ปฐมบทแห่งตำนาน “ว่านกากยายักษ์”(หรือที่คนนิยมเรียกกันว่า กากยายักษ์) คือดิน/ว่านศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้เป็นส่วนผสมหลักในการสร้างพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง โดยเฉพาะพระหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ ซึ่งมีตำนานเล่าขานว่ามีความขลังยิ่งนักด้านแคล้วคลาดปลอดภัย ทำให้คนเชื่อว่าช่วยป้องกันภัยพิบัติได้อย่างปาฏิหาริย์

พุทธคุณ:

เชื่อกันว่ามีพุทธคุณครบเครื่อง โดยเฉพาะ “แคล้วคลาดจากภยันตราย” ป้องกันอุบัติเหตุร้ายแร

จัดสร้างปี 2497 โดยหลวงปู่ทิม เป็นวัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง พระพิมพ์หลวงปู่ทวด เนื้อว่าน ปี 2497 มีเนื้อมวลสารประกอบด้วยพระธาตุว่าน 108 และผงสีขาวใส บางองค์จะมีความละเอียดจับตัวแน่น, บางองค์ก็หยาบฟู, เนื้อในจะมีสีดำหม่นแกมเทาแก่ พื้นผิวปรากฏแร่ดินดำหรือที่เรียกว่า “ว่านกากยายักษ์” อยู่ทั่วองค์พระ ด้านหน้าของพิมพ์จะเป็นหลวงปู่ทวดนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย ส่วนด้านหลังจะเป็นหลังอูมนูนเพียงเล็กน้อยและเรียบ





ในด้านพุทธคุณนั้น ผู้ที่ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม หากได้บูชาวัตถุมงคลของหลวงปู่ทวดนั้น เชื่อกันว่าจะส่งเสริมทั้งด้านเมตตามหานิยม, โชคลาภ, คงกระพันชาตรี, แคล้วคลาด และประสบความสำเร็จ

 วัดช้างให้ ตั้งอยู่ที่ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาแล้วกว่า 300 ปี เป็นวัดต้นตำรับของหลวงปู่ทวด เพราะท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด และอัฐิของท่านก็ถูกบรรจุไว้ที่วัดแห่งนี้

หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ถือได้ว่าเป็นพระคณาจารย์ที่โด่งดังมากที่สุดรูปหนึ่งของเมืองไทย ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่มีพลังจิตตานุภาพสูง, มีปาฏิหาริย์ความศักดิ์สิทธิ์มากมาย, ตามตำนานเล่าว่าท่านสามารถทำน้ำเค็มให้จืดได้

หลวงพ่อทิม ธมฺมธโร ท่านเกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ปี พ.ศ.2455 ที่บ้านนาประดู่ จังหวัดปัตตานี ช่วงเยาว์วัยได้ศึกษาร่ำเรียนกับพระครูภัทรภรณ์โกวิท (พระแดงธมฺโธโต) พออายุ 18 ปี ก็ได้บวชเป็นสามเณร และเมื่ออายุครบบวชจึงอุปสมบท ณ วัดนาประดู่ ได้รับฉายา “ธมฺมธโร” จำพรรษาได้ 2 พรรษา ก็เดินทางไปศึกษาที่สำนักวัดมุจลินทวาปีวิหาร แล้วจึงกลับมาเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมที่วัดนาประดู่ จนเมื่อปี พ.ศ.2484 ท่านได้ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดราษฎร์บูรณะ หรือ วัดช้างให้ จนได้เป็นเจ้าอาวาสในปี พ.ศ.2493 และได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์เรื่อยมาจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ในปี พ.ศ.2509

กล่าวนะโม 3 จบ

นะโมโพธิปัญโญ มหาลาโภปะริมิตตา

นะโมโพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา