คนในบ้านป่วยไม่ทราบสาเหตุ รักษาอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น? เปิดความเชื่อโบราณเกี่ยวกับวิธีแก้เคราะห์และขอขมาเทวดา พร้อมบทสวดเสริมสิริมงคล เป็นที่พึ่งทางใจควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์

หลายครั้งที่เกิดอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง กินยาหรือเข้ารับการรักษาแล้วแต่ก็ยังไม่หายขาด จนหลายคนอาจเกิดความสงสัยว่า อาการป่วยไม่ทราบสาเหตุเหล่านี้ อาจเกิดจากการเผลอไปลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่

ตามความเชื่อโบราณของไทย เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ มักจะมีการทำพิธีขอขมาเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นการแก้เคราะห์ สะเดาะโศก และสร้างความสบายใจให้กับผู้ป่วยและคนในครอบครัว

วิธีแก้เคราะห์ เมื่อป่วยไม่ทราบสาเหตุ ตามความเชื่อโบราณ

หากสงสัยว่าอาการเจ็บป่วยอาจเกี่ยวพันกับสิ่งที่มองไม่เห็น การจัดเตรียมพิธีขอขมาสามารถทำได้ง่ายๆ ที่บ้าน โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • เครื่องสังเวย ผลไม้มงคล และขนมหวาน
  • ดอกไม้ ธูป (จำนวน 9 ดอก) และเทียน
  • ถาดสำหรับใส่เครื่องสังเวย

ขั้นตอนการทำพิธี

1. นำถาดเครื่องสังเวยไปตั้งวางไว้ที่บริเวณกลางแจ้ง

2. จุดธูป 9 ดอก และเทียน จากนั้น ตั้งนะโม 3 จบ และสวด “บทขอขมาเทวดา” จำนวน 1 จบ

3. รอจนกระทั่งธูปหมดดอก ให้นำเครื่องสังเวยทั้งหมดไปวางไว้ที่ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ เพื่อเป็นการถวายแด่รุกขเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์

บทสวดขอขมาเทวดา (สวด 1 จบ)

"อิติสุขะคะโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะปะฐะวีคงคา พรหมะเทวา อินทะเทวา อังคะเทวาอาคันตุกะเทวะตา รุกขะเทวาพาลี ชัยยะมังคะลาอาจาริยัง อาจาริยะเทวา มุณีสิทธา มาตาปิตุโรอะโรคะเยนะ สุขเขนะ จะ ขะมามิหังสาธุ สาธุ สาธุ"

และเพื่อให้การขอขมาเสร็จสมบูรณ์ตามความเชื่อ สิ่งที่ควรทำ

  • สวดต่อเนื่อง 7 วัน ในวันต่อๆ ไป ให้สวดมนต์บทขอขมาเทวดาวันละ 1 บท ต่อเนื่องกันไปอีก 6 วัน (รวมเป็น 7 วัน 7 บท)
  • สวดคาถาสะเดาะเคราะห์ ในช่วง 7 วันนี้ หลังจากสวดขอขมาเทวดาเสร็จสิ้น ให้สวด "บทอิติปิโส" (คาถาสะเดาะเคราะห์และต่ออายุ) เพิ่มเติมอีกวันละ 7 จบ เพื่อเสริมเกราะป้องกันและสร้างสิริมงคลแก่ชีวิต

แม้การสวดมนต์และทำพิธีแก้เคราะห์จะเป็น "ที่พึ่งทางใจ" ที่ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลของผู้ป่วยและญาติได้เป็นอย่างดี แต่ในมุมมองทางการแพทย์ อาการป่วยที่ไม่ทราบสาเหตุอาจมาจากโรคซับซ้อน ภูมิแพ้แฝง หรือภาวะความเครียดสะสม

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ควรหยุดยาหรือละทิ้งการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน ควรนำความเชื่อทางใจมาใช้เป็นพลังเสริมควบคู่ไปกับการหมั่นตรวจสุขภาพและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด เพื่อการรักษาที่ตรงจุดและปลอดภัยที่สุด