เนื้อปูนปั้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในปัจจุบันนี้ก็คือเนื้อมวลสารพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) น่าสนใจว่าพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณฯเริ่มมีราคาค่านิยมมาตั้งแต่เมื่อไรและด้วยสาเหตุใด โดยในตอนนี้ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขอนำเสนอถึงเรื่องราวของราคาค่านิยมของพระสมเด็จฯในเชิงเจาะลึกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
หนังสือปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่องฯ เล่มที่ 1 ของตรียัมปวาย ได้กล่าวไว้ว่า “พระสมเด็จฯเป็นพระเครื่องฯที่ปรากฏกิตติคุณเป็นที่เลื่องลือรวดเร็วที่สุดคือในระยะ ๑ ปี ภายหลังจากการสิ้นชีพิตักษัยของเจ้าพระคุณผู้สร้าง และยังโด่งดังเป็นที่ปรารถนาของผู้คนทั้งหลายมาจนทุกวันนี้ อย่างไม่มีทีท่าจะเสื่อมคลายไปจากความนิยมเลย ทั้งนี้นับว่าเป็นกรณีที่อัศจรรย์มิใช่เรื่องธรรมดาสามัญเลยทีเดียว”
ตำราของตรียัมปวาย ยังได้พูดถึงราคาของพระสมเด็จวัดระฆังฯในอดีตไว้เช่นเดียวกัน โดยบอกว่า “และในระหว่างที่เจ้าพระคุณสิ้นใหม่ ๆ นั้น มีภิกษุชาวเขมรรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นศิษย์ของท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้เอาพระสมเด็จส่วนหนึ่งขึ้นไปเก็บบนเพดานวิหารน้อย ตั้งใจว่าต่อไปจะนำไปติดกับแผ่นกระดานและประดับในพระอุโบสถวัดระฆังฯ ตามที่ท่านเจ้าพระคุณเคยดำริไว้ก่อนท่านจะสิ้น แต่แล้วมิทันจะปฏิบัติ ชาวบ้านก็ขนไปจนหมด พวกที่มาชุดแรก ๆ ต่างเอาไปคนละกำสองกำ เมื่อพระชักงวดเข้าจึงได้มีการเช่าบูชากันที่วัดระฆังฯ นั้นเอง มูลค่าองค์ละหนึ่งตำลึง”
เหตุสำคัญที่ทำให้พระสมเด็จฯมีราคาเช่าหาบูชาสูงขึ้นมาในอดีตนั้น อาจมาจากสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการตกพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมครั้งที่ 1 ที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2425 โดยมาจากกิตติคุณที่บอกกันว่าพระสมเด็จฯรักษาโรคป่วงให้หายได้ในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ โดยในปี พ.ศ. 2416 หลังจากที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯสิ้นไป 1 ปี เกิดการระบาดใหญ่ของอหิวาตกโรค หรือที่เรียกกันว่า “ปีระกาป่วงใหญ่” มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก กล่าวกันว่ามีผู้นำพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณฯไปแช่น้ำ ทำน้ำพระพุทธมนต์เพื่อดื่มรักษา จนมีผู้หายจากโรคร้ายได้อย่างอัศจรรย์ ทำให้มีผู้ต้องการพระสมเด็จฯเป็นจำนวนมากต่อเนื่องมาจากในครั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ หรือ วัดบางขุนพรหม ราคาเช่าหาพระสมเด็จฯน่าจะพุ่งสูงขึ้นมา และอาจเกิดการทำปลอมกันขึ้นมามากด้วยเช่นกันตั้งแต่ตอนนั้น
...
ตำราของตรียัมปวาย ได้มีพูดถึงเรื่องราคาค่าเช่าบูชาพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมไว้ด้วยเช่นกัน โดยอ้างถึงเหตุการณ์ในการตกพระครั้งที่ 2 ซึ่งมีขึ้นในปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 116) เป็นช่วงที่ฝรั่งเศสรุกรานไทย ประชาชนต่างเตรียมตัวพร้อมอาสาไปสู้รบ โดยต่างต้องการพระสมเด็จฯไปเพื่อคุ้มครองตัว ราคาเช่าบูชาพระสมเด็จฯในตอนนั้น ตกองค์ละ 20 บาทเป็นอย่างสูง (ราคาเช่าหาพระสมเด็จฯ อาจจะมีขึ้นมีลงตามความต้องการที่มีมากหรือน้อยตามแต่ละช่วงเวลา การที่พระสมเด็จฯมีราคาขึ้นไปถึงองค์ละ 20 บาทซึ่งถือว่าสูงมากในขณะนั้น ก็อาจเนื่องด้วยมีความต้องการมาก)
การตกพระครั้งที่ 3 นั้น เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2450 การตกครั้งนี้เป็นการตกครั้งใหญ่ยาวนานเป็นแรมเดือน แต่ช่วงแรกมักจะตกได้แต่อิฐ ช่วงท้ายจึงมีการใช้น้ำเป็นจำนวนมากกรอกลงไป เพื่อให้พระที่เกาะตัวเป็นก้อนอยู่กับก้อนดินที่ฐานพระเจดีย์ใหญ่ได้คลายตัวหลุดออกมา จนในที่สุดจึงได้พระขึ้นมาอีกเป็นจำนวนไม่น้อย
พระสมเด็จฯกรุวัดบางขุนพรหมนั้น มีโจรพยายามลักลอบขุดเจาะมาโดยตลอด แต่มักจะไม่สำเร็จเนื่องจากองค์พระเจดีย์มีความแข็งแรง ตรียัมปวายบอกว่า ที่ทำการลักลอบเจาะกรุสำเร็จมี 2 ครั้งใหญ่ อยู่ในช่วงเวลาห่างกันเพียง 10 วัน เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2500 รวม ๆ แล้วได้พระไปกว่า 1,000 องค์ ตรียัมปวายได้บอกไว้ในหนังสือ ปริอรรถาธิบาย เล่มที่ 1 ด้วยว่า ได้เคยขอเช่าพระสมเด็จฯ ที่ถูกลักขุดได้จากกรุบางขุนพรหมช่วงปี พ.ศ. 2500 จากนักค้าพระเครื่องฯ มาองค์หนึ่งเป็นพิมพ์ทรงฐานคู่ ในมูลค่า 700 บาท
นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ เคยกล่าวว่า “ในราวปี พ.ศ. 2470 หรือเศษ ๆ ...ทางวัดบางขุนพรหม หรือปัจจุบันชื่อว่าวัดใหม่อมตรส เปิดให้ประชาชนเข้ามาตกเบ็ดพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม โดยผู้ตกเบ็ดจะต้องไปซื้อเชือกจากทางวัดมามัดหนึ่ง โดยคิดราคาเชือกละหนึ่งบาท ..เงินหนึ่งบาทในสมัยนั้น แพงมากนะครับ ข้าราชการในสมัยนั้น กินเงินหลวงเดือนละสามบาทเท่านั้น เมื่อซื้อเชือกมาแล้วก็เอาดินเหนียวปั้นกับปลายเชือกแล้วหย่อนลงสู่ก้นเจดีย์ กระแทก ๆ แล้วดึงขึ้นมา ...”
การเล่นหาพระสมเด็จในช่วงประมาณ พ.ศ. 2490 – 2495 นั้น ฉันทิชัย (ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์) ได้กล่าวถึงบรรยากาศการเล่นหาในช่วงนั้นไว้ในหนังสือประวัติและเกียรติคุณของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2509 (พิมพ์ครั้งแรกลงในนิตยสาร “ตำรวจ” เมื่อปี พ.ศ. 2494) ไว้ว่า “แม้สมเด็จท่านจะได้สร้างพระพิมพ์แบบต่าง ๆ ถึง 73 แบบก็ตาม แต่พระพิมพ์ที่ประชาชนนิยมนับถือกันมาก ในเวลานี้มีอยู่เพียง 4 แบบ (4 วัด) เท่านั้น คือพระพิมพ์แบบวัดระฆัง แบบวัดใหม่อมตรส (ที่เรียกกันว่า สมเด็จบางขุนพรหม) แบบวัดไชโย แบบวัดอินทรวิหาร เฉพาะวัดระฆัง สมเด็จสร้างไว้ 4 อย่างคือ 1.พิมพ์ทรงใหญ่ฐาน 3 ชั้น 2.พิมพ์ทรงเจดีย์ฐาน 3 ชั้น 3.พิมพ์ทรงหูยาน ฐานแซม (ทั้งอกร่องและอกไม่ร่อง 2 อย่าง - น่าจะหมายรวมถึงทั้งพิมพ์ฐานแซมและพิมพ์เกศบัวตูมด้วย) 4.พิมพ์ปรกโพธิ์ฐาน 3 ชั้น โดยทั้ง 4 พิมพ์ทรงนี้เป็นที่นิยมกันมาก มีราคาเช่าซื้อกันในท้องตลาดองค์ละ 1,000 บาท ถึง 4,000 บาท
หนังสือ “ของดีจากวัด” พิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2510 ของ เทพชู ทับทอง นักประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์คนสำคัญและอดีตคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยพูดถึงค่าเช่าบูชาพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเมื่อคราวเปิดกรุใหญ่ ปี พ.ศ. 2500 ไว้ดังนี้
...
“...เมื่อขุดพระสมเด็จในกรุแล้ว ทางวัดก็ให้ประชาชนเช่าทำบุญ ในราคาสูงสุดองค์ละ ๓,๕๐๐ บาท และต่ำสุดองค์ละ ๔๐๐ บาท (ตามสภาพของคราบกรุที่จับมากหรือจับน้อย แบ่งเป็น 4 ชั้น ตั้งแต่ชั้นพิเศษ ลงไปถึงชั้นที่สาม) ได้เงิน ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท...
พิมพ์ทรงใหญ่ มีลักษณะเช่นเดียวกับของวัดระฆังฯ แต่แบบพิมพ์ตื้นกว่า ชั้นพิเศษราคาเช่าองค์ละ ๓,๕๐๐ บาท ชั้นที่หนึ่งองค์ละ ๓,๐๐๐ บาท ชั้นที่สององค์ละ ๒,๕๐๐ บาท ชั้นที่สามองค์ละ ๑,๕๐๐ บาท
พิมพ์ทรงเจดีย์ มีลักษณะเช่นเดียวกับของวัดระฆังฯ แต่แบบพิมพ์ตื้นกว่าและองค์พระชลูดกว่า พระเพลา ฐาน และซุ้มเรียวเล็กกว่า ชั้นพิเศษราคาเช่าองค์ละ ๒,๒๐๐ บาท ชั้นที่หนึ่งองค์ละ ๒,๐๐๐ บาท ชั้นที่สององค์ละ ๑,๕๐๐ บาท ชั้นที่สามองค์ละ ๘๐๐ บาท (ตรียัมปวาย บอกว่า พบพิมพ์ทรงพระประธานและพิมพ์ทรงเจดีย์แบบแปลก ๆ งาม เช่นแบบที่องค์พระมีความนูนลึกมากๆ ล่ำสันและสง่างาม พระอาสนะทั้งสามชั้นมีลักษณะ “คมขวาน-ฐานสิงห์” หนาและลึกคมเช่นเดียวกับวัดระฆังฯ บางแบบพิมพ์จะล่ำสันกว่าของวัดระฆังฯ เส้นซุ้มเป็นทิวเส้นหนานูนมาก)
พิมพ์ทรงเกศบัวตูม มีค่านิยมใกล้เคียงกับพิมพ์ทรงใหญ่ ชั้นพิเศษราคาเช่าองค์ละ ๓,๕๐๐ บาท ชั้นที่หนึ่งองค์ละ ๓,๐๐๐ บาท (มีลักษณะใกล้เคียงกับของวัดระฆังฯ มีบางพิมพ์ตื้นกว่า ตรียัมปวาย บอกว่า บางแบบพิมพ์มีพระเศียรป้อมเขื่อง โคนพระเกศหนาและยอดจิ่ม องค์พระล่ำสัน คล้ายพระพุทธรูปยุคอู่ทองที่งดงาม)
พิมพ์ทรงฐานแซม มีลักษณะเหมือนของวัดระฆังฯ แต่องค์พระชลูดกว่า สังฆาฏิเป็นร่องลึกกว่า มี ๒ ชนิด คือแบบ “อกร่อง” และ “อกเรียบไม่เป็นร่อง” ชั้นพิเศษราคาเช่าองค์ละ ๒,๒๐๐ บาท ชั้นที่หนึ่งองค์ละ ๒,๐๐๐ บาท ชั้นที่สององค์ละ ๑,๕๐๐ บาท ชั้นที่สามองค์ละ ๘๐๐ บาท
...
พิมพ์ทรงเส้นด้าย มีพระเพลา ฐาน ซุ้ม และองค์พระตื้น พิมพ์นี้ส่วนมากมีคราบกรุจับหนา ชั้นพิเศษราคาเช่าองค์ละ ๒,๒๐๐ บาท ชั้นที่หนึ่งองค์ละ ๒,๐๐๐ บาท ชั้นที่สององค์ละ ๑,๕๐๐ บาท ชั้นที่สามองค์ละ ๘๐๐ บาท
พิมพ์ทรงฐานคู่ มีลักษณะองค์พระชลูด คล้ายพิมพ์ฐานแซม แต่แสดงลักษณะด้วยเส้นบาง ๆ ชั้นพิเศษราคาเช่าองค์ละ ๒,๐๐๐ บาท ชั้นที่หนึ่งองค์ละ ๑,๙๐๐ บาท ชั้นที่สององค์ละ ๑,๖๐๐ บาท ชั้นที่สามองค์ละ ๕๐๐ บาท
พิมพ์ทรงปรกโพธิ์ มีลักษณะและทรวดทรงเช่นเดียวกับพิมพ์ทรงเจดีย์ และพิมพ์ทรงอกร่องหูยานฐานแซม แต่ขนาดเล็กกว่า พระพักตร์เรียวกว่า พระเกศมีทั้งชนิดตุ้มและยาว ฐานมีทั้งชนิดฐานสิงห์และชนิดฐานกลางสั้นกว่าฐานล่างและฐานบน ชั้นพิเศษราคาเช่าองค์ละ ๓,๕๐๐ บาท ชั้นที่หนึ่งองค์ละ ๓,๐๐๐ บาท ชั้นที่สององค์ละ ๒,๕๐๐ บาท ชั้นที่สามองค์ละ ๑,๕๐๐ บาท (ตรียัมปวาย บอกว่าพบเพียง 17 องค์)
พิมพ์ทรงสังฆาฏิ คล้ายพิมพ์ทรงปรกโพธิ์มีสังฆาฏิปรากฏชัดมาก ชั้นพิเศษราคาเช่าองค์ละ ๒,๐๐๐ บาท ชั้นที่หนึ่งองค์ละ ๑,๘๐๐ บาท ชั้นที่สององค์ละ ๑,๒๐๐ บาท ชั้นที่สามองค์ละ ๕๐๐ บาท
พิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตร (ไกเซอร์) มีลักษณะพระเศียรใหญ่และป้อม พระอุระใหญ่ (คล้ายอกครุฑ) ฐานไม่ปรากฏลักษณะคมขวานและหัวสิงห์ เส้นซุ้มเล็กและลงมาหมดเพียงฐานชั้นล่างเท่านั้น มีคราบกรุจับบางกว่าพิมพ์ทรงอื่น ๆ ชั้นพิเศษราคาเช่าองค์ละ ๑,๔๐๐ บาท ชั้นที่หนึ่งองค์ละ ๑,๒๐๐ บาท ชั้นที่สององค์ละ ๘๐๐ บาท ชั้นที่สามองค์ละ ๔๐๐ บาท
...
พิมพ์ทรงไสยาสน์ มีประมาณ ๒-๓ องค์ ราคาเช่าองค์ละ ๕,๐๐๐ บาท
พระสมเด็จตะกั่วถ้ำชา มีประมาณ ๒-๓ องค์ เช่นเดียวกัน ราคาเช่าองค์ละ ๕,๐๐๐ บาท
ข้อมูลในหนังสือของ เทพชู ทับทอง ยังบอกด้วยว่า ราคาเช่าเหล่านี้กำหนดโดยคณะกรรมการของวัดใหม่อมตรสเมื่อคราวเปิดกรุใหญ่ โดยถ้าเทียบกับราคาเมื่อสมัย 30-40 ปีก่อนหน้านั้น (ประมาณปี พ.ศ. 2460 – 2470) จะต่างกันมาก โดยจากปากคำของพระครูบริหารคุณวัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส บอกว่า ท่านได้เคยเช่าพระสมเด็จฯ จากผู้ที่ตกพระได้ในราคา ๓ องค์ต่อ ๑๐ บาท หรือถ้าเช่าเป็นองค์ ก็ตกองค์ละ ๔ บาท และว่าพวกที่ตกพระนั้น ถ้าตกได้องค์ที่ชำรุดแตกหักก็จะทิ้งไปเลย
ช่วงภายหลังปี พ.ศ. 2500 พระสมเด็จฯ ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตมีราคาเล่นหาเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ อาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯอาวุโส ให้ข้อมูลว่า ประมาณปี พ.ศ. 2505 มีการนำพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์องค์ตำนาน คือองค์ฉายา “เจ๊แจ๋ว” เข้าตลาด รับซื้อโดยเซียนพระมือแรกในราคา 5,000 บาท ขายต่อให้เซียนพระมือที่สองไปในราคา 80,000 บาท จากนั้นมีการขายต่อให้เซียนพระมือที่สาม แล้วจึงไปถึง เจ๊แจ๋ว เป็นมือที่สี่ พระสมเด็จฯองค์นี้ปัจจุบันอยู่ในรังใหญ่แห่งหนึ่ง อาจารย์ประจำฯ ยังบอกด้วยว่า สำหรับราคาซื้อขายพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมในตลาดพระทั่วไปในช่วงนั้น (พระคนละชุดกับที่เปิดกรุให้เช่าบูชาโดยวัด) พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ ประมาณไม่เกิน 2,000 บาท พิมพ์อื่น ๆ 5-600 บาท พิมพ์ทรงปรกโพธิ์จะหายาก (สำหรับพระสมเด็จวัดเกศไชโยนั้นในช่วงแรกอาจจะไม่มีการเล่นหากันในวงกว้าง แต่ต่อมาเมื่อมีการพบพระสมเด็จวัดเกศไชโยฝากกรุพระเจดีย์ใหญ่วัดบางขุนพรหมเมื่อคราวเปิดกรุครั้งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2500 จึงมีการนิยมเล่นหามากขึ้นด้วยเชื่อกันว่าเป็นพระที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตสร้างด้วยเช่นกัน)
ต่อมาในราวปี พ.ศ. 2520 ราคาพระสมเด็จฯมีการปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเป็นยุคที่พระสมเด็จฯมีราคาสูงขึ้นมาอยู่ในระดับหลักหมื่นหลักแสน และเมื่อเวลาผ่านไปอีกไม่กี่สิบปี ราคาพระสมเด็จฯก็ขึ้นมาสู่หลักล้านและกลายเป็นหลายสิบล้านบาทดังที่เห็นกันในปัจจุบัน
บุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่มีส่วนอย่างมากในการยกระดับวงการพระสมเด็จฯขึ้นสู่ระดับสากลให้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ทำให้พระสมเด็จฯเป็นจักรพรรดิพระเครื่องที่มีมูลค่ามหาศาลเปรียบเสมือนหุ้นบลูชิพที่มีมูลค่าเพิ่มตามวันเวลา ก็คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ อดีตผู้บริหารและอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะในฐานะผู้จัดงานประกวดพระเครื่องฯระดับประเทศ หรือในฐานะของการเป็นผู้นำเอาเรื่องราวของพระสมเด็จฯออกเผยแพร่ผ่านสื่อหลักต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ทำให้เป็นที่นิยมในวงกว้างจนถึงทุกวันนี้
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการนำเอาบทความของ “สีกาอ่าง” คอลัมนิสต์อาวุโสแห่งคอลัมน์พระเครื่อง “สนามพระวิภาวดี” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่โด่งดังคู่กับคอลัมน์ “ปาฏิหาริย์จากหิ้งพระ” ของอาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล ที่กล่าวถึงท่านไว้ดังนี้
“...แม้ระยะหลัง อาจารย์รังสรรค์ จะห่างวงการพระไป แต่ชื่อเสียงก็ยังเป็นที่รู้จักดี เพราะเป็นหนึ่งใน ตำนาน ที่สร้างชื่อเสียงให้วงการพระเครื่อง ขึ้นสู่มาตรฐานอย่างทุกวันนี้ โดยนำความรักชอบพระเครื่องมาเผยแพร่ความรู้ เรื่องราว ผ่าน นิตยสารพรีเชียส ซึ่งเป็นหนังสือพระเครื่องรายเดือน เล่มแรกของวงการวัตถุมงคล ที่พิมพ์อย่างมาตรฐาน กระดาษดี ภาพพระเครื่องจึงคมชัดเหมือนดูจาก องค์เป็น ๆ ซึ่งไม่เคยมีใครคิดทำมาก่อน หรืออยากทำก็ยาก เพราะนอกจากค่าพิมพ์แพง ปัญหาสำคัญคือ สมัยนั้นการจะหาพระชั้นยอด ๆ จากใครมาถ่ายรูปได้เป็นเรื่องยากมาก แค่ขอดูเจ้าของยังหวง แต่ พรีเชียส ทำได้ ด้วยคอนเนกชันของ อาจารย์รังสรรค์ ที่สามารถขอพระเครื่ององค์ดัง ๆ จากคอลเลกเตอร์ระดับชาติทั้งวงการมาถ่ายภาพลงในหนังสือเล่มนี้ได้หมด จึงสร้างความกรี๊ดกร๊าดฮือฮาที่สุดเมื่อ พรีเชียส ฉบับแรกเปิดตัวเมื่อ ๒๐ ปีก่อน โดยมีข้าพเจ้าที่แบ่งภาคจากไทยรัฐไปเป็น บรรณาธิการ ในช่วงแรก...”
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ ที่มีความงดงาม ผ่านการใช้งานพอสมควร เนื้อหนึกนุ่ม มีวรรณะขาวอมเหลือง มีคราบคล้ายรักน้ำเกลี้ยงปรากฏบนผิวทั้งด้านหน้าและด้านหลังองค์พระ ตัดขอบเลยกรอบบังคับพิมพ์ทั้งสี่ด้าน มีเอกลักษณ์คือด้านบนมีรอยลักษณะคล้ายรอยใบมีดกดลงบนเนื้อพระเป็นแนวยาวผ่านซุ้มผ่าหวาย (บางท่านบอกว่าเป็นการลงใบมีดผิดตำแหน่งโดยไม่ตั้งใจ) มีองค์ประกอบพระสมเด็จฯ แท้ ทั้ง 3 อย่างปรากฏให้เห็น คือเม็ดพระธาตุ รอยหนอนด้น และรอยรูพรุนเข็ม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ แต่ปรากฏคล้ายรอยบั้งด้านบน มีรอยยุบย่นแยก รอยริ้วระแหงให้เห็น รอยปูไต่ (รอยปริกะเทาะตามขอบ) ไม่ชัดเจนนัก เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์