หากคิดจะยึดหลักจากตำรา การดูพระสมเด็จวัดระฆัง...จากสำนักหนึ่งใด...ว่ากันเฉพาะพิมพ์ใหญ่...วงการยังถกกันไม่จบ...สำนักหนึ่งแยกไว้สี่พิมพ์ อีกสำนักแปดพิมพ์ แต่เท่าที่พบผ่านๆตากันมา ผมว่าน่าจะเกินสิบแม่พิมพ์
แต่ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ไหน เริ่มที่เส้นสายลายศิลป์ ใช่ เนื้อหา ใช่ และธรรมชาติ ก็ใช่ แต่สุดท้ายก็ลงตัวที่เครดิตพระของใคร...
สำหรับน้องใหม่ ที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้ ผมขอเสนออีกวิธี...จดจำให้ได้แม่นยำติดตา... ตัวอย่างพิมพ์ใหญ่ ทดลองจำองค์ “ขุนศรี” องค์ที่มีข่าวจริง...ไม่ใช่ข่าวปล่อยว่า เปลี่ยนมือกันครั้งสุดท้ายในราคา 120 ล้าน
ดูองค์ขุนศรี แล้วเทียบเคียงองค์ลุงพุฒ เส้นสายลายพิมพ์เรียวบาง ช่วงอกแขนโปร่งกว้าง...ไม่ตรงกันในหลายตำแหน่ง แต่เมื่อเพ่งพิศพินิจให้ดีๆอีกที เป็นพิมพ์เดียวกัน
จดจำความแตกต่างของสององค์ดังเอาไปเทียบกับองค์รองๆ ที่มองได้ว่า กดออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน แต่ติดพิมพ์ลึกตื้นบางตำแหน่งของเส้นสายเขยื้อน...ไม่เหมือนกันบ้าง
เอาความแตกต่างนั้นๆมาบันทึกเก็บไว้ในสมอง เพื่อเอามาใช้เทียบเคียงตอนเจอองค์ที่คลับคล้ายอย่างองค์ในคอลัมน์วันนี้
ว่ากันด้วยแม่พิมพ์...แน่ใจได้เป็นพิมพ์เดียวกัน ว่ากันด้วยเนื้อหา...องค์ขุนศรี องค์ลุงพุฒ ทั้งองค์พระและพื้นผนังยังซึมซับฝ้ารักสีแดงแกมน้ำตาลเอาไว้เต็มๆ
แต่องค์นี้ ด้านหน้าเหลือฝ้ารักเป็นละอองหนา...อยู่ที่พื้นผนังเหนือพระเศียรด้านขวาไปถึงซุ้ม ไปถึงนอกซุ้ม
ไล่สายตาลงมาด้านครึ่งล่าง ตั้งแต่พระเพลาไปถึงฐานสามชั้น...เห็นเป็นผิวเรียบบาง สีงาช้าง เกิดจากเนื้อพระประเภทหนึกแกร่ง แต่ยังเห็นร่องรอยของฝ้ารักจางๆ หนักเบาไม่เท่ากัน
นี่คือคุณลักษณะผิวพระสมเด็จวัดระฆังแบบหนึ่ง
...
ลักษณะของฝ้ารักที่ยังเหลือหนาบ้าง บางบ้างอย่างนี้ มีคำอธิบาย...พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่องค์นี้ เดิมทีลงรักเต็มๆเหมือนองค์ขุนศรี กาลเวลาผ่านไปกว่า 150 ปี เนื้อรักส่วนใหญ่ลอกล่อนออกไป
หากลองเอาพระจุ่มน้ำอุ่น...ผลที่เห็นทันตา ฝ้ารักที่แฝงฝังในเนื้อจะปรากฏสีแดงอ่อนขึ้นมาทั้งองค์ นี่คืออีกวิธีที่พิสูจน์ว่าเนื้อพระสมเด็จวัดระฆังท่านเหมือนมีชีวิต เจอน้ำก็เปลี่ยนสี เมื่อน้ำแห้ง สีแดงในพื้นก็จมหาย
เหลือปื้นสีแดงให้เห็นบ้างอย่างที่เห็น
ถ้าเป็นพระปลอม ฉาบทาทำสีไว้หลอกตา ...ถ้าลอกก็หลุดหายไปเลย จุ่มน้ำก็ไม่เปลี่ยนสี
เรียนรู้ ทำความเข้าใจกับธรรมชาติของรักกับเนื้อพระแท้เอาไว้...อย่างองค์นี้ ฝ้ารักสีค่อนแดงสดใส ไปคล้ายสีชาด นี่เป็นสีแดงสุดของเนื้อรักเดิมๆ ที่อาจเป็นรักดำหนา
รักน้ำดำ ที่รุ่นครูสอนกันไว้เป็นเนื้อหนึ่ง รักน้ำเกลี้ยง แดงปนน้ำตาลเป็นอีกเนื้อหนึ่งนั้น ถึงวันนี้ มีข้อชี้ชัดเพิ่มขึ้นมาว่า แท้จริงเป็นรักเนื้อเดียวกัน ถ้าหนาก็เห็นสีดำ ถ้าบางก็เห็นเป็นสีแดงแกมน้ำตาล
และหากเหลือเยื่อชั้นในสุด...ก็เห็นเป็นสีแดง...แดงเหมือนชาด
เยื่อสีแดงที่เหลือในพื้นผนังองค์นี้ จึงเป็นอีกชี้ว่า เป็นพระสมเด็จวัดระฆังแท้ ...มาตรฐานอีกองค์หนึ่ง
เหตุที่ต้องเน้นย้ำ ฝ้ารักสีแดงชาดเอาไว้เพราะ มีคำสอนครูรุ่นเก่าว่า สมเด็จวัดระฆังร่องชาด...ไม่มี ความจริง “ชาด” ไม่มี แต่สีแดงที่เห็นนั้นเป็นเยื่อชั้นในของเนื้อรักเนื้อเดียวกัน
รู้จักความลี้ลับของเนื้อรักไว้แล้ว ผมเชื่อว่าโอกาสจะได้พระแท้...ที่เซียนบางคนอาจเมินเข้าสักวัน.
พลายชุมพล