ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ดำเนินคดีกับ "มูลนิธิองค์กรทำดี" กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เซาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก.,พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ, พ.ต.อ.นิตติโชติ เพ็ญจำรัส, พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล, พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย, พ.ต.อ.เอกนิรุจตี้ วันสิริภักดิ์ รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ., พ.ต.ท.ภาคิน ไกรกิติชาญ,พ.ต.ท.วีระศักดิ์ ติระพัฒน์,พ.ต.ท.สมชาย ศรพล,พ.ต.ท.อภิชา เทพจันทร์ รอง ผกก.4 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.วงศกร เก่งล้วนหวัด รอง ผกก.(สอบสวน) กก.4 บก.ปอศ.
เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ นำโดย พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ มอญรัฐ, พ.ต.ท.วรวุฒิ คงรักษา, พ.ต.ท.สาธิต หาวงษ์ชัย สว.กก.4 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.ไตรรงค์ หน่วยตุ้ย สว.กก.4 บก.ปคม.ปรก.สว.กก. บก.ปอศ. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ.
ร่วมกันจับกุม 1. นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี อายุ 50 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 691/2569 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ในข้อหา "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ ร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2552 " จับกุมที่บ้านพัก ย่านเกษตร-นวมินทร์เขตลาดพร้าว กทม.
2. นายอธิป อนันทวรรณ อายุ 53 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 692/2569 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ในข้อหา "ร่วมกันฟอกเงิน" ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จับกุมตัวได้บริเวณ ด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขอหมายค้นจำนวน 4 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดปทุมธานี โดยมีผลการปฏิบัติ ดังนี้
จุดที่ 1 บ้านพักหรู ย่านเกษตร-นวมินทร์ เขตลาดพร้าว กทม. ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของ นางสาวปนัดดาฯ ผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดรถยนต์ตู้หรู Alphard, ทรัพย์สินมีค่า จิวเวลรี, กระเป๋าแบรนด์เนม 32 ใบ, อาวุธปืน 5 กระบอก, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสมุดบัญชีธนาคาร
จุดที่ 2 ที่ทำการมูลนิธิองค์กรทำดี คลอง 8 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ตรวจยึดรถยนต์ของมูลนิธิฯ 5 คัน และรถยนต์ส่วนบุคคล 1 คัน, ใบอนุโมทนาบัตร 130 เล่ม, เอกสารต่างๆ, วัตถุคล้ายแท่งเงิน และฮาร์ดดิสก์กล้องวงจรปิด
จุดที่ 3 บ้านพักในพื้นที่ ต.บึงกาสาม อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ตรวจยึดเอกสารสิทธิ์และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ใน จ.กระบี่ และ ภูเก็ต
จุดที่ 4 อาคารที่ตั้งมูลนิธิฯ เดิม ซอยรามอินทรา 23 เขตบางเขน กทม. ได้เข้าตรวจสอบพยานเอกสารและสถานที่ตั้งเดิมของมูลนิธิฯ เพื่อรวบรวมหลักฐานประกอบสำนวนคดี
พฤติการณ์ สืบเนื่องจากมีกลุ่มผู้เสียหายและประชาชนผู้มีจิตศรัทธาจำนวนหนึ่งได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ว่าได้รับการชักชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ให้ร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสาธารณกุศลแก่ผู้ประสบอุทกภัย และผู้ยากไร้ แต่ต่อมาพบข้อพิรุธว่าเงินบริจาคดังกล่าวอาจไม่ได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของการรับบริจาคอย่างแท้จริง จึงมาร้องทุกข์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวน
จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้อาศัยชื่อเสียง ภาพลักษณ์ความเป็นบุคคลสาธารณะ และการทำงาน ช่วยเหลือสังคม โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเงินเข้าบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามส่วนบุคคลควบคู่กับ บัญชีมูลนิธิฯ โดยใช้ชื่อบัญชีธนาคารที่สร้างความเข้าใจเสมือนเป็นบัญชีทางการขององค์กรสาธารณกุศล ส่งผลให้ประชาชนหลงเชื่อและร่วมบริจาคเงินเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาล โดยมียอดเงินบริจาคหลังไหลเข้าบัญชีสะสมรวมกว่า 800 ล้านบาท (แบ่งเป็นบัญชีส่วนบุคคลกว่า 600 ล้านบาท และบัญชีมูลนิธิฯ กว่า 200 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับเงินบริจาคมาแล้ว กลับพบว่ามีการโยกย้าย ถ่ายเทเงินบริจาคออกจากบัญชีรับบริจาคเข้าสู่บัญชีเงินฝากส่วนตัวของกลุ่มผู้ต้องหาและบุคคลใกล้ชิด นอกจากนี้ ตรวจสอบพบว่ามีการนำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ชำระหนี้สินบัตรเครดิต ซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรู ซื้อกองทุนรวม ตลอดจนพบรูปแบบการโยกย้ายเงินผ่านสัญญาก่อสร้างอาคารและพูลวิลล่าหรูในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และ จ.ปทุมธานี
โดยมีการทำธุรกรรมโอนเงินบริจาคไปยังผู้รับเหมา แล้วมีการวนเงินสดและเงินโอนคืนกลับมายังบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหา รวมทั้งการนำเงินบริจาคไปกว้านซื้อที่ดินสะสมไว้ในครอบครอง ในหลายจังหวัด และมูลนิธิฯ ดังกล่าวยังไม่เคยมีการจัดทำและนำส่งรายงานสถานะการเงินหรืองบดุลประจำปีต่อนายทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนด อันแสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตในการนำเงินบริจาคสาธารณะไปเป็นประโยชน์ส่วนตน
จากการสอบปากคำเบื้องต้น ในชั้นจับกุมและสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้รวบรวมพยานหลักฐาน เอกสารธุรกรรมทางการเงิน และของกลางที่ตรวจยึดได้เพื่อดำเนินการอย่างยุติธรรม และได้ควบคุม ตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งได้ประสานสำนักงานปปง. เพื่อดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และประสานกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ต่อไป
ตำรวจสอบสวนกลางขอเตือนภัยถึงพี่น้องประชาชนว่า การร่วมบริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศลควรตรวจสอบข้อมูลความโปร่งใสขององค์กรอย่างรอบคอบ โดยตรวจสอบว่าบัญชีที่รับบริจาคเป็นบัญชีในนาม "นิติบุคคลมูลนิธิหรือสมาคม" ที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มิใช่บัญชีเงินฝากส่วนบุคคล และควรติดตามตรวจสอบการเผยแพร่รายงานสถานะการเงินและการนำเงินไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์จริง หากพบพฤติการณ์เปิดรับบริจาคที่ส่อไปในทางทุจริต หรือแอบ อ้างความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือสายด่วน 1195
"การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น"
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม