หลังจากที่ น้องพายุ ลูกชาย ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต และ น็อต วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ แข่งรถในการแข่งขันโกคาร์ทเยาวชนรายการ “TrueVisions – TOYOTA Junior Kart Championships 2026 (สนามที่ 3)” ณ สนามพีระเซอร์กิต จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมา แต่กลับมีดราม่า เมื่อไฮโซหนุ่ม ปอ ตนุภัทร เลิศทวีวิทย์ คุณพ่อของ น้องแมคลาเรน ลูกชาย ยื่นประท้วงเนื่องจากสงสัยเรื่องสเปกเครื่องยนต์ จนเป็นดราม่าในเวลานี้ 

ล่าสุด ไทยรัฐบันเทิงสัมภาษณ์ พีท ทองเจือ นักแสดงหนุ่ม และนักแข่งรถมืออาชีพ อยู่ในวงการแข่งรถมานานกว่า 28 ปี  ถึงประเด็นดังกล่าว ซึ่งเจ้าตัวก็ได้แชร์ประสบการณ์ในวงการแข่งรถ พร้อมทั้งเล่าถึงการปั้น น้องโรเตอร์ ลูกชาย และ น้องมิย่า ลูกสาว เข้าสู่วงการแข่งรถ อีกทั้งบอกว่าเป็นนักแข่งมา 28 ปี ก็ไม่เคยออกมาประท้วงใคร ส่วนลูกๆ ก็ไม่เคยอารมณ์เสียเวลาแพ้ด้วย

อยากจะให้เท้าความว่า โกคาร์ทคือกีฬาอะไร ถ้าคนแบบไม่รู้เลย? 

พีท ทองเจือ: รถคาร์ทเนี่ยเป็นพื้นฐานของวงการมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกนะครับ นักแข่งฟอร์มูล่าวัน 100% ที่อยู่ในการแข่งขัน F1 ทั้งหมดที่เราเห็นในโลกนี้จะเกิดขึ้นมาจากรถคาร์ทก่อน โดยการเริ่มต้นของรถคาร์ท ตามกฎของ FIA คือองค์กรที่ดูแลบริหารจัดการมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก ในเมืองไทยก็มี FIA วงเล็บก็คือ รยสท. FIA เนี่ย 

ตามกฎของ FIA โลก การแข่งขันรถคาร์ทจะเริ่มต้นที่อายุ 8 ขวบอย่างเป็นทางการ โดยที่จะเริ่มต้นเรียกว่ารุ่น Cadet เสร็จแล้วหลัง Cadet ก็จะเป็น Junior Cadet นี่เริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 8 ขวบจนถึงประมาณ 11 ขวบ แล้วก็จะเป็น Junior ขึ้นไปประมาณ 11-12 จนถึง 14 แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นรุ่น Senior อันนี้คือมาตรฐานทั่วโลกก่อน

 แต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาคของโลกก็อาจจะมีการปรับ อาทิเช่น มี Cadet A, Cadet B เพื่อที่จะแบ่งเกรดแบ่งรุ่นนิดนึง แต่ถ้าเป็นมาตรฐานโลกคือ Cadet, Junior แล้วก็ Senior คราวนี้ก็ ถ้าเป็นรุ่น Senior อายุสักประมาณ 15 ไปแล้วเนี่ย นักแข่งก็จะมีวิวัฒนาการเจริญเติบโตเข้าไปสู่รถฟอร์มูล่า เช่น Formula 4, Formula 3, Formula 2 เพื่อที่จะไต่ลำดับขึ้นไป F1 อันนี้เป็นมาตรฐานโลก 

ย้อนกลับไปอีกที ก็นักแข่ง Formula 1 ทั่วโลกเนี่ยจะเริ่มต้นจากรถคาร์ท เน้นในรุ่น Cadet ก่อน แล้วก็จะเริ่มขับไป ทั้งหมดก็จะเป็นประมาณนี้ก่อนในวงการรถคาร์ท สำหรับในเมืองไทยก็มีการเติบโตของรถคาร์ทที่เติบโตกันมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสัก 3-4-5 ปีหลังเนี่ย โตและเจริญมากๆ ครับ

ดราม่าที่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องของชิ้นส่วนบางส่วน พอจะได้ดูไหม? 

พีท ทองเจือ: เราก็เห็นอยู่ ขออธิบายสั้นๆ ก่อน อาทิเช่น ในกฎกติกาการแข่งขัน อันนี้ไม่ได้อิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเล่าให้ฟังด้วยความเป็นกลาง ก่อนแข่งจะต้องมีการเอารถไปตรวจสภาพ ก็คือตรวจสภาพทุกๆ อย่างของรถก่อนที่จะเริ่มต้นทำการแข่งขัน ถ้าไม่ผ่านตรวจสภาพเนี่ย จะเหมือนเรายังไม่ผ่าน เขาก็จะบอกว่ามีปัญหาที่อะไร ช่างก็มีหน้าที่เอารถกลับไปแก้ให้ตรงกับสิ่งที่กรรมการแจ้งมาว่า รถคุณยังผิดตรงนี้ๆ  แล้วก็เอากลับมาตรวจใหม่ ถ้าตรวจไม่ผ่าน รถคันนั้นจะทำการแข่งขันไม่ได้ อันนี้คือกฎทั่วๆ ไปเลย 

แล้วอันนี้ไม่ได้อิงถึงรถยนต์ด้วยซ้ำ รถยนต์ทุกๆ แบบ ทุกรุ่น ก็ต้องผ่านตรวจสภาพก่อน หลังจากนั้นเนี่ย พอตรวจรถแข่งผ่านแล้ว สิ่งสำคัญมากๆ เลย ต้องตรวจ Safety ของนักแข่ง ซึ่ง Safety ของรถแข่งเนี่ย หมวกกันน็อก หมวกกันไฟข้างใน ถุงมือ ชุดแข่ง เสื้อที่อยู่ข้างใน ข้างล่าง รองเท้า แม้กระทั่งถุงเท้าเนี่ย จะต้องเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก FIA คือแต่ละแบรนด์ก็จะมี FIA แปะอยู่ ถ้าใช้แบรนด์ที่ไม่มียี่ห้อ FIA หมายความว่าความปลอดภัยคุณไม่ผ่านมาตรฐานการแข่งขัน ก็ผิดกติกา 

เพราะฉะนั้นแม้กระทั่งชุดแข่ง เขาจะตรวจละเอียดว่า FIA หรือเปล่า แล้ว FIA ในเรื่องของชุดแข่ง Safety บนตัวนักแข่งเนี่ย มันมีปีกำหนดด้วย ไม่ใช่ซื้อชุดนึงมาใส่ FIA ไปเลย 5 ปี 10 ปี ไม่ยอมเปลี่ยน FIA จะมีกำหนด อาทิเช่น ชุดแข่งอันนี้มีอายุ FIA 5 ปี พอถึงเวลาหมด 5 ปีก็ต้องเปลี่ยนชุดใหม่ อันนี้เป็นมาตรฐานของ Safety 

เพราะฉะนั้นหลังจากแข่งขันแล้ว ตรวจชุด ตรวจรถผ่านปุ๊บ ทำการแข่งขัน แข่งเสร็จเขาก็ต้องมาตรวจอีกทีนึง ตรวจรถว่ามีความผิดปกติตรงไหนไหม หรืออย่างไร ถ้าตรวจผ่านจากคณะกรรมการก็คือจบ แล้วก็ถ้ามีใครข้องใจอื่นๆ ต่างๆ นานาเนี่ย จะต้องทำการประท้วง จะต้องชี้เป้าอย่างชัดเจนว่าต้องการประท้วงรถคันไหน และถ้าเป็นมาตรฐานทั่วไป จำเป็นที่จะต้องมีเงินวางในการตรวจสภาพด้วย อันนี้คือมาตรฐานโลก

ผู้ประท้วงต้องวางเงิน? 

พีท ทองเจือ: ผู้ประท้วงจะต้องวางเงิน เพราะว่ามันเป็นขั้นตอนที่เหมือนไม่ได้อยู่ในขั้นตอนปกติ พอต้องวางเงิน เสร็จแล้วถ้าไปตรวจเสร็จ ตรวจเสร็จแล้วรถคันนั้นผิด รถคันนั้นก็ต้องรับโทษไป แต่ถ้าไม่ผิด เงินจำนวนนั้นจะถูกริบ ถูกทีมกรรมการ หรือผู้จัดเนี่ย เก็บเงินจำนวนนั้นไว้ อันนี้เป็นมาตรฐานทั่วๆ ไป อันนี้คือสิ่งเกิดขึ้น จริงๆ แล้วเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องปกติมาก เพียงแต่ว่าคดีที่เป็นประเด็นอยู่เนี่ย มันเป็นคนที่มีชื่อเสียง แล้วก็มีคนสนใจเยอะ

แสดงว่าก่อนหน้านี้ เขาก็มีการวางเงิน มีการประท้วงกัน เพื่อให้มีการตรวจสภาพ? 

พีท ทองเจือ: อันนี้ต้องเช็กออร์แกไนเซอร์ ผมไม่แน่ใจว่า ณ ปัจจุบันนี้ คือน้องโรเตอร์เนี่ยเริ่มขับ 8 ขวบอย่างเป็นทางการ น้องแข่งมาจนถึงอายุประมาณ 13 ขึ้น 14 ก็เปลี่ยนขึ้นไปขับรถยนต์ แล้วก็ขึ้นขับพวกรถ Formula แล้วก็ปัจจุบันนี้ก็พึ่งไปขับพวกรถ GT รถรุ่นใหญ่แล้ว ก็ผมไม่แน่ใจว่าในไทม์ไลน์นี้ ต้องมีการวางเงินต่างๆ นานาหรือเปล่า อาจจะต้องเช็กออร์แกไนเซอร์ ซึ่งส่วนมากจะต้องวางเงินครับ

แล้วกรณีถ้าเกิดว่าตรวจสอบมาแล้วน้องเขาผ่าน ถูกต้องตามมาตรฐาน ทางกรรมการหรือคนที่จะต้องทำยังไง ต้องมีการประกาศอย่างเป็นทางการไหม? 

พีท ทองเจือ: ก็ต้องมีประกาศเป็นทางการว่าผลการแข่งขันคือ ผลการแข่งขันคือตำแหน่งของนักแข่งจะเป็นตัวบอกอยู่แล้ว สมมติว่าผมแข่งชนะที่ 1 แล้วผมถูกประท้วง ตรวจแล้วผมผิด ผมจะต้องถูกปรับตำแหน่งลงไป หรืออาจจะถูก DQ DQ ภาษาอังกฤษก็คือ Disqualification ก็คือการถูกไม่มีผลในการแข่งขัน 

มันจะมีผลมาก เพราะว่านักแข่งส่วนมากที่เขาทำการแข่งขันเต็มฤดูกาลการแข่งขันเนี่ย สิ่งที่ทุกคนต้องการ ชนะแต่ละสนามก็ใช่ แต่การเก็บคะแนนให้ได้เยอะที่สุด สมมติปีนี้แข่ง 5 สนามเนี่ย ถ้าผมเก็บคะแนนได้มากที่สุดทั้ง 5 สนาม ผมก็ได้เป็นแชมป์ประเทศไทย ทุกคนเขาก็จะเป็นห่วงเรื่อง DQ เพราะว่าถ้าสนามนึง DQ ไปแล้วเนี่ย หมายถึงเป็นศูนย์ 

คะแนนเป็นศูนย์เนี่ย ในการที่เราจะต่อสู้เพื่อให้ได้แชมป์ประเทศไทยเนี่ยมันจะยากขึ้น ยากมากๆ หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งมันเกิดขึ้นตลอด กับผมก็เคยเกิดขึ้นเหมือนกัน ถูกตัดออกจากการแข่งขัน แต่ว่าถ้ามีการประพฤติที่ไม่เหมาะสมในการแข่งขันเนี่ย ในการถูกแบนจากการแข่งขันเนี่ย ต้องผ่านบอร์ดของ รยสท. เมืองไทย ซึ่งอันนั้นน่าจะเป็นประเด็นอื่น อาจจะไม่ตรงกับประเด็นที่เกิดขึ้น

ขอถามเรื่องเงินจำนวนหนึ่งที่วางไว้?

พีท ทองเจือ: ผมไม่แน่ใจ มันมีจำนวนเลย อย่างรายการที่น้องมิย่าแข่งเนี่ย ถ้าผมข้องใจรถอีกคันนึงเนี่ย ผมต้องวางเงินประมาณอย่างน้อย 20,000 บาท เพื่อที่จะให้กรรมการเขาดำเนินเรื่อง มันก็เป็นมาตรฐานที่เราเข้าใจได้ ไม่งั้นนักแข่ง 10 คนมาสั่งให้ประท้วงๆ กรรมการต้องทำนานเท่าไหร่ โดยที่ไม่มีพื้นฐาน แต่พอมีคำว่าต้องวางเงินในการประกันนั้น มันก็อีกเรื่องนึง เขาก็ต้องพิจารณาว่ามันคุ้มไหม เหมาะไหม หรือจะเอาให้ได้ หรือโอเคช่างมัน หรืออะไรก็แล้วแต่

แต่ค่าเงินจำนวนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ใช่ไหม? 

พีท ทองเจือ: มันมีเรตปกติอยู่ มันเป็นเรตที่เหมือนเป็นเรตกลาง มันไม่ใช่ว่าสนามนี้ 50,000 สนามนี้ 20,000 สนามต่อไปหมื่นเดียว มันมีมาตรฐานอยู่ แต่ผมเชื่อว่าน่าจะต้องมีนะครับ อันนี้ผมไม่แน่ใจ ต้องขออนุญาตให้ลองเช็กดู

ในมุมความเป็นคุณพ่อ ถ้าลูกเจอแบบนี้ จะมีวิธีปกป้องลูกยังไง ถ้าเกิดว่าเด็กได้ที่ 1 จริงๆ? 

พีท ทองเจือ: จริงๆ แล้ว ประสบการณ์ในวงการมอเตอร์สปอร์ตผม 28 ปี ปัจจุบันผมยังเป็นนักแข่งอาชีพอยู่ ผมยังเจอเหตุการณ์แบบนี้อยู่ ปัจจุบันนี้ยังเจออยู่ อาทิเช่น รุ่นที่ผมแข่งรุ่นปัจจุบันเนี่ย รถทุกคันเป็นรถที่เป็นลักษณะ One Make Race คือห้ามแต่ง ห้ามตกแต่งเครื่อง เครื่องจะต้องเหมือนกันทุกอย่าง 

แล้วก็มีทีมที่เขาซื้อรถปีใหม่กว่าเราปีนึง หรือ 2 ปีเนี่ย ตัวรถก็มีการพัฒนาเวอร์ชันใหม่ของกล่องที่ควบคุมรถไปแล้ว ทำให้รถเป็นกล่องเวอร์ชันใหม่ กล่องก็มีความละเอียดในการประมวลผลของค่าที่ตั้งไว้ว่ารถควรวิ่งยังไง ทำให้รถรุ่นใหม่กว่ามันแรงกว่าเรา อาจจะไม่เยอะมาก 2 แรงม้า 5 แรงม้า แต่สนามแข่งขันมันมีความหมายมากๆ เราก็รู้ แต่เหมือนไม่ผิดกฎ เพราะเขาไม่ได้กำหนดปีว่าต้องรถเฉพาะปีนี้ๆ เท่านั้น 

ก็ออกไปสู้ ก็รู้แหละว่าสู้ไม่ได้ แต่ต้องสู้ เพราะว่ามันไม่มีข้อบังคับอันนี้เอาไว้ แล้วก็ที่สู้มาตั้งแต่ต้นปีเนี่ย ที่แข่งมาทั้งหมดเนี่ย ประมาณ 8 เรซเนี่ย ผมก็ชนะไป 3 เรซ แล้วก็ที่ 2 บ้าง ที่ 3 บ้าง หรือใดๆ ก็หมายความว่า แรงกว่าก็ไม่ได้เป็นประเด็น มันอยู่ที่คนขับด้วย 

เพราะฉะนั้นผมว่าในเรื่องเนี้ย ในส่วนของผมเนี่ย น้องโรเตอร์ก็เหมือนกันครับ น้องโรเตอร์ก็ตระเวนแข่งในเอเชีย แล้วก็ไปแข่งที่ยุโรปตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ก็ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ลักษณะนี้มาเยอะมาก สุดท้าย สิ่งที่เราจะต้องเคารพ คือ คำตัดสินของกรรมการ ถ้าตัดสินเป็นเอกฉันท์อย่างไร ก็ต้องอย่างนั้น แล้วลูกชายของผมอย่างน้องโรเตอร์ น้องมิย่า เนี่ย เวลาที่แพ้เนี่ย น้องไม่เคยหงุดหงิด ไม่เคยอารมณ์เสีย ไม่เคยขว้างหมวก ไม่เคยมีใดๆ เลย แล้วก็จะเอาใหม่ ไม่มีปัญหา 

แล้วก็ผมก็ไม่เคยไปประท้วงใคร ตั้งแต่ผมเป็นนักแข่งมา 28 ปี ถ้าเราผ่านการแข่งขันมามากมายเนี่ย นับเรซ นับรายการแข่งขันเนี่ย มหาศาลทั้งในและต่างประเทศเนี่ย ผมไม่เคยลุกขึ้นมาประท้วงใครเลย แม้กระทั่งเราจะรู้ว่ารถที่เราสู้อยู่น่ะ เขาไม่ปกติเหมือนอย่างเรา แต่เราก็ไม่เคยออกมาประท้วง เราสู้กันแบบแฟร์ๆ สู้ไม่ได้ก็คือสู้ไม่ได้ 

น้องโรเตอร์ก็เช่นกันครับ แข่งต่างประเทศ แล้วก็บางครั้งเราวิ่ง เราถูกทิ้งห่างยาวมากๆ คือแบบทางตรงเขาหายไปเลยเนี่ย เราก็รู้แหละว่ารถเขาไม่ปกติ สำหรับผมแล้วเนี่ย มันเป็นบทเรียน แล้วเป็นสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อาทิเช่น รถเราที่เซ็ตอัปมา ด้วยมาตรฐานกับสิ่งที่เรามีเนี่ย เราได้เท่านี้ เราไม่สามารถมีอุปกรณ์หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้รถของน้องเร็วขึ้น เราต้องอยู่กับความเร็ว ความแรงอันเนี้ย สิ่งที่ต้องทำคือ นักแข่งก็กลับมาพัฒนาตัวเองให้เร็วขึ้น ด้วยสิ่งที่ตัวเองมี

จริงๆ อย่างน้องโรเตอร์ ปัจจุบันอายุ 17 เนี่ย เขาก็จะมีมาตรฐานในการใช้ชีวิต การวางแผนชีวิต การต่างๆ นานา ที่เป็นเด็กที่มีความคิดมากกว่าเด็กในรุ่นเดียวกัน ทั้งหมดทั้งมวลเนี่ยมาจากการเป็นนักแข่งรถ เพราะเขาจะต้องวางแผนในการขับ เขาจะต้องวินิจฉัย วิเคราะห์สิ่งที่ทำไป ส่งผลระยะยาวอย่างไร ตอนนี้เขาอาจจะไล่อยู่ในเรซนี้ ในการแข่งขันนี้ แต่ถ้าเขาแซงไป โอกาสที่จะเกี่ยวกันแล้วหมุนออกไปทั้งคู่ คะแนนอาจจะเป็นศูนย์ ซึ่งมันอาจจะเกิดความเสียหายมากกว่า เขายอมที่จะไม่ชนะ แล้วยอมที่จะเก็บไว้สู้สนามหน้า 

ถ้าจะให้บอกเลยว่าทำยังไง ผมคิดว่าเราคงจะต้องให้ลูกได้เรียนรู้ เพราะเราตัดสินใจมาให้ลูกเป็นนักแข่งรถ มันคือเป็นหนึ่งในแบบฝึกหัดของชีวิตที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ ไม่ว่าวันนี้ชนะ ไม่ได้แสดงว่าคุณเก่งที่สุด แต่เป็นวันที่คุณทำทุกอย่างได้สมบูรณ์ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทีมงานหลังบ้าน หรือฝีมือของนักแข่งเอง หรือจังหวะที่คุณชนะได้ ในวันที่เขาแพ้ ก็คือต้องยอมรับว่าวันนี้เราไล่รถสู้เขาไม่ได้ วันนี้เราขับได้ไม่ดีเหมือนทุกๆ วัน หรืออะไรก็แล้วแต่ คุณจะต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองครับ

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม