบฐาน 5 ชั้น 6 ชั้น และ 7 ชั้น ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต หรือที่เรียกกันว่า พระสมเด็จวัดเกศไชโย นั้นเมื่อประมวลข้อมูลจากตำราที่น่าเชื่อถือ อนุมานได้ว่าน่าจะสร้างก่อนพระสมเด็จฯแบบฐาน 3 ชั้น ซึ่งเป็นลักษณะของพระสมเด็จวัดระฆังฯ และวัดบางขุนพรหม โดยลักษณะ “อกร่อง” ที่มักพบในพระสมเด็จฯแบบฐาน 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น นั้นแสดงถึงการบำเพ็ญทุกรกิริยาของพระพุทธองค์ก่อนตรัสรู้ ส่วนพระสมเด็จฯแบบฐาน 3 ชั้น นั้นมักจะมีพระวรกายสมบูรณ์หมายถึงการที่ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว (อาจมีพระสมเด็จฯแบบฐาน 3 ชั้นบางพิมพ์ทรง เช่น ฐานคู่ สังฆาฏิ ฐานแซมแบบอกร่อง ที่ยังมีลักษณะคล้ายกับการบำเพ็ญทุกรกิริยาเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นลักษณะของการรับเอาอิทธิพลทางพิมพ์ทรง หรืออาจเรียกว่าเป็นการคลี่คลายทางพิมพ์ทรง จากพระสมเด็จฯ ยุคแรกมายุคหลังก็เป็นได้) สำหรับกรอบกระจกนั้นเกิดจากการออกแบบแม่พิมพ์ สันนิษฐานว่าการสร้างแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดเกศไชโยนั้น น่าจะใช้วิธีการสร้างใกล้เคียงกับแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯ
อาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯ อาวุโส เคยบอกว่าพระสมเด็จวัดเกศไชโย พิมพ์ 7 ชั้น หูประบ่านั้น มีเนื้อวัดระฆังฯ (อาจารย์ประจำบอกด้วยว่า พบพิมพ์แปลกๆแบบอื่นที่มีเนื้อวัดระฆังฯ เช่น พิมพ์สามเหลี่ยม พิมพ์จุฬามุนี ด้วยเช่นกัน) แต่อย่างไรก็ตาม พระสมเด็จวัดระฆังฯ หรือแม้กระทั่งพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงมาตรฐานตามตำราตรียัมปวายนั้น มักจะไม่พบเนื้อพระแบบพระสมเด็จวัดเกศไชโย ข้อมูลในเรื่องนี้อาจนำมาช่วยสนับสนุนสมมติฐานที่ว่า พระสมเด็จวัดเกศไชโย นั้นสร้างก่อนพระสมเด็จวัดระฆังฯและพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (ตำราที่น่าเชื่อถือบอกว่า พระสมเด็จฯแบบกรอบสี่เหลี่ยมนั้นเริ่มสร้างครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2409 โดยประมาณ หรือก่อนหน้านั้นไม่นานนัก ระยะเวลานี้มีความสอดคล้องกับการสร้างพระโตที่วัดไชโยฯ ที่มีการสร้างและพังทลายลงหลายครั้ง เป็นที่มาของตำนานพระกรุแตก และในที่สุดรัชกาลที่ 5 จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างองค์พระมหาพุทธพิมพ์ที่เป็นองค์ปัจจุบันขึ้นมา ดังที่ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอไปบ้างแล้ว)
...
เมื่อคราวสร้างพระสมเด็จฯ บรรจุกรุพระเจดีย์ใหญ่วัดบางขุนพรหม ในปี พ.ศ. 2413 นั้นมีทั้งการสร้างแม่พิมพ์ขึ้นมาใหม่ และใช้แม่พิมพ์เดิมของวัดระฆังฯ มากดพระ แต่เท่าที่ปรากฏไม่พบว่ามีการนำแม่พิมพ์ของพระสมเด็จวัดเกศไชโย มากดพระ พระสมเด็จวัดเกศไชโย ที่พบในกรุพระเจดีย์ใหญ่นั้นมีน้อยองค์มาก เป็นลักษณะของการนำพระมาฝากกรุ ซึ่งถ้ามีการใช้แม่พิมพ์เก่าของพิมพ์ทรงวัดเกศไชโย (พระสมเด็จฯแบบฐาน 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น) มาสร้างพระแล้ว ควรจะต้องมีการพบพระสมเด็จฯ พิมพ์ทรงวัดเกศไชโยแบบเนื้อพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมจำนวนมากอยู่ในกรุเช่นเดียวกัน น่าสนใจว่าแม่พิมพ์ที่ใช้สร้างพระสมเด็จวัดเกศไชโย ที่น่าจะมีจำนวนมากนั้น ทำไมจึงไม่นำมากดสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ทั้งๆ ที่ทั้งสองวัดนี้มีการสร้างพระในช่วงเวลาที่ไม่ห่างกันมากนัก
ข้อมูลจากตำราที่น่าเชื่อถือ ทำให้อนุมานได้ว่าในการสร้างพระสมเด็จฯแบบฐาน 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น (อาจมีพิมพ์ทรงแบบอื่น เช่นแบบล้อพิมพ์ทรงโบราณรวมอยู่ด้วย) นั้นมีการสร้างเป็นจำนวนมาก ตามคติการสร้างเท่าจำนวนพระธรรมขันธ์ 84,000 องค์ เช่นเดียวกับคติการสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม โดยเป็นการสร้างพระครั้งใหญ่เป็นครั้งแรกของท่านเจ้าประคุณ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปแจกจ่ายและบรรจุในปูชนียสถานสำคัญต่างๆ ที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตได้สร้างไว้ ต่อมาในช่วงปัจฉิมวัย ตำราที่น่าเชื่อถือบอกว่าท่านได้มีดำริให้มีการสร้างใหญ่อีกครั้งเป็นครั้งที่สอง เพื่ออุทิศให้โยมมารดาของท่าน โดยความตั้งใจเดิมคือจะสร้างเป็นพระสมเด็จแบบฐาน 7 ชั้น แบบหูบายศรี (อนุมานว่าเป็นพิมพ์ทรงเดียวกับแบบ 7 ชั้นนิยม ซึ่งจากลักษณะของพิมพ์ทรงและช่วงเวลาที่สร้าง น่าจะสร้างโดยช่างชุดเดียวกับช่างที่แกะแม่พิมพ์ชุดพิมพ์ทรงมาตรฐานของวัดระฆังฯ และวัดบางขุนพรหม) แต่เมื่อเห็นว่าน่าจะสร้างไม่ทันครบจำนวน ท่านจึงให้นายเทศ หลานของท่าน เป็นผู้ดำเนินการรวบรวมพระสมเด็จฯแบบฐาน 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น (รวมถึงพระคะแนน และพระพิมพ์ทรงอื่นๆ) ที่สร้างใหญ่ในครั้งแรกมารวมด้วย (มีการกล่าวว่าพระสมเด็จฯแบบฐาน 7 ชั้นที่สร้างในการสร้างใหญ่ครั้งแรกนั้นมีแบบหูประบ่าด้วยเช่นกัน) เพราะเหตุนี้พระที่กรุวัดไชโยฯ จึงเป็นพระแบบฐาน 7 ชั้นโดยมาก (โดยมากไม่มีคราบกรุ) ตำราของพระครูกัลยาณานุกูล (พระมหาเฮง) พิมพ์เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2495 ได้อ้างถึงคำบอกเล่าของ เจ้าคุณพระมหาพุทธพิมพาบาล (วร) เจ้าอาวาสวัดไชโยในสมัยนั้น ที่กล่าวว่า “เมื่อหลายปีมาแล้วพระเจดีย์ที่บรรจุพระสมเด็จพัง ท่านได้รวบรวมพระสมเด็จบรรจุไว้ที่ฐานพระโตในพระวิหารวัดไชโย” การที่พระสมเด็จฯแบบฐาน 7 ชั้น (รวมถึงพิมพ์ทรง 5 ชั้น และ 6 ชั้น และอาจมีพิมพ์อื่น เช่น แบบล้อพิมพ์โบราณ) เป็นพิมพ์ทรงที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตตั้งใจจะนำไปบรรจุกรุอุทิศให้โยมมารดาของท่าน จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เสมียนตราด้วง เมื่อคราวสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมบรรจุกรุพระเจดีย์ใหญ่ในปี พ.ศ. 2413 ไม่นำแม่พิมพ์พระสมเด็จฯแบบฐาน 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น มาร่วมสร้างพระด้วย มีแต่เพียงพระสมเด็จวัดเกศไชโย นำมาฝากกรุวัดบางขุนพรหม ดังที่ปรากฏให้เห็นเพียงไม่กี่องค์เท่านั้น
...
บทส่งท้าย
พระสมเด็จวัดเกศไชโยนั้นในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2500 นั้น อาจจะไม่มีการเล่นหากันในวงกว้าง ตำราของผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯรุ่นเก่าบางท่านที่ตีพิมพ์ในช่วงนั้น เช่น ของตรียัมปวาย ถึงกับบอกว่า พระสมเด็จวัดเกศไชโย ที่พบในช่วงก่อนนั้น ไม่ใช่พระที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตเป็นผู้สร้าง แต่ต่อมาเมื่อมีการพบพระสมเด็จวัดเกศไชโย ฝากกรุพระเจดีย์ใหญ่วัดบางขุนพรหม เมื่อคราวเปิดกรุครั้งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2500 จึงมีการนิยมเล่นหามากขึ้น ด้วยเชื่อกันว่าเป็นพระที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตสร้างด้วยเช่นกัน ต่อมาหนังสือพระเครื่องประยุกต์ ของตรียัมปวาย พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2507 ได้ลงรูปพระสมเด็จวัดเกศไชโยไว้ด้วยเช่นกัน อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ให้ข้อมูลว่า พระสมเด็จฯแบบฐาน 5 ชั้น ที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้มีความคล้ายกับพระสมเด็จฯฐาน 5 ชั้น วัดอินทรวิหารด้วยเช่นกัน
ในทางวิชาการพิสูจน์หลักฐานนั้น การพบพระสมเด็จฯฝากกรุเหล่านี้ถือว่าเป็นพยานวัตถุที่สำคัญ หรือเรียกว่ามีคุณค่าในทางการพิสูจน์ สามารถที่จะนำไปวิเคราะห์ขยายผลได้อีกหลายเรื่อง เช่น กระบวนการสร้าง คุณลักษณะของเนื้อหามวลสาร ร่องรอยการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา ฯลฯ ข้อมูลที่ได้สามารถนำมาใช้กำหนดอัตลักษณ์พระสมเด็จฯ เพื่อนำไปใช้กระบวนการหาพระแท้ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตตามแนวทางวิชาการพิสูจน์หลักฐานได้ด้วยเช่นกัน
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูปพระสมเด็จวัดเกศไชโย องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดเกศไชโย พิมพ์ 7 ชั้นนิยม ที่มีความงดงาม ผ่านการใช้งานพอสมควร เนื้อผงละเอียด ผิวเรียบตลอด มีวรรณะขาวอมเหลือง ปราศจากคราบกรุ มีคราบคล้ายน้ำมันปรากฏบนผิว พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา อกร่อง หูบายศรี ฐาน และซุ้มชัดเจน ช่วงแขนกลม ปรากฏกรอบกระจกซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระสมเด็จวัดเกศไชโยทุกพิมพ์ ปรากฏรอยฝนขอบทั้งสี่ด้าน สันนิษฐานว่าเพื่อลบคมเพื่อแจกจ่ายญาติโยม ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ เป็นองค์ต้นแบบที่ดี เพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดเกศไชโย ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
...
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์