หนึ่งหลักความรู้จากครู “ตรียัมปวาย” (อริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง เล่มพระสมเด็จ พิมพ์ครั้งทีี่ 6 พ.ศ.2522) คือ “ปุ่มปมหัวเข่าซ้ายองค์พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ นูนสูงลาดเอียงไปหาปลายพระชานุขว

ปี พ.ศ.นั้น พระปลอมยังทำกันง่ายๆ ห่างทั้งพิมพ์ทรงและเนื้อหา

อีกราว 20 ปีต่อมา คุณวิโรจน์ ใบประเสริฐ (เฮียเท้า) สำนักท่าพระจันทร์ เปิดเผยเคล็ดลับแม่พิมพ์พระพิมพ์ใหญ่ สี่แม่พิมพ์ที่ตรงกัน 11 ข้อ...(พรีเชียสสเปเชียล รังสรรค์ ต่อสุวรรณ พ.ศ.2539)

หนึ่งข้อที่กลมกลืนกับหลักตรียัมปวาย คือ ทั้งองค์พระตั้งแต่พระเกศลงมาถึงพระเพลา เอียงไปทางขวา (องค์พระ) ขณะที่ฐานทั้งสามชั้น บิดเบนเอนไปทางซ้าย

จึงเป็นทีเด็ดเคล็ดลับสำคัญให้คนรักพระสมเด็จ ใช้การตัดสินพระแท้...เท่าที่เคยส่องกันตรงๆ ก็เริ่มมีการส่องแบบตะแคง ดูมิติการบิดเบนเอียงเอนขององค์พระนับแต่นั้น (ของปลอม) ก็ทำตาม

หลักเฮียเท้าอีกข้อ...เส้นกรอบกระจกทั้งสี่ด้าน ด้านขวา (องค์พระ) บนล่าง เว้นช่องไฟห่างเส้นซุ้มครึ่งวงกลมพอประมาณ แต่เส้นกรอบด้านซ้าย เริ่มจากบนตัดตรงลงมาชิด...แนบกับเส้นซุ้มระหว่างแนวกลางของลำพระกรซ้าย

ในเพจ “พระสมเด็จศาสตร์” ดร.คมสัน สนองพงษ์ คมสันเสนอแนวทางการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆัง ตามหลักการพิสูจน์หลักฐาน เท่าที่ได้อ่านเป็นตอนที่ 2 ในเนื้อหา 11 หน้า ผมขอรวบรัดเอาตั้งแต่หน้าที่ 8

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ทรงใหญ่ จะมีลักษณะไม่สมมาตร เมื่อมองตรงๆจากด้านหน้า

แต่เมื่อทดลองหมุนตะแคงองค์พระทวนเข็มนาฬิกาไปประมาณ 30-45 องศา แล้วมองตรงจากมุมเดิม จะพบว่าพระสมเด็จองค์นั้นจะมีลักษณะเข้าสู่สมมาตร ทั้งในส่วนของกรอบกระจกพระที่มีการตัดขอบข้างห่างจากเส้นกรอบแม่พิมพ์เส้นซุ้ม

...

ทั้งในสวนของพระเกศที่เดิมจะค่อนไปทางซ้ายมือองค์พระ พระพักตร์ที่เดิมเทลาดเหมือนผินพระพักตร์มาทางขวา หูพระซ้ายที่ติดรำไร แต่หูขวามักไม่ติดเนื่องจากหูขวาจมลงในผนังจากการที่มีการผินพระพักตร์ไปทางขวา

ลำพระองค์ที่เดิมเหมือนกับมีการบิดตัวไปทิศทางเดียวกับการผินพระพักตร์ พระชานุ (เข่า) และพระชงฆ์ (หน้าแข้ง) ที่เดิมจะสูงเด่นขึ้นมาทางด้านซ้าย

และสุดท้ายคือฐานพระที่ปกติถ้ามองตรงๆจากด้านหน้าจะไม่สมมาตร แต่เมื่อหมุนตะแคงแล้วจะมีความสมมาตรให้เห็นปรากฏทั้งสามชั้น

มาถึงส่วนของกรอบกระจกด้านขวาองค์พระที่แล่นเป็นเส้นนูนจากบนลงล่าง จนชิดกับเส้นซุ้มผ่าหวาย ไม่มีคำถาม ไม่น่ามีอะไรผิดปกติ แต่คำถามที่ค้างมาเป็นเวลานาน เหตุใดเส้นกรอบกระจกด้านซ้ายจึงแล่นลงมาระหว่างข้อศอกองค์พระ แล้วจมหายไปกับเส้นซุ้ม

ผู้วิจัยค้นคว้าหาข้อมูลหาเหตุผลมานาน ในที่สุดก็ได้คำตอบ ช่วงเวลาที่ช่างหลวงแกะแม่พิมพ์สมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ ช่างหลวงได้รับอิทธิพลศิลปะตะวันตก ซึ่งแผ่เข้ามาสมัย ร.4 ร.5

 โดยสรุปการที่องค์พระประธานในโบสถ์ เมื่อมองตรงๆจากด้านหน้าแล้วไม่สมดุล แต่ เมื่อหมุนตะแคงแล้วเกิดความสมดุล เกิดจากการที่ช่างผู้ออกแบบจินตนาการว่า ได้มององค์พระประธานจากการนั่งบนพื้นพระอุโบสถ แล้วมองจากด้านหน้าค่อนไปทางซ้ายมือองค์พระ

นี่คือการมองตามหลักทัศนภาพ ตามอิทธิพลของศิลปะตะวันตก ที่ช่างหลวงไทยรับเอามาประยุกต์ใช้ในพิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่

อ่านงานวิจัย ดร.คมสัน แล้วหันไปดูภาพพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่องค์ในคอลัมน์ นี่คือองค์ที่ติดแม่พิมพ์ชัดทุกสัดส่วน ทั้งหูตาจมูกปาก สังฆาฏิ พระเพลา รวมทั้งเส้นกรอบ กระจกที่ติดชัดสามด้าน ควรดูเป็นองค์ครู 

ชุดความรู้นี้อาจไม่ช่วยให้ตัดสินพระเก๊พระแท้ได้ แต่ก็ถือว่าผู้ที่มีมุมมองศิลปะในแม่พิมพ์พระได้ลึกซึ้ง เป็นเหตุเป็นผลที่อธิบายได้ขนาดนี้ ในวงการพระเครีื่องเมืองไทยหาได้ยากเต็มที.

พลายชุมพล

คลิกอ่านคอลัมน์ "ปาฏิหาริย์ จาก หิ้งพระ" เพิ่มเติม