"เจษ เจษฎ์พิพัฒ" เปิดใจผ่านรายการ Woody Talk ย้อนเส้นทางชีวิตในวงการบันเทิงกว่า 18 ปี ตั้งแต่ผลงานแรกจนถึงปัจจุบัน มุมมองการทำงานในวงการยุคใหม่ที่เน้น Personality ที่เป็นตัวเองโดยไม่ทำร้ายใคร เผยช่วงชีวิตที่เครียดและยากลำบาก รอโอกาสนานจนไม่รู้ว่ากำลังรออะไร ก่อนเรียนรู้ว่าต้องสร้างทางของตัวเอง

หลายคนที่ติดตามอาจจะยังไม่ทราบว่า เจษ เริ่มต้นเข้าวงการย้อนกลับไปกี่ปี?

"ถ้าเข้าวงการเลยน่าจะประมาณ 17 ปี 18 ปีได้ งานแรกคือ แต๋วเตะตีนระเบิด ของ พี่พจน์ อานนท์ น่าจะประมาณ ม.5 ครับ"

ความรู้สึกในกองวันนั้นเป็นยังไงตอนที่ถ่ายทำคิดว่าจะโตมาเป็นในวันนี้ไหม?

"ไม่เห็นภาพเลยครับ มันงง ๆ ตอนนั้นคือเหมือนไปเจอเพื่อนเป็นทีมฟุตบอลก็เป็นคนวัยเดียวกันประมาณ 20 กว่าคน เด็กผู้ชายแล้วก็มีทีมงานเยอะไปหมด ไม่ได้เข้าใจเรื่องการแสดงแล้วเขาก็ไม่ได้มี Script มาให้ พี่พจน์ อานนท์ Style เขาก็จะเข้าฉากไปให้พูดอะไรก็บอกตรงนั้น แล้วก็จำแล้วก็เล่นเอา ไม่คิดว่าจะมาถึงวันนี้ที่เป็นนักแสดงจริง ๆ เกือบ 20 ปีได้"

วิธีการอยู่เป็นในวงการไทย มีสมการไหมที่อยู่ได้ทุกยุคทุกสมัยทุกรูปแบบ?

"เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ต้องเปลี่ยนตามยุคสมัย ตอนเด็ก ๆ ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ตอนเด็ก ๆ เขาจะมีความดาราก็ต้องเป็นจะมีฟอร์มของความเป็นดาราว่าเราจะต้องเป็นประมาณนี้ แต่ทุกวันนี้พอมีรายการมีสื่อเยอะขึ้น ผมว่าความที่ทำให้ดาราแตกต่างไม่ใช่บทบาท 

แต่ว่าเป็น Personality ของดาราแต่ละคน แล้ว Personality ของแต่ละคนไม่มีทางเหมือนกันอยู่แล้ว เราแค่เอา Personality ของเราออกมาให้คนเห็นที่ไม่ทำร้ายใครและไม่เสียมารยาทมากเกินไป ผมว่าทุกวันนี้จะทำให้เรามีตัวตนในฐานะตัวเอง ไม่ใช่ในฐานะงานแสดงครับ"

เคยมีบทสนทนากับตัวเองที่ไม่ชอบตัวเองในบางเรื่องบ้างไหม?

"ผมจะชอบบอกว่าตัวเองไม่เก่งตลอดเวลา ไม่ได้ตีว่าเป็นเรื่องแย่สำหรับผมขนาดนั้น ผมว่าเป็นทั้งดีและแย่ บางทีก็ทำให้รู้สึกว่าเราต้อง Improve ตลอดเวลา แต่บางทีก็ทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีงานไหนดีเลย ถ้าสมมติเป็นหลัก ๆ คืองานแสดง งานที่รักมาก ๆ ที่รู้สึกว่าต้องทำให้ได้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ 

ในบางวันที่อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังแล้วพองานออกมา ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วจะตัดออกมาดีนู่นนั่นนี่ แต่เหมือนในหัวเรารู้อยู่แล้วว่าทำอะไรในวันนั้น ก็ยังรู้สึกแย่อยู่ว่า ทำไมเราไม่ทำให้ได้ดีในทุก ๆ วัน ซึ่งผมมองว่าอันนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี ทำให้เรารู้สึกไม่มีความสุข ไม่ภูมิใจกับงาน แล้วก็ไม่พร้อมจะ Present งานตัวเองให้ทุกคนดู"

แล้ว Better ของคุณคืออะไร?

"นั่นแหละ ไม่รู้ ผมเพิ่งมา Realize ได้ในประมาณปี 2 ปีนี้ ว่า Better คืออะไร เรายังไม่รู้เลย เราจะไปทำให้ Better กว่าเดิมได้ยังไง ในเมื่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร ซึ่งบางทีก็ทำให้เราโอเคดีขึ้นกับการที่ผมเปลี่ยนมา เมื่อก่อนที่เรามองว่าไม่ดีพอ 

เราตีความจากการวัดค่าของตัวเองคนเดียว แล้ววัดตัวเองในฐานะที่เป็นเราแล้วก็วัดตัวเอง แต่บางทีในการทำงานคือการทำงานกลุ่ม สมมติง่าย ๆ ผมเข้าฉากเล่นไป ผมผ่าน ผมไม่พอใจ ผู้กำกับพอใจ ผมกลับบ้านผมนั่งเครียดว่า ผมเล่นไม่ดี เล่นไม่ได้ แต่ผู้กำกับเขาพอใจ บางทีเราก็ต้องคิดถึงจุดนี้เหมือนกันว่า โอเคแล้วนะ ดีแล้วนะ ดีกว่านี้อาจจะไม่ดีสำหรับบางคนก็ได้ครับ"

อะไรทำให้คุณให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ตรงหน้า และเลือกที่จะอยู่กับเขาอย่างเต็มที่ เป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กหรือเกิดจากประสบการณ์ชีวิต?

"เป็นช่วงแรก ๆ ที่ผม เป็นนักแสดง แล้วก็อยู่กับ พี่บอย ถกลเกียรติ เขาก็สอนผมเรื่องนี้ เพราะผมเป็นคนไม่ได้มีประสบการณ์ชีวิตเยอะ ชีวิตผมไม่ได้ลำบาก ไม่ได้ต้องเลี้ยงดูตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ประสบการณ์ชีวิตเราน้อยและประสบการณ์ชีวิตน้อยส่งผลต่อการแสดง เพราะว่าเราไม่เข้าใจตัวละครที่เราเล่น 

พี่บอยเลยสอนผมว่าถ้าเราไม่เข้าใจตัวละครที่เล่น ลองเข้าใจคนอื่นดูบ้างไหม ทำให้เราเริ่มสนใจคน เริ่มมองคนลึกลงไปในแต่ละวันที่เราออกไปเจอคนแรก ๆ เป็นการมองเพื่อเราพยายามจะทำให้เราทำงานได้ดีขึ้นในฐานะนักแสดง หลัง ๆ ผมว่าเป็น Quality Time ซึ่งจริง ๆ แล้วทุกวันนี้ทุกอย่างรวดเร็วมาก การมี Quality Time สำคัญมาก ๆ กับการมีชีวิตแบบมีชีวิต ไม่ใช่มีชีวิตไปทำงาน 

เพราะทุกวันนี้ต่างจากเมื่อก่อนมาก เราไม่ต้องเจอใครก็ได้ เรา Text หาใครก็ได้ แต่จริง ๆ คนไม่ต้องเจอกันก็ได้ แต่มีเหตุผลของการเจอกันอยู่เสมอ เพราะการเจอกันคือการได้รับ Energy ผมได้รับ Energy จากพี่วู้ดดี้ ผมรู้ว่าพี่ฟังผมแล้วพี่คิดอะไร ผมเห็นแววตาพี่วู้ดดี้ ต่างจากการที่ผมโทรหาพี่ เพราะฉะนั้นการที่เราเจอกันสำคัญกว่าเสมอ ผมเลยคิดว่าสิ่งนี้สำคัญแล้วมีคุณค่า เราควรจะ Spend เวลาและ Concentrate กับ Quality Time นี้ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แล้วกำลังจะหายไปในทุก ๆ วัน"

มีเวลาให้กับคนที่เรารักที่บ้านบ้างไหม?

"บางทีเหนื่อย บางทีกลับบ้านเราอยากอยู่เฉย ๆ อยู่คนเดียวเงียบ ๆ ซึ่งโอเค พูดตามตรงต้องใช้ความพยายาม แต่ก็โชคดีที่ผมอยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ บางทีเราสั่งข้าวมากินบนห้องก็ได้ เราก็พยายามที่จะลงไปกินข้าวกับเขาข้างล่าง พยายามที่วันไหนไม่เหนื่อยเกินไป โทรหาเขา โทรถามเขา คุยกับเขาบ้าง 

ผมก็สัมผัสได้ว่าพ่อแม่ก็อยากคุยกับผม เพราะว่าเขาไม่ค่อยเจอผม ทั้งที่อยู่บ้านเดียวกันก็ตาม อย่างพ่อผมเขาจะเป็นคนค่อนข้างจะฟอร์มเยอะ ไม่ได้ลงรายละเอียดเป็นห่วง เหนื่อยไหม บางทีผมไปนั่งกินข้างล่าง พ่อก็จะเดินมาจากห้องออฟฟิศที่เขานั่งทำงานนั่งเล่นคอมอยู่ ก็จะเดินมานั่งทำเป็นหยิบผลไม้มานั่งกิน 

แล้วก็ถามว่าละครเรื่องนี้ On Air หรือยัง เดี๋ยวพรุ่งนี้ทำอะไร เป็นเรื่องทั่วไปเลย แล้วก็เรื่องกอล์ฟ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องแสดงความเป็นห่วง แต่สัมผัสได้ว่าหาเรื่องคุยกับเรา แม่ก็เหมือนกันก็จะคุยเรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง น้ำท่วมนู่นนั่นนี่ไปเรื่อย ก็ไม่ใช่เรื่องที่ธรรมดาหรือว่ามีประเด็นที่จะต้องมาคุยกับผม 

รู้สึกว่าเป็นความตั้งใจของเขา ที่เขาอยากจะใช้เวลากับเราเพราะเขาไม่ค่อยได้เจอเรา บางทีคุณก็ต้องดู Intention ของเขาให้ดี บางทีด้วยความที่บ้านผมโตมาอย่างนี้ ไม่ได้เป็นการบอกรักกันกอดกันอยู่แล้ว หรือว่า Skinship กัน อะไรที่เล็ก ๆ น้อย ๆ มาก ๆ ผมก็เลยรู้สึกว่าสำคัญครับ"

Skinship ชอบหรือไม่ชอบ ถ้าจะต้องคบกับคน ๆ หนึ่งที่เข้ามาในชีวิต ให้ค่ากับภาษารักแบบไหนดี?

"เฉย ๆ ไม่ขนาดนั้นครับ ให้ค่ากับภาษารักที่ผมได้จากพ่อแม่ผมนั่นแหละ ให้ค่ากับการเป็นห่วงดูแล ช่วยในเรื่องที่เขาต้องการให้เราช่วย มากกว่าการนั่งบอกรักทุกวัน คือการทำให้เขาสบายใจในเรื่องที่เขาเครียด หรือการดูแลเขาในช่วงที่เขาลำบากหรือว่าเขาต้องการเราจริง ๆ แต่เข้าใจว่าต้องมีนะต้องมีบ้าง ไม่ใช่ว่าเราจะไม่พูดเลย เราจะแข็งหินก็ไม่ได้ แต่เราอาจจะไม่ได้หวานเหมือนใน Series เกาหลีที่คุณดู หรือว่าในละครที่เราเล่น คุณจะบอกว่าในละครทำไมหวานจัง ตัวจริงไม่เป็นอย่างนั้นเลย"

ในยุคนี้ของการเป็นนักแสดง ต้องมีเส้นแบ่งเรื่องของการ Share เรื่อง Relationship ไหม ตอนนี้คุณอยู่ในจุดไหนชีวิต?

"ถ้ามีผมก็อยู่ใน Zone ของผม ไม่ปิดไม่เปิด อยู่เฉย ๆ ใช้ชีวิตปกติ ไม่ไปนั่งประกาศให้ใครรู้ว่า เรามีใคร แต่ก็ไม่ได้นั่งปิด อยู่บ้านเก็บตัว 2 คนไม่ให้ใครเห็น"

การเปลี่ยนแปลงและดูแลตัวเองมากขึ้น?

"ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องของช่วงวัยหรือเปล่า เพราะเพื่อนผมก็จะอายุประมาณผม ปีนี้ผมอายุ 34 ทุกคนก็จะหันมาคิดเรื่องการออกกำลังกาย การทานอาหาร wellness เยอะขึ้น แต่ก็มีบางวันที่เราไปเที่ยว แล้วก็มีรุ่นน้องบางคนที่ยังคุยกันเรื่องศุกร์นี้จะไปไหน เที่ยวผับไหนดี ก็เลยคิดว่ามันก็คงเป็นเรื่องของอายุ แล้วที่วันนี้มันมี activity ให้คุณสนุกกับตัวเองได้มากกว่าเมื่อก่อน"

ชีวิตที่ผ่านมาในรอบ 1 ทศวรรษ อาจจะต้องรอกว่าจะได้ตำแหน่งที่เป็นนักแสดงแถวหน้า เคยมีช่วงนั้นไหมที่เกือบแล้วแต่อาจจะยังไม่ถูกเลือก ในเส้นทางของเรา?

"ใช้คำว่ารอก็ไม่ถูก เพราะว่าไม่รู้ว่าเรารออะไร โอกาสหรือดวง รอโชค เรารออะไร แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่พูดตรง ๆ เครียด แล้วก็ยากลำบากอยู่ กับการที่รออะไรก็ไม่รู้แล้วก็กับการที่เราสามารถประเมินตัวเองได้จากงานที่ติดต่อเรามา หมายถึงงานแสดง ว่าเขามองเราประมาณไหน เขาจะยื่นบทบาทอะไรมาให้เรา 

ซึ่งถ้ายื่นมาบทที่เรารู้สึกว่าไม่ได้เป็นพระเอก ไม่ได้เป็นตัวหลัก บางทีเราก็รู้สึกแย่กับมันแล้วเราก็ถามว่าทำยังไงเหรอ สำหรับผมทำอะไรกับไม่ได้กับการที่จะทำให้เราขึ้นมาอย่างที่พี่บอก ทำได้แค่ทำงานของเราให้ดีที่สุด ที่ได้รับมอบหมายมาแล้วก็ Plan งานของตัวเองให้ดี ว่าจะไปจุดไหนในงานที่คุณได้รับ 

ไม่ใช่ว่า Plan ว่าจะเป็นพระเอก แล้วได้รับบทตัวร้ายมาหรือตัวสองมาแล้วไม่รับเลย ไม่มีทางที่คุณจะได้ขึ้นไปอยู่แล้ว แต่ Plan ให้ดีว่า คุณอยากให้อันนี้พูดถึงในแง่ของคนที่เข้ามาในวงการ อยากให้เขามองคุณอยู่ใน Position ไหน คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักแสดงทุกคนก็ได้ 

ทุกวันนี้ก็มี Idol มีคนที่ใช้การแสดงเป็นเรือส่งผ่านคุณไปสู่สิ่งอื่น ๆ ปักหมุดตัวเองให้แน่ใจว่าคุณอยากเป็นอะไร แล้วใช้สิ่งนั้นมา Plan งานของคุณ Plan การรับงานของคุณ งานที่เยอะ ถ้าพูดตรง ๆ คนที่จะบอกว่าดีจังเลยงานคุณเยอะ ละคร On Air ติดกัน 3-4-5 เรื่อง บางทีไม่ได้เป็นผลดี 

สำหรับนักแสดงที่มีประสบการณ์ประมาณหนึ่งแล้วคนเห็น คนรู้จักเขาอยู่แล้ว คือช่วงแรก ๆ ดี เปิดการมองเห็นว่ามีคนนี้อยู่ที่เป็นนักแสดงในวงการบันเทิงไทย แต่ถ้าสมมติว่าคุณรับละครติด ๆ กันหลาย ๆ เรื่องแล้วบทบาทคุณเหมือนเดิมเป็นภาพจำเหมือนกันนะ 

ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ เลย Robert Pattinson จะลบภาพ Twilight ของเขาออกได้ใช้เวลาตั้งกี่สิบปี ทุกวันนี้คนยังมอง Daniel Radcliffe เป็น Harry Potter อยู่เลย นั่นคือสิ่งเดียวกัน ภาพจำของอะไรบางอย่างถ้าเกิดถูกฝังไว้ในหัวของ Audience ไปแล้วดึงออกยากนะ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องรับงานเยอะมาก ๆ ให้คนเห็นให้คนรู้สึกว่างานคุณเยอะก็ได้ 

แต่ว่าละเอียดกับมันหน่อย ถ้าคุณละเอียดกับมัน ผมเชื่อว่าเราไม่สามารถรับงานพร้อมกันได้เกิน 2 เรื่องแน่ ๆ ถ้าคุณจริงจังกับมาก ๆ ไม่มีเวลาให้คุณนั่งเล่นเรื่องอื่นหรอก การแสดงยากกว่านั้นเยอะแล้วก็ยังยากอยู่เสมอ"

ความท้าทายของการแสดงที่คุณสามารถ Share ได้คือเรื่องอะไรบ้าง รวมไปถึงศาสตร์ของการแสดง?

"ความน่าสนใจของมันคือ ความสนุกและความท้าทายของมันคือ มีแค่คุณคนเดียวที่คุณจับบทนี้ แล้วคุณจะเล่นที่คุณเล่นออกมา ไม่มีใครสามารถเล่นเหมือนคุณได้ แล้วคุณก็เล่นเหมือนใครไม่ได้เหมือนกัน เพราะะนั้นถึงมีการ Casting เกิดขึ้น ความเป็นศิลปะคือ ในบท Script แผ่นหนึ่ง คุณจะเล่นกี่แบบก็ได้ คุณจะเล่นเป็นล้านแบบก็ได้ 

สมมติว่า Line นี้คุณพูดแบบนี้ อีก Line หนึ่งคุณพูดอีกแบบหนึ่ง อีก Take หนึ่งคุณพูด Line นี้แบบที่ 2 แบบที่ 3 แบบที่ 4 แบบที่ 5 คุณ Reaction กับประโยคของคนนู้นอย่างนี้อย่างนั้น นี่ยังไม่รวมการ Adapt  Character ของคุณให้ต่างจากเรื่องที่คุณเคยเล่นมาเป็นศิลปะที่ผมว่าจับต้องไม่ได้ แล้วไม่มีถูกหรือผิด มีแค่มาตรฐานวัดว่า โอเค คนนี้เป็นนักแสดงที่ดีแล้ว คือการโอเค คุณต้องจำบทให้ได้ คุณต้องรับฟังคู่แสดงคุณ คุณต้องพูดออกไปอย่างที่รู้สึกจริง ๆ 

แต่นอกจากนั้นคืออะไรก็ได้เลย ด้วยความอะไรก็ได้นี่แหละเลยยาก เพราะคุณไม่รู้ว่าคุณทำออกไปแล้วถูกหรือเปล่า สิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์ของการแสดง คือ Magic Moment ที่เกิดขึ้น แล้วผมเชื่อว่ามาจากตัวละครที่เราอยู่กับมันมา"

ยอมรับเลยว่านักแสดงไทยเก่งกันทุกคน ทุกคนให้เกียรติกับอาชีพตัวเองมาก ๆ ถึงอยู่กันได้ยาวนาน คิดว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้เรามีวันนี้ไหม การที่ให้เกียรติกับงาน?

"ใช่ ของเราเอง เราจริงจังกับมันมาก ๆ เราอยากทำให้ดี ผมไม่ได้คิดว่าผมอยากทำให้ดี ส่วนหนึ่งอาจจะคิดว่าอยากทำให้ดีเพื่อที่เราจะได้ไปต่อในวงการ ในงานต่าง ๆ อื่น ๆ แต่ว่าสิ่งที่ฟินกว่าคือ เราได้ดูงานที่ดีของเราเอง อันนั้นคือประสบความสำเร็จที่สุดแล้วกับการที่เราได้ดูงานแล้วเราพอใจกับงานเราครับ".

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม