จตุคามรามเทพเป็นรูปแบบพระผงสุริยันจันทรา ประดิษฐ์เป็นรูปวงกลมวัฏจักรตามอุดมคติศิลปศาสตร์ศรีวิชัย ทำรูปพญาราหูอมจันทร์รายล้อมทั้ง 8 ทิศ กงจักรล้อมดวงตรา 12 นักษัตร ตรงกลางมีรูปของเทวรูปประทับนั่ง 2 เศียร 4 กร ทรงเครื่องอาวุธ และผู้สร้างในสมัยนั้นก็ให้ความหมายไว้ว่าคือรูปจำลองสมมติของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นตัวแทนขององค์จตุคามรามเทพ กษัตริย์แห่งกรุงศรีวิชัย

ด้านหลังสลักยันต์หัวใจธรณี หัวใจมนุษย์ หัวใจพระคาถากำกับธาตุตามคติธรรมชาวศรีวิชัย


...



องค์จตุคามรามเทพเป็นวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นในโอกาสประกอบพิธีกรรมเบิกเนตรหลักเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราชระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม ปี พ.ศ. 2530 ตรงกับวันพฤหัสบดีขึ้น 7 ค่ำ เดือน 4 ปีขาล เนื้อผงประกอบด้วยมวลสารมงคลดังต่อไปนี้: ไม้ตะเคียนทองหลักเมือง, ปูนเปลือกหอย, ปูนหิน, ดินสังเวชนียสถาน 4 แห่ง, ดิน 7 ป่าช้า, แร่ 7 เหมือง, ข้าวสุก 7 นา, ผงกะลาตาเดียว, เกสรดอกไม้ 108, ว่านมงคล 108, น้ำตาลอ้อย, น้ำผึ้งหลวง, กล้วย, เกลือ, อับเพชร, น้ำศักดิ์สิทธิ์ 4 บ่อ, ผงอิทธิเจ, น้ำมันจันทน์, เงิน, ทอง, นาก 

ชาวนครศรีธรรมราช มีคติความเชื่อที่ว่า องค์จตุคาม คือพระเสื้อเมือง จตุ หมายถึงสี่ คาม (คาม-มะ) เขตคาม หมายถึงอาณาเขตหรือบ้าน เมื่อรวมกัน นัยความหมายที่มากกว่าความเป็นทิศทั้ง 4 ของบ้านหรืออาณาเขต คือทิศทั้งสี่ ซึ่งหมายถึงทิศที่มีท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ดูแลอยู่ ความหมายของจตุคามจึงเป็นตำแหน่งของผู้เป็นใหญ่ทั้งสี่ทิศ มีท้าวจตุมหาราชปกป้องคุ้มครองดูแล พระเสื้อเมืองจึงมีความหมายที่ควรเป็นตำแหน่ง ๆ หนึ่ง เพียงแต่ปราชญ์โบราณของเมืองสมมติขึ้นเป็นท้าวจตุคาม ผู้เป็นใหญ่ใน 4 ทิศ

องค์รามเทพ คำว่า “ราม” มีรากฐานมาจากพระราม ที่หมายถึงพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระมหากษัตริย์ คำว่า “เทพ” ก็คือเทวดา นัยความหมายคือเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นสมมติเทพ เมื่อองค์รามเทพเป็นพระทรงเมือง คำว่า “ทรงเมือง” พ้องกับคำว่า “ครองเมือง” “นั่งเมือง” หรือผู้ปกครองบ้านเมือง ซึ่งก็คือเจ้าเมืองหรือพระมหากษัตริย์

เชื่อกันว่าเดิมนั้นองค์จตุคามรามเทพเป็นกษัตริย์ในสมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราช มีพระนามอย่างเป็นทางการว่า พระเจ้าจันทรภาณุ เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 2 ของราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช เชื่อว่ามีพระวรกายเป็นสีเข้ม เป็นกษัตริย์นักรบที่แกร่งกล้า เมื่อสถาปนาอาณาจักรศรีวิชัยได้อย่างมั่นคงแล้ว จึงได้สมัญญานามว่า "ราชันดำแห่งทะเลใต้" หรือมีอีกราชสมัญญานามหนึ่งว่า "พญาพังพกาฬ" และต่อมาสำเร็จวิชาจตุคามศาสตร์ และทรงบำเพ็ญบุญเพื่อสร้างบารมีอธิษฐานจิตเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่มนุษย์ทั้งปวง