แก่นแท้ความศรัทธากว่าสองร้อยปี เบื้องหลังพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์ แต่คือสัญลักษณ์แห่งการเสียสละเพื่อชุมชน
"ม้าทรง" คืออะไร? เปิดความหมายและที่มาตามความเชื่อดั้งเดิม
ทุกช่วงขึ้น 1 ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน ถนนทุกสายในจังหวัดภูเก็ตจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่พร้อมใจกันสวมชุดขาวเพื่อเข้าร่วม "ประเพณีถือศีลกินเจ" หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า "เจี๊ยะฉ่าย" หนึ่งในภาพจำอันตื่นตาตื่นใจที่ดึงดูดสายตาจากคนทั่วโลก คือพิธีกรรมการแสดงอิทธิฤทธิ์ของ "ม้าทรง" ที่ยอมเสียสละร่างกายเข้าร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์
ตามความเชื่อจีนโบราณ คำว่า "ม้าทรง" แปลตรงตัวคือ "ม้าพาหนะของเทพเจ้า" เปรียบเสมือนสื่อกลางที่เทพเจ้าประทานอนุญาตให้ลงมาประทับร่างเพื่อทำหน้าที่รับเคราะห์แทนมนุษย์และช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปราวปี พ.ศ. 2368 จากคณะงิ้วมณฑลกวางตุ้งที่เดินทางมาแสดงในภูเก็ต โดยความเชื่อนี้ถูกผูกติดอยู่กับองค์เทพเจ้าจีน โดยเฉพาะ องค์กิ้วอ๋องไต่เต้ (เทพเจ้า 9 องค์) และเทพบริวาร
การเป็นม้าทรงไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการส่วนตัว หรือใครจะสถาปนาตนเองขึ้นมาได้ตามใจชอบ แต่เชื่อกันว่าเทพเจ้าจะเป็นผู้เลือกบุคคลที่มีสายสัมพันธ์กรรมหรือมีความเหมาะสม โดยคนผู้นั้นต้องผ่านขั้นตอนพิธีกรรมตรวจสอบจากศาลเจ้า (อ๊าม) เพื่อยืนยันว่าเป็นการประทับทรงของเทพเจ้าจริง ไม่ใช่การแอบอ้าง
ข้อแตกต่างสำคัญ "ม้าทรงภูเก็ต" VS "ร่างทรงทั่วไป"
เพื่อแยกแยะระหว่างม้าทรงในประเพณีดั้งเดิมกับการเข้าทรงที่พบเห็นได้ทั่วไป สามารถพิจารณาความแตกต่างได้ชัดเจนผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้
| มิติความแตกต่าง | ม้าทรงภูเก็ต | ร่างทรงทั่วไป |
| จุดประสงค์การประทับทรง | รับเคราะห์แทนชุมชน ปัดเป่าโรคภัย และอำนวยพรแก่ผู้ถือศีลกินเจ | เน้นทำนายโชคชะตา ใบ้หวย หรือแก้กรรมส่วนบุคคล |
| การเรียกร้องค่าตอบแทน | ไม่มีค่าครูหรือเรื่องเงินทอง ทำด้วยจิตศรัทธาและการเสียสละ | มักกำหนดอัตราค่าครู และแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ |
| การปฏิบัติตนและศีลธรรม | ถือศีลแปดอย่างเคร่งครัด ทานอาหารเจ และชำระจิตใจบริสุทธิ์ | ขึ้นอยู่กับบุคคล ไม่มีระบบมาตรฐานของศาลเจ้ากำกับ |
3 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับม้าทรงภูเก็ต ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้
แม้พิธีกรรมจะสืบทอดมานานกว่าสองร้อยปี แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทและพิธีกรรมของม้าทรง
1. การใช้อาวุธแทงร่างกายทำไปเพื่อความตื่นเต้น ภาพม้าทรงใช้อาวุธหรือสิ่งของแหลมคมแทงบริเวณกระพุ้งแก้ม ไม่ใช่การแสดงโชว์เพื่อความตื่นตาตื่นใจ แต่ตามความเชื่อโบราณคือการ "รับเคราะห์แทนชาวบ้าน" เพื่อชำระล้างความชั่วร้าย ในเชิงพิธีกรรม ม้าทรงจะอยู่ในสภาวะจิตสมาธิสูง และหลังจบพิธี บาดแผลจะได้รับการดูแลด้วยยาสมุนไพรโบราณซึ่งสมานตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์โดยไม่เกิดอันตรายถึงชีวิต
2. เทพเจ้าเลือกเฉพาะคนดวงตกหรือคนมีบุญบารมีสูง คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าคนจะเป็นม้าทรงต้องดวงชะตาขาดหรือบำเพ็ญเพียรสูงส่ง แต่ในความเป็นจริง เทพเจ้าจะเลือกจาก "จิตบริสุทธิ์" หรือผู้ที่มีสัญญาผูกพันในการช่วยเหลือมนุษย์ โดยต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าตัวและครอบครัวผ่านพิธีเสี่ยงทาย (ปัวโป้ย) ต่อหน้าองค์เทพเจ้า
3. เป็นม้าทรงแล้วสามารถเข้าทรงได้ตลอดเวลา ม้าทรงในประเพณีถือศีลกินเจจะทำการประทับทรงเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือพิธีสำคัญของศาลเจ้าเท่านั้น เมื่อจบเทศกาล ทุกคนจะกลับไปดำเนินชีวิตประจำวัน ประกอบอาชีพเหมือนประชาชนทั่วไป ไม่มีการเปิดบ้านรับเข้าทรงทำนายทายทายตลอดทั้งปี
บทบาทและหน้าที่ที่แท้จริงของม้าทรงในประเพณีถือศีลกินเจ
ม้าทรงทำหน้าที่เป็น ศูนย์รวมจิตใจของชาวภูเก็ต ในระหว่างเทศกาลกินเจ บทบาทสำคัญที่สุดคือการออกโปรดมนุษย์ในขบวนแห่พระรอบเมือง (อิ้วเก้ง) เพื่ออำนวยพรให้แก่บ้านเรือนที่ตั้งโต๊ะบูชา มอบความอุ่นใจและเปิดโอกาสให้ผู้ศรัทธาได้สักการะเทพเจ้าอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ม้าทรงยังเป็นผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมอายุนับร้อยปี สะท้อนถึง ความสามัคคีของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนในภูเก็ต ที่ร่วมมือร่วมใจกันจัดงานประเพณีอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาในทุกๆ ปี
แก่นแท้ของ "ม้าทรงภูเก็ต" จึงไม่ใช่เรื่องของไสยศาสตร์หรือการหลอกลวง แต่คือ สัญลักษณ์แห่งความเสียสละและความศรัทธาอันบริสุทธิ์ ของชุมชน การเรียนรู้ความจริงเบื้องหลังพิธีกรรม จะช่วยให้ผู้เยี่ยมชมสัมผัสถึงพลังแห่งศรัทธาที่แท้จริง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีถือศีลกินเจภูเก็ตด้วยความเข้าใจและเคารพในคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง


