พระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นั้นมีหลากหลายพิมพ์ทรง น่าสนใจว่า พิมพ์ทรงที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันโดยเฉพาะที่เป็นพิมพ์ทรงมาตรฐานนั้น มีวิวัฒนาการหรืออาจเรียกว่ามีการคลี่คลายทางพิมพ์ทรงอย่างไร การทำความเข้าใจในเรื่องนี้นั้นน่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาพระสมเด็จฯ ในเชิงลึกได้ด้วยเช่นกัน
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า ข้อมูลที่น่าเชื่อถือโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากตำราพระสมเด็จฯเล่มครู เช่นของ ตรียัมปวาย หรือของพระครูกัลยาณานุกูล (พระมหาเฮง อิฏฐาจาโร) ทำให้พอจะอนุมานได้ว่าพระสมเด็จฯแบบกรอบสี่เหลี่ยมยุคแรกๆนั้น (เริ่มสร้างประมาณปี พ.ศ. 2409 โดยก่อนหน้านั้นมักจะเป็นแบบล้อพิมพ์พระโบราณ) โดยมากมักจะเป็นแบบฐาน 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น และเป็นลักษณะของการทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาของพระพุทธเจ้า หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่าเป็นพระสมเด็จวัดเกศไชโย ส่วนพระสมเด็จฯแบบกรอบสี่เหลี่ยมในยุคหลังจากนั้นส่วนใหญ่จะเป็นแบบฐาน 3 ชั้น มักเป็นแบบที่มีพระวรกายสมบูรณ์ซึ่งหมายถึงการตรัสรู้แล้ว โดยที่มีหลักฐานยืนยันค่อนข้างชัดเจนว่าท่านเจ้าประคุณฯเป็นผู้สร้างนั้นมีอยู่ 9 พิมพ์ทรงมาตรฐาน หรือที่ตรียัมปวายเรียกว่าเป็นพิมพ์ทรงหลวงวิจารณ์เจียรนัย พระสมเด็จฯกลุ่มหลังนี้ ในปัจจุบันมักจะหมายถึงพระสมเด็จวัดระฆังฯและพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเป็นหลัก
แม่พิมพ์กรอบสี่เหลี่ยมแบบ 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น นั้นไม่มีผู้กล่าวถึงรายละเอียดรูปลักษณะแม่พิมพ์มากนัก อย่างไรก็ตาม ตรียัมปวายได้พูดถึงพระสมเด็จฯแบบกรอบสี่เหลี่ยมฐาน 3 ชั้น ไว้ในหนังสือพระเครื่องประยุกต์ พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2507 ไว้ว่า “แบบสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้ มีความหมายถึง “อริยสัจสี่” และฐาน ๓ ชั้นหมายถึง “องค์ไตรสรณาคมณ์” เริ่มแรกที่จะมีแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้ กล่าวกันว่า “นายเทศ” (กล่าวกันว่าเป็นหลานท่านเจ้าพระคุณฯ) บ้านอยู่ถนนดินสอเป็นผู้แกะพิมพ์ขึ้นถวายท่านเจ้าพระคุณฯ เป็นเบื้องแรก ซึ่งเข้าใจว่าเป็น พิมพ์ทรงเส้นด้าย, พิมพ์ทรงฐานคู่, พิมพ์ทรงสังฆาฏิ เป็นต้น สำหรับพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรนั้น เชื่อกันว่า พระคุณฯ เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ต่อมาเจ้าวังหลัง พระองค์หนึ่ง ซึ่งรับราชการอยู่ในกรมช่าง ๑๐ หมู่ ได้คิดออกแบบถวาย กล่าวคือ ได้ดัดแปลงแก้ไขจากแบบเก่าๆ ให้ได้ลักษณะงดงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม และในที่สุด หลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองหลวงราชสำนัก ร.๔ เป็นผู้แกะพิมพ์ถวาย ซึ่งนับว่าเป็นแบบพิมพ์ที่งดงามมาก แฝงลักษณะศิลป์แบบโบราณเข้าไว้อย่างสมบูรณ์...”
...
ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ ตรียัมปวาย ยังได้พูดถึงกรณีการสร้างพระสมเด็จฯ วัดบางขุนพรหม เมื่อปี พ.ศ. 2413 ไว้ด้วยว่า “ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ มาทำพิธีสร้างพระสมเด็จฯ ที่วัดอินทรวิหาร แล้วนำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์องค์ประธานของวัดใหม่อมตรส การสร้างต้องการปริมาณมาก จึงใช้แม่พิมพ์ทุกแบบของวัดระฆังฯ ที่เป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า แม้จะเป็นบางแบบพิมพ์เลิกสร้างที่วัดระฆังฯ แล้ว เช่น พิมพ์ทรงเส้นด้าย และพิมพ์ทรงฐานคู่ก็ตาม ...”
น่าสนใจว่า แม่พิมพ์โบราณแบบฐาน 5 ชั้น 6 ชั้น และ 7 ชั้น (ในช่วงแรกอาจจะสร้างโดยนายเทศ) รวมถึงแบบฐาน 3 ชั้นของวัดระฆังฯ เช่น พิมพ์ทรงเส้นด้าย, พิมพ์ทรงฐานคู่ และพิมพ์ทรงสังฆาฏิ ที่สร้างโดยนายเทศ (และน่าจะรวมถึงกลุ่มช่างชาวบ้าน) ดังกล่าว รวมถึงพิมพ์เศียรบาตรอกครุฑ ที่กล่าวกันว่าออกแบบโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น มีอิทธิพลอย่างไรต่อการออกแบบพิมพ์ทรงหรืออาจเรียกว่าเป็นวิวัฒนาการหรือการคลี่คลายทางพิมพ์ทรงกับช่างสิบหมู่และช่างทองหลวง ที่เข้ามาช่วยออกแบบพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงมาตรฐานทั้งของวัดระฆังฯ และวัดบางขุนพรหมในช่วงเวลาต่อมาของการสร้างพระสมเด็จฯ
พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเส้นด้ายและพิมพ์เศียรบาตรอกครุฑนั้น เป็นพระสมเด็จฯแบบกรอบสี่เหลี่ยมฐาน 3 ชั้น ที่มีลักษณะแสดงถึงพระวรกายที่สมบูรณ์ของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสรู้แล้ว เป็นพุทธศิลป์แบบสังเขป (หรือแบบปฐมภูมิ) และมีความสมมาตร เช่นเดียวกับพระสมเด็จฯแบบฐาน 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น แบบโบราณ (อย่างไรก็ตามพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเส้นด้ายพิมพ์ทรงย่อยบางพิมพ์ที่พบในปัจจุบัน พบว่าได้รับอิทธิพลการออกแบบในลักษณะมีการตะแคงไปทางขวามือองค์พระ เช่นเดียวกับที่พบในพระสมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ 7 ชั้นนิยม และพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่พิมพ์ทรงมาตรฐาน ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะถูกออกแบบโดยช่างชุดเดียวกัน โดยเป็นช่วงยุคท้ายๆทำโดยช่างทองหลวง) พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงฐานคู่ (รวมถึงพิมพ์ทรงฐานแซม) และพิมพ์ทรงสังฆาฏินั้น เป็นพระสมเด็จฯแบบกรอบสี่เหลี่ยมฐาน 3 ชั้น ที่ได้รับอิทธิพลในการออกแบบมาจากพระสมเด็จฯ แบบกรอบสี่เหลี่ยมฐาน 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น ที่เป็นแบบทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาค่อนข้างมาก เช่นลักษณะการนั่งขององค์พระที่คล้ายลอยตัวอยู่บนฐานพระ มีลวดลายทางศิลปะหลงเหลืออยู่มากกว่า เช่น เส้นแซม พระกรรณบายศรี เป็นต้น ในขณะที่พระสมเด็จฯฐาน 3 ชั้น พิมพ์ทรงอื่นมักจะนั่งแบบทิ้งน้ำหนักตัวลงบนฐานพระที่มีการยุบตัวรับน้ำหนักองค์พระ
มีความเป็นไปได้เช่นกันที่พระสมเด็จฯพิมพ์ฐานแซม (ทั้งวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม) เป็นการออกแบบโดยการปรับพิมพ์ทรงมาจากพระสมเด็จบางขุนพรหมพิมพ์ฐานคู่
นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ได้พูดถึงตำหนิสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่าง พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ฐานแซมกับพิมพ์ฐานคู่ ได้อย่างชัดเจนไว้ดังนี้
“เส้นจีวรทั้งคู่ที่วิ่งขึ้นไปชนอกทั้งสองข้างและมีลักษณะที่ม้วนเข้าหาพระอุระ (อก) จุดตำหนิแม่พิมพ์ตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่าจะต่างกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ฐานแซมนั้นเส้นจีวรทั้ง 2 เส้นเมื่อวิ่งขึ้นไปชนกับอกพระประธานนั้นจะมีลักษณะผายออกไปทางรักแร้ทั้งสองด้าน ในขณะที่พุทธลักษณะของพิมพ์ฐานคู่นั้นเส้นจีวรทั้ง 2 เส้นจะวิ่งขึ้นไปชนกับเส้นอกตรงๆเท่านั้น และในองค์พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานคู่ ที่ติดชัดๆ เส้นอกที่วิ่งจากไหล่ทั้งสองข้างจะเป็นเส้นสูงกว่าเส้นจีวรที่วิ่งขึ้นไปชนเส้นอก” นิรนาม ยังบอกด้วยว่า พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานคู่ มีเพียง 1 พิมพ์ย่อยเท่านั้น และไม่พบพิมพ์ฐานคู่ในพระสมเด็จวัดระฆังฯ สำหรับลักษณะด้านหลังองค์พระนั้นมี 2 แบบ โดยบอกว่าเป็นแบบหลังเรียบ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนแบบพิมพ์หลังสังขยานั้นมีน้อยมาก
...
อาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระเครื่องอาวุโส ได้ให้ข้อสังเกตที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ฐานคู่นั้น พระเศียร พระพักตร์ ตลอดจนองค์พระวรกายโดยรวมจะมีขนาดเล็กกว่า เมื่อเทียบกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ฐานแซม อาจารย์ประจำฯบอกด้วยว่าจากประสบการณ์การเล่นหาพระสมเด็จฯอันยาวนานมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2500 เคยพบเห็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเนื้อวัดระฆังฯทุกพิมพ์
กรณีของพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงมาตรฐานอื่นๆ เช่น พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงเกศบัวตูม พิมพ์ทรงปรกโพธิ์นั้นก็น่าจะเป็นการวิวัฒนาการหรือการคลี่คลายทางพิมพ์ทรงมาจากพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงอื่นเช่นกัน อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้กล่าวถึงรายละเอียดเหล่านี้ไว้อย่างน่าสนใจในคอลัมน์ปาฏิหาริย์จากหิ้งพระ
บทส่งท้าย
การศึกษาถึงเรื่องการคลี่คลายหรือวิวัฒนาการพิมพ์ทรงพระสมเด็จฯเป็นเรื่องที่มีประโยชน์สามารถช่วยในการวิเคราะห์พระแท้ของท่านเจ้าประคุณฯได้เช่นกัน น่าสนใจว่าพระสมเด็จฯ พิมพ์ทรงเส้นด้าย, พิมพ์ทรงฐานคู่, พิมพ์ทรงสังฆาฏิ หรืออาจรวมถึงพิมพ์ทรงอื่นๆของวัดบางขุนพรหม ที่พบเจอในปัจจุบันนั้น จะเป็นพระสมเด็จฯที่ใช้แม่พิมพ์ของวัดระฆังฯ ที่ทำโดย “นายเทศ” (รวมถึงกลุ่มช่างชาวบ้าน) ที่สร้างไว้ในช่วงแรกตามที่ตรียัมปวายกล่าวไว้ในหนังสือพระสมเด็จประยุกต์ หรือเป็นแม่พิมพ์ที่แกะขึ้นใหม่เพื่อใช้ในการสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมโดยเฉพาะในภายหลัง (ทำโดยช่างชุดเดียวกับช่างแกะแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงมาตรฐาน) หรือแม้กระทั่งสร้างโดยช่างกลุ่มอื่น แต่ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายแล้วตัวชี้วัดพระแท้ก็คือเนื้อพระสมเด็จฯซึ่งทุกกลุ่มควรจะมีความคล้ายกันใช่หรือไม่
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูปพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมองค์ครู เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระองค์ปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานคู่ ที่งดงามมากองค์หนึ่ง มีคราบขี้กรุ ปกคลุมทั้งองค์ มีวรรณะขาวอมเหลืองสะอาด พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา มีความสมบูรณ์ มีเอกลักษณ์ของพิมพ์ทรงคือฐานทั้งสามชั้นเป็นเส้นคู่ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ทรง และเส้นจีวรทั้ง 2 เส้นจะวิ่งขึ้นไปชนเส้นอกตรงๆ (ถ้าเป็นพิมพ์ฐานแซมวัดบางขุนพรหม เส้นจีวรจะมีลักษณะผายออกไปทางซอกแขนทั้ง 2 ข้าง แต่สำหรับพิมพ์ฐานคู่นี้ พระเศียรและพระวรกายโดยรวมจะมีขนาดเล็กกว่าพิมพ์ฐานแซม) ขอบพระปรากฏขอบปลิ้นหรืออาจเป็นแนวกรอบบังคับพิมพ์ที่เป็นสันขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งขอบปลิ้นมักจะพบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ ตัดขอบพอดี ยกเว้นขอบล่าง เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม
...
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์