"กินของใส่บาตรแล้วจะเป็นกระสือ" เจาะลึกกุศโลบายเบื้องหลังคำขู่โบราณ ยุคปัจจุบันยังมีคนเชื่อเรื่องนี้อยู่หรือไม่ 

"กินของใส่บาตรระวังเป็นกระสือ!" คำขู่สุดหลอนจากคนโบราณที่ทำเอาเด็กหลายคนขนลุก แท้จริงแล้วซ่อนกุศโลบายอะไรไว้? แล้วสังคมยุคปัจจุบันยังมีคนเชื่ออยู่ไหม? ไทยรัฐออนไลน์พาไปไขคำตอบแบบไม่งมงาย

"อย่าแอบกินของที่จะเอาไปตักบาตรนะ เดี๋ยวกระสือจะกินไส้!" ประโยคสุดคลาสสิกที่ผู้เฒ่าผู้แก่มักใช้ปรามลูกหลานเวลาเห็นของอร่อยที่เตรียมไว้ทำบุญในยามเช้า คำขู่ที่แฝงไปด้วยความน่ากลัวนี้ ฝังรากลึกในสังคมไทยมาเนิ่นนาน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ความเชื่อที่ดูเหนือธรรมชาตินี้มีที่มาอย่างไร และในปัจจุบันยังมีคนเชื่อเรื่องนี้อยู่อีกหรือไม่?

จากคำขู่ทำไมกินของใส่บาตรต้องเป็น "กระสือ"?

ในอดีตสังคมไทยผูกพันกับพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง การทำบุญตักบาตรถือเป็นสิริมงคลสูงสุด อาหารที่เตรียมไว้ถวายพระจึงต้องเป็น "ของหัว" หรือของที่ดีที่สุด บริสุทธิ์ที่สุด และห้ามผู้ใดแตะต้องหรือชิมก่อนเด็ดขาด

การที่คนโบราณเลือกใช้ "กระสือ" หรือ "เปรต" มาเป็นเครื่องมือในการขู่เด็กๆ นั้น เป็นการดึงเอาสัญลักษณ์ของความหิวโหยและความสยดสยองมาใช้ เพื่อให้เกิดภาพจำที่น่ากลัวที่สุด เด็กที่ยังไม่เข้าใจหลักธรรมลึกซึ้ง เมื่อได้ยินคำขู่ว่าจะกลายเป็นผีที่ต้องกินของบูดเน่าหรือถูกกินเครื่องใน ย่อมเกิดความหวาดกลัวและไม่กล้าหยิบฉวยอาหารเหล่านั้น

กุศโลบายโบราณที่ซ่อนอยู่หลังคำขู่

เมื่อถอดรหัสความเชื่อนี้ จะพบว่าไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่เป็น "กุศโลบาย" ทางสังคมที่แยบยล

  • ฝึกความอดทนและเสียสละ สอนให้เด็กรู้จักยับยั้งชั่งใจต่อความอยาก และรู้จักเสียสละของดีเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
  • รักษาสุขอนามัย สมัยก่อนไม่มีตู้เย็น การป้องกันไม่ให้เด็กมาใช้มือหยิบจับอาหาร เป็นการรักษาความสะอาดและป้องกันอาหารบูดเสียก่อนถึงมือพระ
  • ปลูกฝังความเคารพ การแอบกินอาหารของพระถือเป็นการลบหลู่ สิ่งนี้จึงเป็นการสอนมารยาทพื้นฐานในครอบครัว

ความเชื่อนี้ ในยุคปัจจุบัน "ยังมีคนเชื่ออยู่ไหม?"

เมื่อบริบทสังคมก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ผู้คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้น มุมมองต่อคำขู่เรื่อง "กระสือ" จึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน

1. กลุ่มผู้สูงอายุในชนบท บางส่วนยังคงยึดถือธรรมเนียมความเคร่งครัดเรื่องการเตรียมอาหารใส่บาตรอย่างเหนียวแน่น แต่อาจไม่ได้เชื่อเรื่องการ "กลายร่างเป็นผีกระสือ" อย่างเป็นตุเป็นตะ เพียงแต่ใช้เป็นคำพูดติดปากเพื่อปรามลูกหลานตามความเคยชิน

2. กลุ่มคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงาน แทบไม่มีใครเชื่อเรื่องการเป็นกระสือจากการกินของใส่บาตรอีกต่อไป คนยุคนี้มองเรื่องนี้เป็นเพียง "กุศโลบาย" หรือ "นิทานหลอกเด็ก" ของคนสมัยก่อน อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ก็ยังคงรักษามารยาทที่จะไม่รับประทานอาหารที่เตรียมไว้ทำบุญก่อนพระสงฆ์ ด้วยเหตุผลของ ความเคารพและความเหมาะสม มากกว่าความกลัวเรื่องภูตผี

เมื่อถามว่ากินของบิณฑบาต หรือ "กินข้าววัด" ได้หรือไม่?

ข้อเท็จจริงที่ต้องทำความเข้าใจคือ การห้ามกินหมายถึง "ก่อน" ที่จะถวายพระเท่านั้น แต่เมื่อพระสงฆ์รับบิณฑบาตหรือฉันอาหารเสร็จสิ้นแล้ว อาหารที่เหลือถือเป็น "ข้าวก้นบาตร" ซึ่งในทางพุทธศาสนาและคติความเชื่อดั้งเดิม ถือว่าสามารถรับประทานได้ตามปกติ มิหนำซ้ำยังเชื่อกันว่าเป็นของมงคลที่ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บและเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตด้วย