หลังจากที่นักร้องสาว พลอยชมพู ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเป็น เจเน่ (JENÉ) รวมทั้งเปลี่ยนลุค เปลี่ยนแนวเพลง จนกลายเป็นกระแสฮือฮา มีแฟนๆ ชื่นชมมากมาย แต่ก็ไม่วายถูกโฟกัสเรื่องหน้า เป็นศิลปินหน้าใหม่ตลอดเวลา 

ล่าสุด เจเน่ เดินสายโปรโมตเพลงใหม่ “เหตุผลควายๆ” และ “ดีกว่านี้” ที่อาคารไทยรัฐทีวี ถ.วิภาวดีรังสิต ไทยรัฐบันเทิงเลยถามถึงเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งถามถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเซ็นสัญญากับค่าย Double Mass หลังจากเป็นศิลปินอิสระมานานหลายปี

เห็นว่าน้อยใจที่คนไม่ได้โฟกัสเรื่องงานเราเท่าไหร่ แต่ไปโฟกัสเรื่องเดิมๆ คือเรื่องหน้า?

เจเน่: ใช่ค่ะ คือที่ผ่านมาตั้งแต่ตอนที่ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น "เจเน่" ก็คือช่วงที่ยังเป็นพลอยชมพูอยู่ เวลาเราคัฟเวอร์ร้องเพลงอะไร คือเราก็ตั้งใจที่จะร้องให้คนฟัง แต่ว่าพอเปิดอ่านคอมเมนต์อ่ะ จะมีแต่คนพูดถึงเรื่องหน้า ไม่มีการพูดถึงการร้องเลยอ่ะ คือใจนึงเราก็รู้สึกว่า เฮ้ย นี่เราพิสูจน์เรื่องการร้องแล้วว่า คนไม่มีปัญหา ไม่ติดเรื่องการร้องเพลงแล้วนะ แต่มันอีกใจนึงก็รู้สึกว่า "เฮ้ย คุณก็ฟังบ้างสิ"

เรารู้สึกว่าคนโฟกัสกับหน้าเรามากเกินไป ทั้งๆ ที่เรามองว่าศิลปินคนอื่น โดยเฉพาะศิลปินชาย เขาก็ไม่เจออะไรขนาดนี้นะ ต่อให้รูปพรรณหน้าตาเขาจะเปลี่ยนอ่ะ ทำไมพอมาเป็นเรา คนถึงต้องให้ความสำคัญกับมันมากขนาดนั้น ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้ทำอะไรเยอะ แต่คนกลับคิดเองเออเองว่าเราทำทั้งหน้า แล้วมันก็เป็นสิ่งที่มันเป็นประเด็นอยู่ตลอดเวลาค่ะ

ทำอะไรมาบ้างที่ผ่านมา เอาแบบความจริงเลย?

เจเน่: ถ้าศัลยกรรมคือทำแค่ตา แล้วก็ฉีดปาก แค่นั้นเลย จมูกก็คือยังเหมือนเดิม เหมือนตอนเด็กๆ ซึ่งจมูกก็เป็นอันนึงที่คนชอบคิดว่าไปทำมา แต่หนูคิดว่ามันน่าจะเกิดจากการแต่งหน้าโต่วอิน ทรงมันอาจจะดูคมขึ้น อย่างอื่นก็มีฉีดโบท็อกซ์ แล้วก็มีฟิลเลอร์บ้าง เพราะว่าพอเราอายุเยอะขึ้น หน้ากระดูกมันเริ่มทรุด เราก็แค่ฉีดให้มันเติมเต็มมากขึ้นแค่นั้น แต่มันไม่ได้เปลี่ยนรูปหน้าอะไรขนาดนั้นอ่ะ

รู้สึกยังไงกับที่คนก็จะคิดว่าหน้าเราเปลี่ยนทุกไตรมาส หน้าใหม่ตลอดเวลา?

เจเน่: จริงๆ หน้าเราก็ไม่ได้เปลี่ยนอยู่ตลอดนะ คือครั้งสุดท้ายที่ทำหน้าจริงๆ ก็คือตอนที่ฉีดปากเนี่ยแหละ ก็นานแล้วนะ จริงๆ ฉีดตั้งแต่ปี 2019 แล้วอ่ะ แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลย ก็มีแค่เหมือน maintenance เฉยๆ พวกฉีดโบท็อกซ์ หรือบางทีก็ฉีดแฟตถ้ารู้สึกว่าหน้ามันเริ่มบวมเยอะ (หัวเราะ) 

สาเหตุที่หน้าเปลี่ยน อาจจะเป็นเรื่องของเมกอัพ หรือว่าทรงผม สีผม อะไรเป็นหลักๆ เพราะว่าเวลาอย่างแค่เปลี่ยนสีผมอ่ะ หน้าลุคอะไรก็อาจจะเปลี่ยนแล้ว คนก็เลยอาจจะรู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมมันเปลี่ยนเยอะขนาดนี้หรือเปล่า อะไรอย่างเงี้ยค่ะ

เคยมีความคิดว่า เราอาจจะกลับไปแบบแนวใสๆ เหมือนที่เขาต้องการไหม?

เจเน่: หนูว่าตอนช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วง 18-19 ที่เราเริ่มค้นหาตัวเอง แล้วเริ่มมีกระแสนี้ขึ้นมา เคยมีบ้างที่แบบเหมือนพยายามฝืนกลับไปเป็นแบ๊วๆ เหมือนลุค 13-14 แต่เรารู้สึกว่า ยิ่งตอนนี้ที่เราผ่านประสบการณ์ชีวิตอะไรต่างๆ เรารู้สึกว่าถ้าเรากลับไปแบบนั้น นอกจากเราจะหลอกคนอื่นแล้ว เราก็เหมือนหลอกตัวเองด้วย เพราะเราก็รู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราเป็นอีกแล้ว 

เราโตขึ้น ฟีลเหมือนเราก็เป็นต้นไม้ต้นเดิมนี่แหละ แต่ว่าเราแตกกิ่งใบมากขึ้น ขยายขึ้น ก็คือเรายังเป็นคนเดิม เพียงแต่ว่าภายนอกเราอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลาค่ะ ตามความชอบอะไรต่างๆ ที่มันอาจจะเข้ามาใหม่ค่ะ

จริงๆ แล้วเราอยากจะเปลี่ยนลุคตัวเองให้ดูเติบโตขึ้น ไม่ใช่อยู่ในที่เดิมๆ ที่ทุกคนคุ้นเคย?

เจเน่: หนูรู้สึกว่า ตอนนี้หนูแคร์สายตาคนอื่นน้อยลง ว่าคนจะคิดยังไงกับลุคของหนู เพราะว่าหนูก็ไม่ได้อยากจะตาม Beauty Standard หรือเทรนด์ที่แบบ อุ๊ย ทุกคนฮิตกันว่าจะต้องแต่งตัวแบบนี้ ต้องแต่งหน้าแบบนี้ ต้องเป็นบล็อกแบบนี้นะ 

เพราะว่าหนูคิดว่าหนูอยากจะไฮไลต์ในความชอบของหนู ในอัตลักษณ์ของหนูมากกว่า ในสิ่งที่หนูเป็นวันนี้มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่นิยม แต่ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้ามันก็อาจจะนิยมขึ้นมาก็ได้ คือหนูคิดว่าในการแต่งตัวแต่งหน้าอะไรต่างๆ เรายึดในสิ่งที่เราชอบ ในสิ่งเรารู้สึกว่ามันเป็นตัวเราดีกว่า เพราะว่าสุดท้ายการที่เราเป็นตัวเองโดยที่ไม่ได้ยึดติดตามเทรนด์ ยังไงมันเป็นอะไรที่ timeless อยู่แล้วอ่ะ มันไม่มีทางที่จะตกยุคได้ ถ้าเราเป็นตัวเอง

นอกจากเปลี่ยนลุคข้างนอกแล้ว ชื่อก็ยังเปลี่ยนจาก "พลอยชมพู" เป็น "เจเน่" อีก เห็นว่าเปลี่ยนเพื่อที่จะรองรับกับสิ่งที่เราเปลี่ยนมาเป็นทุกวันนี้?

เจเน่: ด้วยค่ะ ด้วยแบบแนวเพลงอะไรต่างๆ สิ่งที่เราอยากจะทำมันชัดเจนขึ้น แล้วเราก็มั่นใจแล้วว่าเราอยากจะต้องการทำอะไร เราก็เลยตัดสินใจส่วนหนึ่งว่า โอเค ถ้าเราอยากจะไปถึงเป้าหมายของเรา เราต้องเปลี่ยนชื่อแล้วล่ะ เพราะไม่งั้นมันอาจจะแบบ... มันยังมีสิ่งที่คาบเกี่ยวหลายๆ อย่างกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาก่อน

ซึ่งหนูก็เห็นฟีดแบ็ก มีทั้งคนชม แล้วก็มีคนมองว่าแบบ เฮ้ย เราไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปล่า เปลี่ยนทั้งสไตล์ หน้าตา เปลี่ยนชื่ออีกต่างหาก แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ (หัวเราะ) เราแค่รู้สึกว่าทุกอย่างที่ผ่านมา 10 กว่าปีที่เราเข้าวงการมาจนถึงตอนนี้ 15-16 ปี ทุกอย่างที่มันเกิดขึ้น ทุกการเปลี่ยนแปลงมันทำให้เรารู้แล้วว่า โอเค เราชอบอะไร เราต้องการอะไรจริงๆ ในการทำงาน ในการใช้ชีวิต 

เรารู้สึกว่า เออ เราเจอคอมมูนิตี้ เราเจอสังคม เราเจอแนวเพลงอะไรต่างๆ ที่เราชอบ แล้วก็เรารู้สึกว่าเราแพสชันกับมันจริงๆ แล้วเราก็รู้ว่า เฮ้ย เราทำแล้วมันเป็นตัวเองมากที่สุดแล้ว

เพราะด้วยความที่หนูร้องเพลง หนูทำเพลงมาหลายแนวมาก ๆ คือแทบจะทุกๆ แนวที่อยากลองทำ พอมาทำเพลงร็อก มันเป็นความรู้สึกที่หนูไม่เคยมีมาก่อนกับแนวเพลงอื่นๆ ก็เลยแบบเป็นจุดสปาร์กอย่างหนึ่งที่เรามั่นใจแล้วว่า เราต้องมาทางนี้แหละ (หัวเราะ)

พอเราเปลี่ยนทุกอย่าง คนยังมีติดกับอะไรเดิมๆ กลับไปใช้พลอยชมพูได้ไหม มีคนพูดไหม?

เจเน่: ก็มีบ้างค่ะ แต่ว่าหนูมองว่าคนที่เขายอมรับกับตัวตนใหม่ตอนนี้มันมีเยอะกว่าสำหรับหนู จากที่หนูเห็นในโซเชียลต่างๆ เหมือนเขาเข้าใจ อาจจะด้วยความที่เราก็หาวิธีอธิบายให้ทุกคนตั้งแต่ก่อนที่จะเปิดตัวมา จนถึงวันเปิดตัวว่า เอ้ย ทำไมเราถึงมีคอนเสิร์ตอำลาพลอยชมพู แล้วก็พยายามทำคอนเทนต์ออกมาให้คนเข้าใจกระบวนการคิดต่างๆ จนถึงวันเปิดตัว 

พอเราเปิดตัวปุ๊บ เหมือนทุกคนเก็ตอ่ะว่าทำไมเราถึงต้องเปลี่ยนแปลง มันไม่ใช่เพราะว่าตื่นมาวันนึงแล้ว "เฮ้ย ฉันไม่อยากเป็นพลอยชมพูแล้ว" ไม่ใช่ มันมีเหตุผลหลายอย่างที่เราพยายามอธิบาย ที่เราสามารถอธิบายได้ ก็เลยรู้สึกว่า พอเราได้มีการอธิบายมุมมองของเราผ่านคอนเทนต์ต่างๆ ที่เราทำออกมา พอเราเปิดตัว ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อ ต้องการจะทำออกมาค่ะ

ส่วนตัวพอใจมากน้อยแค่ไหน พอเปลี่ยนทุกอย่างหมดแล้ว?

เจเน่: แฮปปี้ค่ะ เพราะว่าเราก็รู้สึกว่าเหมือนเราได้กำหนดในสิ่งที่เราอยากให้คนอื่นมองเราเป็นแบบไหน อะไรยังไง เวลาหนูแสดง หนูไม่ได้รู้สึกว่าหนูต้องมีความกลัวว่า เฮ้ย คนจะมองว่าเป็นภาพเก่าๆ พลอยชมพูหรือเปล่า คือเราสามารถที่จะเป็นตัวเองได้เต็มที่ เพราะว่าตอนนี้เราไม่ใช่พลอยชมพูแล้ว เราเป็น "เจเน่"

มันก็เลยแบบ... เหมือนมันเป็นอิสรภาพทางจิตใจเราด้วย ที่โอเค เราสามารถแสดงความเป็นตัวเองได้เต็มที่ โดยที่มันไม่ได้มีกรอบอันเก่ามากั้นความเป็นตัวเราด้วยค่ะ

เปลี่ยนชื่อแล้ว เปลี่ยนลุคแล้ว จากที่เคยเป็นอิสระมาตลอด ตอนนี้เซ็นค่าย Double Mass เลย เกิดอะไรขึ้น?

เจเน่: เป็นอะไรใหม่ๆ เหมือนกัน เพราะว่าตอนแรกก็คิดว่าจะทำอิสระไปยาวๆ แต่พอเราทำไปก็เริ่มเบิร์นเอาต์ เริ่มเหนื่อยเหมือนกัน จริงๆ ช่วงปีที่แล้วที่มีเรื่องราวอะไรหลายๆ อย่าง เช่น การแพ้คดีครั้งแรก ตอนแรกหนูคิดว่าจะเลิกทำเพลง เลิกร้องเพลงด้วยซ้ำ 

แต่ว่ามันอาจจะด้วยดวง หรือความบังเอิญอะไรบางอย่าง หนูได้มาเจอกับค่ายพี่สง (สงกรานต์ รังสรรค์) ก็คือตอนแรกมันเกิดจากการที่เราแค่ไปแจม Live Session ของศิลปินพี่สงเฉยๆ แล้วพอตอนหลังก็เออ คุยๆ กัน 

แล้วตอนนั้นหนูก็คิดว่าจะจัดแฟนมีตอะไรสักอย่าง พอดีช่วงนั้นมันก็มีเป็นคนกลางติดต่อเข้ามาจะทำคอนเสิร์ตให้ แต่ทีนี้มันก็มีปัญหากับคนกลาง แต่ว่าเราก็เตรียมงานมาประมาณนึงแล้ว เราก็เลยแบบ...ทำยังไงดีอ่ะ ก็เลยคุยกันกับพี่สง เพราะเหมือนก็คุยกัน 3 ฝ่ายอ่ะค่ะ ก็เลยโอเค เราช่วยกันแล้วกัน 2 คน (หัวเราะ)

มันก็เลยกลายเป็นว่า เขาก็ช่วยเราหาการสนับสนุนจนมันเกิดงานได้ แล้วงานมันก็ค่อนข้างจะใหญ่กว่าที่เราตั้งใจไว้ด้วยซ้ำ  เราก็เริ่มวางแผนอย่างนั้นอย่างนี้ มันกลายเป็นว่าแบบ... เออ เราเห็นความทุ่มเทของเขา ทั้งๆ ที่เราก็ยังไม่ได้เซ็นสัญญากับเขาด้วยซ้ำ ยังไม่ได้มีการตกลงทำงานอะไรเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ว่าก็ทำกันไปก่อนอ่ะ 

มันก็เลยตัดสินใจว่า โอเค เราก็อยากจะทำงานกับค่ายเขาเหมือนกัน เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่เคยได้เจอคนที่ทำงาน แล้วก็มีความเหมือนมีไฟ มีความกระตือรือร้นกับเราแบบนี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่เข้าวงการมาจนถึงตอนนี้เลย ก็เลยโอเค พอเล่นคอนเสิร์ตเสร็จปุ๊บ วันนั้นเลย เซ็นสัญญาหลังเวที

เซ็นกี่ปีอันนี้?

เจเน่: ปีเดียวค่ะ (หัวเราะ) ใช่ ก็คือเหมือนแบบทดลองกันไปก่อน ถ้าแฮปปี้ก็เซ็นต่อค่ะ

เราประทับใจพี่สงกรานต์ยังไงบ้าง?

เจเน่: อย่างแรกก็ความกระตือรือร้น แล้วก็เรื่องของแบบ... เหมือนความใจอ่ะค่ะ ให้ใจที่แบบตั้งแต่ก่อนที่เราจะตัดสินใจเซ็นสัญญาแล้ว ก็คือทำกับเราเต็มที่ ประหนึ่งว่าเราเป็นศิลปินของเขาแล้ว ก็เลยรู้สึกว่า เราก็เหมือนได้เห็นการทำงานของเขาต่างๆ เหมือนเราได้ทดลองงานก่อนที่เราจะเซ็นสัญญาด้วยกันจริงๆ พอเราได้มาเซ็น เราก็รู้สึกว่า ก็ยังคงเดิม ยังมีความกระตือรือร้นเหมือนเดิมเลย กลายเป็นว่าแบบเฮ้ย ยุ่งกว่าเดิม งานเยอะ (หัวเราะ) ซึ่งเป็นเรื่องดีค่ะ

พอเรามีค่าย มันก็ไม่ได้ถูกจำกัดอะไรใช่ไหมสำหรับเรา?

เจเน่: ไม่ค่ะ เพราะว่าก็คุยกันได้ง่ายๆ อะไรที่เราต้องการ เราก็บอกเขาตั้งแต่แรก ก่อนที่เราจะเซ็นตกลงอะไรต่างๆ กัน ก็เลยรู้สึกว่าทุกอย่างที่เราตกลงกัน เราค่อนข้างแฮปปี้ คือมันก็ต้องช่วยๆ กันแหละ เพราะว่าต่างคนต่างก็แบบ... เหมือนเราเพิ่งฟีลแบบ Start-up เราก็ยังมีเป้าหมายที่เราอยากจะไปถึงอยู่ ต่างคนต่างก็มีไฟ ก็เลยแบบเหมือนช่วยๆ กันอ่ะค่ะ

ฝากผลงานเพลงใหม่?

เจเน่: ก็เพิ่งปล่อยเพลงออกมา ชื่อเพลง "เหตุผลควายๆ" แล้วก็มีเพลง "ดีกว่านี้" ค่ะ สามารถไปรับชม MV กันได้ แล้วก็ล่าสุดก็มี Live Session ที่ทำกับ ABSILL ก็คือพี่เบนที่เคยอยู่ Silly Fools มาก่อน Live Session ตอนนี้เพิ่งจะ 100,000 วิว ภายใน 2-3 วัน ก็รู้สึกว่า เออ มันก็เริ่มมาแล้ว แล้วก็แฮปปี้ที่คนฟังเขาชอบกัน ก็อยากขอบคุณแฟนๆ ด้วย แล้วก็จะมี Live Session อีกอันนึง น่าจะช่วงกลางๆ เดือนหน้า กับ ABSILL ก็จะเป็นเพลงของพี่ๆ เขา แล้วก็สิ้นเดือนพฤศจิกายน ก็จะมีซิงเกิลใหม่ออกมาอีกค่ะ ขอบคุณค่ะ

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม